การตลาดออนไลน์

แจกเทคนิคการทำ SEO 5 ข้อที่จะทำให้เว็บไซต์ของคุณถูกค้นเจอก่อนใคร

แจกเทคนิคการทำ SEO 5 ข้อที่จะทำให้เว็บไซต์ของคุณถูกค้นเจอก่อนใคร

ในยุคที่ทั่วทุกวงการมีแต่การแข่งขันกันอย่างรุนแรง การปรับกลยุทธ์หรือเสาะหาวิธีการใหม่ ๆ ในการดำเนินธุรกิจเพื่อให้สามารถเดินหน้าต่อไปหรือก้าวทันต่อการแข่งขันนั้นมีความสำคัญเป็นอย่างมาก สำหรับโลกในยุคดิจิทัลนี้ การใช้เครื่องมือสำคัญที่เรียกว่า SEO หรือการทำให้เว็บไซต์ของเราติดอันดับในการค้นหาของ Google จึงมีความสำคัญ

วันนี้เราจะมาแจกเทคนิค 5 ข้อง่าย ๆ ในการทำ SEO เพื่อช่วยให้เว็บไซต์ของคุณถูกค้นเจอได้เร็วก่อนใคร

1.สำรวจกลยุทธ์ SEO ของคู่แข่ง หรือหากพูดให้ถูกคือการรู้จักการเก็บข้อมูลการทำ SEO ของคู่แข่ง ซึ่งสามารถทำได้ง่ายแค่เข้าไปสำรวจดูว่าเว็บไซต์คู่แข่งใช้คีย์เวิร์ดใด คอนเทนต์หรือบทความที่เผยแพร่ออกมาในรูปแบบไหน รวมถึงควรรู้ Traffic เว็บไซต์ของคู่แข่งด้วย เพื่อจะนำข้อมูลที่ได้มาปรับปรุงเว็บไซต์ของธุรกิจให้มีความแตกต่างและน่าจดจำ จะได้เป็นโอกาสให้เว็บไซต์ของเราถูกค้นเจอได้มากกว่า

2.สร้างเว็บไซต์หรือคอนเทนต์ให้มีช่องแสดงความคิดเห็น (Comment) เนื่องจาก Google ให้ความสำคัญกับเว็บไซต์ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ค้นหา ดังนั้นการเพิ่มช่องคอมเมนต์ให้กับนักท่องเน็ตทั้งหลายได้แสดงความคิดเห็นเพื่อแลกเปลี่ยนพูดคุยกันจะทำให้ Google ประเมินหรือตรวจสอบได้ว่าเว็บไซต์ของเรามีมูลค่าและคุณประโยชน์เพียงพอต่อการจัดอันดับให้อยู่ในลำดับต้น ๆ ของการค้นหา อย่างเช่นคลิปต่าง ๆ ใน Youtube ที่จะมีตัวเลือกให้ผู้ชมสามารถแสดงความคิดเห็นต่อคลิปวิดีโอได้

3.ใช้คีย์เวิร์ดที่ให้รายละเอียดเชิงลึก (Longtail Keywords) เนื่องจากตามนิสัยของผู้ค้นหา หากต้องการค้นพบสิ่งที่กำลังค้นหาให้เร็วขึ้น จะใช้คีย์เวิร์ดที่สื่อถึงความต้องการนั้น ๆ เช่น ต้องการหาแหล่งขายเสื้อผ้ามือสองใกล้ ๆ บ้าน ผู้ค้นหาก็มักจะพิมพ์คำค้นหาตรง ๆ เช่น “ขายเสื้อผ้ามือสองราคาถูก จตุจักร” แทนคำว่า “ขายเสื้อผ้ามือสอง” เพราะผลการค้นหาจะแสดงให้เห็นถึงตำแหน่งหรือเว็บไซต์ของร้านขายเสื้อผ้ามือสองตามที่ผู้ค้นหาระบุ

4.ภาพประกอบมีส่วนช่วยดัน SEO ได้ เนื่องจากภาพประกอบสวย ๆ หรือภาพอินโฟกราฟิกดี ๆ ช่วยสร้างแรงดึงดูดและมีความน่าสนใจมากกว่าเว็บไซต์ที่มีแต่ข้อมูลหรือเนื้อหาล้วน ๆ อธิบายง่าย ๆ ก็คือสมองของคนเราเลือกที่จะจำหรือเข้าใจจากภาพได้ดีกว่าตัวหนังสือนั่นเอง และภาพที่เป็นต้นฉบับสวยงาม ก็มีโอกาสถูกเก็บข้อมูลไปแสดงใน Google Images Search ได้ ซึ่งมีผู้ใช้จำนวนมากที่ค้นหาสินค้าจากรูปภาพแทนการใช้ข้อความ

5.สร้างคอนเทนต์ (Content) หรือพอตแคสต์ (Podcast) ที่เป็นประโยชน์ต่อนักอ่านหรือผู้เข้าชมเว็บไซต์ เนื่องจากข้อมูลเหล่านี้มีส่วนช่วยในการประชาสัมพันธ์ถึงภาพลักษณ์ของธุรกิจ แสดงให้เห็นว่าไม่ได้มุ่งเน้นแต่การทำกำไรเพียงอย่างเดียว เมื่อมีผู้เห็นประโยชน์จากเนื้อหาในเว็บไซต์ แล้วนำไปแชร์ต่อ ๆ กัน ก็ยิ่งทำให้เว็บไซต์เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากขึ้น

การทำให้เว็บไซต์ของเราเป็นที่นิยมหรือจดจำเนื่องมาจากการถูกค้นหาเจอในลำดับแรก ๆ ของหน้าผลการค้นหานั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ยากเกินความสามารถหากให้ความสำคัญและพัฒนาเว็บไซต์อย่างต่อเนื่อง

หากเว็บไซต์ของคุณยังไม่ได้อยู่ในลำดับต้น ๆ ของผลการค้นหา ช่วงเวลานี้ก็เป็นเวลาที่ดีในการเริ่มต้นทำ SEO อย่างมีคุณภาพได้แล้วล่ะ ไม่มีคำว่าสายเกินไป ขอเพียงเริ่มต้นลงมือทำ

แนะนำเทคนิคการทำ SEO ขั้นพื้นฐานเพื่อให้เว็บไซต์ติดอันดับง่าย ๆ

แนะนำเทคนิคการทำ SEO ขั้นพื้นฐานเพื่อให้เว็บไซต์ติดอันดับง่าย ๆ

การทำธุรกิจในยุคปัจจุบันจำเป็นจะต้องพึ่งการตลาดออนไลน์ หรือ Digital Marketing อย่างเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากสื่อโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ล้วนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนแทบทั้งโลกอย่างแยกไม่ออก ยิ่งธุรกิจของเรามีการโฆษณาบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่าง ๆ มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีโอกาสที่สินค้าและบริการของเราจะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้นเท่านั้น โดยหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของการตลาดออนไลน์ก็คือ การทำ SEO นั่นเอง

สำหรับ SEO (Search Engine Optimization) คือการปรับแต่งเว็บไซต์ให้ติดอันดับแรก ๆ ของหน้าการค้นหาบนแพลตฟอร์มเสิร์ชเอ็นจิ้นต่าง ๆ โดยเฉพาะ Google โดยการใช้ “คำ” หรือ “คีย์เวิร์ด” ที่มีผู้ค้นหาเป็นจำนวนมาก เช่น ชื่อคน, ชื่อสินค้า, ชื่อสถานที่ ฯลฯ ยิ่งเราทำ SEO ได้มีประสิทธิภาพมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีโอกาสที่เว็บไซต์ของเราจะติดอันดับแรก ๆ บนหน้าการค้นหามากขึ้นเท่านั้น แถมยังไม่ต้องเสียเงินซื้อโฆษณาบน Google หรือ Google Ads แม้แต่บาทเดียว ซึ่งเทคนิคขั้นพื้นฐานที่เราควรรู้ก่อนจะเริ่มทำ SEO ได้แก่

1) เลือก “คำ” หรือ “คีย์เวิร์ด” ให้เหมาะสม
เนื่องจากหัวใจสำคัญของการทำ SEO คือ “คำ” หรือ “คีย์เวิร์ด” ที่เราต้องใส่ไว้ในคอนเทนต์ต่าง ๆ บนเว็บไซต์ของเรา ยิ่งเราเลือกใช้คำที่มีผู้ค้นหาบน Google มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีโอกาสที่ SEO ของเราจะติดอันดับมากเท่านั้น แต่ต้องไม่ลืมว่าคำบางคำมีการแข่งขันสูง ยิ่งคำที่คนนิยมค้นหามาก ก็ยิ่งมีคู่แข่งมากตามไปด้วย ดังนั้น เราจึงควรเลือกคำให้เหมาะสม ซึ่งเครื่องมือที่สามารถช่วยเราได้คือ Google Keywords Planner, Ubersuggest และ Moz เป็นต้น

2) ใส่ “คีย์เวิร์ด” อย่างเป็นธรรมชาติ
หลายคนมักคิดว่าการทำ SEO คือการใส่ “คีย์เวิร์ด” ให้เยอะที่สุด แต่จริง ๆ แล้ว การใช้คีย์เวิร์ดที่มากเกินไปจนดูผิดธรรมชาตินั้นไม่ใช่เรื่องดีนัก และมีโอกาสที่ “อัลกอริทึม” ของ Google จะตีความว่า SEO ที่เราทำเป็นสแปมที่เข้าก่อกวน และอาจถูกปิดกั้นการเข้าถึงเว็บไซต์ของเราได้ ดังนั้น การใส่คีย์เวิร์ดที่ดีจึงควรใส่ตามจุดสำคัญ เช่น ชื่อเรื่อง, หัวข้อหลัก, หัวข้อย่อย, คำอธิบายย่อ รวมถึงกระจายอยู่ในเนื้อหาให้เป็นธรรมชาติ สอดคล้องกับการใช้ภาษามากที่สุด

3) ควรมี “คีย์เวิร์ดใกล้เคียง”
การใช้ “คีย์เวิร์ด” ซ้ำกันมาก ๆ อาจทำให้คอนเทนต์ของเราขาดความสวยงามทางภาษาและยังมีผลต่อคุณภาพโดยรวมของคอนเทนต์หรือบทความทั้งหมดด้วย ดังนั้น เราจึงควรเลี่ยงการใช้คำซ้ำ ๆ เกินความจำเป็น โดยสลับใช้กับ “คีย์เวิร์ดใกล้เคียง” ที่มีความหมายเดียวกันแต่เขียนต่างกัน เช่น หนัง-ภาพยนตร์-Movie-Films เป็นต้น

นอกจากเทคนิคเบื้องต้นที่ว่ามาทั้งหมดนี้แล้ว การเขียน SEO ยังมีเทคนิคอีกมากมาย ซึ่งต้องอาศัยประสบการณ์และการฝึกฝน แต่ 3 เทคนิคนี้ล้วนเป็นเทคนิคพื้นฐานของการทำ SEO ที่จะขาดไม่ได้แม้แต่อย่างเดียว ดังนั้น จึงควรฝึกฝนให้ช่ำชองก่อนจะพัฒนาไปเรียนรู้เทคนิคที่สูงขึ้นในอนาคต

สาเหตุอะไรบ้างที่ทำ SEO ให้เว็บไซต์แล้ว แต่ยังไม่ได้ผล

สาเหตุอะไรบ้างที่ทำ SEO ให้เว็บไซต์แล้ว แต่ยังไม่ได้ผล

การทำ SEO ถือว่าเป็นเรื่องที่นักธุรกิจออนไลน์ยุคใหม่ได้ยินบ่อยครั้ง เพราะมีผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ทำเสมอกับเว็บไซต์ทุกประเภท เพื่อส่งเสริมยอดการขายสินค้าและบริการในระยะยาว แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่ยังประสบปัญหาทำ SEO แล้วก็ยังไม่ได้ผลเท่าที่ควร เรามาดูกันว่าเป็นเพราะสาเหตุอะไรบ้าง

1. ขาดการศึกษา keyword SEO ที่ดีพอ
การใช้คีย์เวิร์ด SEO ควรใช้โปรแกรม Google keyword planner หรือ Ubersuggest ช่วยวิเคราะห์ โดยเฉพาะธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง เช่น การโรงแรม ท่องเที่ยว สถาบันกวดวิชา บริการทำเว็บไซต์ SEO ฯลฯ เพราะโปรแกรมทั้งสองมีประสิทธิภาพในการแนะนำสูง โดยเฉพาะหากต้องการหาข้อมูลเชิงลึก เป็นค่าสถิติ หรือเห็นกราฟที่ชัดเจน ว่าควรใช้คำใดจะมีอำนาจในการแข่งขันสูงกว่ากัน แนะนำให้ลงทะเบียนสมัครสมาชิกแบบมีค่าใช้จ่าย จะคุ้มค่ามากกว่า

2. ขาดการทำ SEM ควบคู่กับ SEO
การทำเพียง SEO ต่อเนื่องหลายเดือน โดยไม่ทำ SEM จะทำให้เสียลูกค้าให้แก่แบรนด์เจ้าอื่นไปอย่างมาก ดังนั้นในระหว่างการสะสมข้อมูลด้วย SEO ก็ควรทำ SEM หรือ search engine marketing ไปพร้อมกันด้วย โดย SEM คือ การทำการตลาดแบบมีค่าใช้จ่าย เช่น การซื้อพื้นที่โฆษณา โดยจะเสียค่าประมูลคีย์เวิร์ดให้แก่ search engine อย่าง Google แต่ก็สามารถควบคุมรายจ่ายได้ภายใต้งบประมาณที่เจ้าของเว็บไซต์กำหนดเอง

3. ขาดการทำโปรโมชัน
การนำเสนอโปรโมชันเป็นระยะ จะช่วยสร้างชื่อแบรนด์ให้เป็นที่จดจำให้ในกลุ่มลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว และเพิ่มลูกค้าใหม่ให้มากขึ้นได้หลายเท่าตัว เช่น ช่วงเทศกาลวันคนโสดวันที่ 11 พฤศจิกายนของทุกปี วันขึ้นปีใหม่ วันวาเลนไทน์ วันสงกรานต์ ที่ผู้คนนิยมซื้อสินค้าบริการเพื่อเป็นของขวัญให้แก่ตัวเองหรือมอบให้แก่กัน หากทำโปรโมชันและประชาสัมพันธ์ให้เพียงพอ จะทำให้มียอดเข้าชมเว็บไซต์มากขึ้น ทำให้อันดับ SEO ดีขึ้นตามไปด้วย

4. ขาดการรีวิวที่น่าสนใจ
โดยทั่วไปผู้คนมักเชื่อถือสินค้าจากการรีวิวหรือคอมเมนท์จากผู้มีประสบการณ์มาก่อน เช่น หากจะสั่งซื้อเสื้อผ้ากีฬา อุปกรณ์ไอที ฯลฯ จากเว็บไซต์หนึ่ง ๆ อาจมีความกังวลใจว่าสินค้านั้นตรงกับภาพในโฆษณาหรือไม่ บริการหลังการขายเป็นเช่นไร หากสินค้ามีปัญหา สามารถส่งคืนหรือมีรับประกันสินค้าตรงตามที่ระบุไว้หรือไม่ หากมีการรีวิวจากลูกค้าที่เคยใช้บริการมาก่อน ก็จะยิ่งเสริมความมั่นใจให้กล้าใช้บริการได้ดียิ่งขึ้น ดังนั้นผู้ที่ทำเว็บไซต์ SEO จึงควรเชิญชวนให้ลูกค้าเก่ามารีวิวเพื่อขยายฐานลูกค้าใหม่ให้มากที่สุด

จะเห็นได้ว่าเว็บไซต์ที่ทำ SEO ในระดับพื้นฐาน แต่ขาดการใส่ใจในรายละเอียดบางจุด ก็อาจส่งผลกระทบให้เว็บไซต์ไม่ดัง มีโอกาสน้อยที่จะประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจออนไลน์ เราหวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ให้ผู้อ่านได้นำไปปรับใช้ เพื่อเพิ่มยอดการสั่งสินค้าและบริการมากขึ้นได้อย่างรวดเร็ว

FEATURED SNIPPETS ฟีเจอร์มาแรงสำหรับการทำ SEO ยุค 5G

FEATURED SNIPPETS ฟีเจอร์มาแรงสำหรับการทำ SEO ยุค 5G

A nice search engine optimization illustration with a laptop and magnifying glass looking at your website in the rank 1 position.

ที่ผ่านมาเราต่างคุ้นเคยกับการใช้ Google เพื่อการค้นหาข้อมูลและคำตอบต่าง ๆ ทั้งในการทำงานและชีวิตประจำวัน แต่สำหรับเว็บไซต์ที่มีแบรนด์สินค้าหรือบริการ ใช้ช่องทางดังกล่าวในการทำ SEO เพื่อให้สินค้าหรือบริการและคอนเทนต์ต่าง ๆ ที่นำเสนอ ถูกค้นพบด้วย Search Engine ในเวลาอันรวดเร็วและติดอันดับการค้นหาในหน้าแรก แต่ปัจจุบันแนวทางการทำ SEO เปลี่ยนไปด้วยฟีเจอร์ใหม่ ๆ ที่ Google พัฒนาขึ้น ซึ่งมีหลายประเภท และวันนี้เราจะไปทำความรู้จัก FEATURED SNIPPETS ฟีเจอร์ที่กำลังมาแรงสำหรับการทำ SEO ในยุค 5G ที่ว่านี้เป็นอย่างไร

โดยหลักการของการทำ SEO ที่ประสบความสำเร็จ ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับ คอนเทนต์หรือเนื้อหาที่ใส่ “คีย์เวิร์ด” ลงไป ยิ่งในเนื้อหามีคีย์เวิร์ดที่คนส่วนใหญ่นิยมค้นหาหรือรู้จักมากเท่าไร เนื้อหาหรือเว็บไซต์ ก็ย่อมจะมีโอกาสติดอันดับในหน้าแรกของ Google มากขึ้นเท่านั้น

สำหรับในยุค 5G ระบบเทคโนโลยีไม่เพียงรองรับด้านการสื่อสาร แต่ยังครอบคลุมการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล และเชื่อมโยงข้อมูลจากภาคส่วนต่าง ๆ ของเศรษฐกิจเข้าด้วยกัน เช่น ภาคอุตสาหกรรม ขนส่ง และการเงินการธนาคาร เป็นต้น ดังนั้นเมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไปการทำ SEO ในรูปแบบเดิม ๆ โดยการเน้นคีย์เวิร์ดสำคัญ ๆ ลงในคอนเทนต์ จึงไม่ใช่วิธีหลักในการผลักดันให้คอนเทนต์ติดอันดับต้น ๆ ในหน้าแรกของการค้นหาอีกต่อไป ด้วยเหตุนี้ Featured Snippets จึงได้รับความสนใจอย่างสูง

Featured Snippets , Answer Box หรือ Position Zero ไม่ว่าจะชื่ออะไรก็ตามแต่ หน้าตาของมันคือ กล่องข้อความ (กรอบสี่เหลี่ยมที่แสดงให้เห็นหลังจากที่เราพิมพ์คำค้นหาเรื่องราวต่าง ๆ ที่สนใจลงไปใน Google ที่แสดงผลก่อน SEO ที่ติดอันดับ 1 ของหน้าแรก และอยู่ก่อนเว็บไซต์ที่ใช้ระบบ SEM ที่มีการซื้อโฆษณา

Featured Snippets เป็นข้อมูลที่ปรากฏบน Search Engine โดย Google ใช้ระบบประมวลผลเพื่อเลือกคำตอบจากเว็บไซต์ต่าง ๆ ที่มีเนื้อหาใกล้เคียงและน่าเชื่อถือมากที่สุดนำมาแสดงให้เราเห็นเป็นกล่องข้อความ สิ่งสำคัญที่ทำให้ Featured Snippets ได้รับความนิยมอย่างสูง เป็นผลมาจากข้อมูลอ้างอิงโดยเว็บไซต์ที่มีผู้อ่านเป็นจำนวนมาก และมีความน่าเชื่อถืออย่างสูง และเป็นที่สังเกตว่า Featured Snippets มีปฏิกริยาแสดงผลอย่างรวดเร็ว ทันท่วงทีเมื่อถูกป้อนคำถาม ที่มีคำว่า “อะไร” หรือ “อย่างไร” เป็นต้น

ดังนั้นเทคนิคสำคัญในการเตรียมคอนเทนต์ให้พร้อมกับระบบการการทำงานของ Featured Snippets จึงขึ้นอยู่กับ การเขียนบทความที่แสดงคำตอบและสรุปเนื้อหาให้เข้าใจชัดเจนภายในย่อหน้าแรกของบทความ พร้อมทั้งเรียงลำดับโครงสร้างของเว็บไซต์ ด้วยการใส่ Headline เพื่อช่วยให้การค้นหาทำได้สะดวกรวดเร็วมากขึ้น และประการสุดท้ายคือการจัดลำดับขั้นตอนของเนื้อหา จัดโครงสร้างเนื้อหาอย่างมีลำดับขั้นตอน เพื่อเพิ่มโอกาสให้ Google นำไปใช้เป็น Featured Snippets เมื่อมีผู้ค้นหาคำตอบ

จากเหตุผลทั้งหมดทั้งมวลดังกล่าวมาแล้ว จึงสรุปได้ว่า การทำ SEO ในยุค 5G ที่ Featured Snippets กำลังได้รับความนิยมอย่างสูงนั้น หลักใหญ่ใจความคือการทำคอนเทนต์และเว็บไซต์ให้มีคุณภาพและเนื้อหาที่โดดเด่นน่าสนใจ มีประโยชน์ต่อผู้อ่านและกลุ่มเป้าหมายเป็นสำคัญ

ทำไมจึงแนะนำให้จ้างมืออาชีพทำ SEO

ทำไมจึงแนะนำให้จ้างมืออาชีพทำ SEO

การจ้างทำ SEO ถือว่าเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับคนทำเว็บไซต์ธุรกิจออนไลน์ที่ต้องการให้กิจการประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว แต่ก็ควรเลือกบริษัทมืออาชีพในการทำ เพราะจะทำให้ได้รับข้อดี ดังต่อไปนี้

1. ช่วยลดค่าโฆษณาได้มากกว่าที่คิด
SEO เป็นการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ที่ไม่ต้องเสียค่าโฆษณา การจ้างทำ SEO กับมืออาชีพนั้นจะทำให้คุณได้รับการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญ ทำให้เว็บไซต์และบทความของคุณติดอันดับยอดนิยม ถูกค้นหาได้เป็นอันดับต้น Top 3 ของการหาด้วย keyword หนึ่ง ๆ อยู่เสมอ จึงเรียกได้ว่าคุ้มค่ากับการจ้างทำ SEO ลดความจำเป็นการในซื้อพื้นที่โฆษณาใน Google ไปได้หลายหมื่นถึงแสนบาทเลยทีเดียว

2. ช่วยให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายดีขึ้น
เมื่อจ้างบริษัทที่เป็นมืออาชีพทำ SEO ในขั้นต้นจะมีการวิเคราะห์ว่ากลุ่มเป้าหมายของธุรกิจคุณนิยมใช้ keyword ใดในการพิมพ์ค้นหาในช่อง Google search แล้วนำคำเหล่านั้นมาผลิตเนื้อหาในเว็บไซต์ ผลลัพธ์คือ จะทำให้สินค้าและบริการของคุณเข้าถึงลูกค้าได้ดียิ่งขึ้นหลายเท่า การจ้างผู้เชี่ยวชาญทำ SEO จึงดีกว่าการที่เจ้าของเว็บไซต์ออนไลน์ต้องเสียเวลาไปค้นหาคำสำคัญเหล่านั้นและผลิตเนื้อหาด้วยตัวเอง เพราะถ้านำเวลาไปใช้ในการพัฒนาสินค้าและบริการซึ่งเป็นสิ่งที่ถนัดมากกว่า จะส่งผลดีต่อธุรกิจมากกว่า

3. จ้างมืออาชีพทำอย่างต่อเนื่อง ช่วยรักษาส่วนแบ่งการตลาด
การจ้างทำ SEO แบบรายเดือนนั้น ถ้าหยุดจ้างทำแล้ว อันดับอันดับจะเปลี่ยนแปลงไปในทางแย่ลงได้ เพราะ SEO เป็นระบบที่มีการเทียบเคียงกับเว็บไซต์คู่แข่งที่ใช้คีย์เวิร์ดเดียวกันกับคุณอยู่ตลอดเวลา หากหยุดทำ SEO ก็เท่ากับเปิดโอกาสให้คู่แข่งก้าวหน้าไปมากกว่า ส่วนแบ่งการตลาดที่ธุรกิจออนไลน์ของคุณจะได้รับก็น้อยลงไปเรื่อย ๆ จึงแนะนำให้จ้างงานบริษัทที่เป็นมืออาชีพอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลลัพธ์ที่คุ้มค่าและสบายใจไม่มีปัญหาการทิ้งงานแน่นอน

4. มีการรายงานผลทำ SEO ทุกวัน
ผู้จ้างทำ SEO จะไม่รู้ถึงการเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจน หากไม่มีการทำเป็นรายงานสรุป บริษัทรับทำ SEO ที่เป็นมืออาชีพจะมีการสรุปรายงานส่งเป็นประจำทุกวันทางอีเมล เพื่อให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของตัวเลขสถิติหลังบ้าน แสดงถึงความโปร่งใสในการเลือกคีย์เวิร์ดโดยอิงตามสถิติต่าง ๆ ให้คุณเห็นอย่างชัดเจน จึงมั่นใจได้ว่าบริษัทรับทำ SEO ทำงานได้คุ้มค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนแน่นอน

จะเห็นได้ว่าการจ้างทำ SEO เป็นสิ่งที่มีความคุ้มค่า หากคุณต้องการให้ธุรกิจพัฒนาอย่างรวดเร็ว เพียงเลือกบริษัทที่มีความชำนาญ ทำงานเป็นระบบอย่างมืออาชีพ คุณก็มั่นใจได้ว่าจะช่วยส่งเสริมให้ธุรกิจออนไลน์เติบโตได้แบบก้าวกระโดดและยั่งยืนในระยะยาว