การทำ SEO

ชวนรู้จัก Google search Console 2019

ชวนรู้จัก Google search Console 2019

การทำเว็บไซต์ออนไลน์ให้ประสบความสำเร็จในยุค 2019 จำเป็นต้องรู้จักเทคนิค การทำ SEO ที่เหมาะสม รวมถึงโปรแกรมที่สามารถช่วยให้วิเคราะห์ได้ว่าเว็บไซต์ของคุณมีจุดบกพร่องตรงไหน เพื่อการพัฒนาที่ดียิ่งขึ้น จะทำให้มีความสามารถในการแข่งขันกับธุรกิจออนไลน์เจ้าอื่นได้ดีขึ้นตามไปด้วย

Google search Console จัดเป็นเครื่องมือวิเคราะห์เว็บไซต์ SEO ที่สำคัญที่ได้รับความนิยมทั่วโลก โดยสามารถที่จะหาจุดบกพร่องและข้อมูลต่าง ๆ ในเว็บไซต์ทางธุรกิจของคุณแล้ว วิเคราะห์ออกมาเป็นตัวเลข กราฟและเปอร์เซ็นต์ต่าง ๆ ตามความเหมาะสม เพื่อนำไปใช้ในการทำงานได้จริง

หลังจากการติดตั้ง Google search Console แล้วสามารถที่จะกดปุ่ม start เพื่อเข้าสู่การใช้งาน Google search Console โดยสามารถเลือกโดเมนที่จะให้ระบบทำการวิเคราะห์ทั้งทางเว็บไซต์ หรืออาจจะเลือก URL Prefix เพื่อให้วิเคราะห์บางส่วนในโดเมนย่อยก็ได้

การใช้งานต่าง ๆ ใน Google search Console ที่ควรทราบ มีดังนี้

1. Performance

เป็นส่วนที่แสดงประสิทธิภาพการนำเสนอข้อมูลต่าง ๆ ของเว็บไซต์ว่าสามารถสื่อสารได้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้มากน้อยเพียงใด ย่อมสัมพันธ์กับยอดขายสินค้าและบริการในแต่ละวันด้วย ซึ่งจะมีรายละเอียดอื่นที่ช่วยขยายตลาดธุรกิจได้ เช่น ประเทศภูมิภาคของผู้ที่เข้าชมเว็บไซต์ อัตราเฉลี่ยในการคลิกหรือ CTR (click through rate) ที่มีความหมายว่า เมื่อมีคนเห็นชื่อเว็บไซต์ของคุณจากการสืบค้นแล้วจะมีกี่คนที่คลิกเข้ามาชมข้อมูลในเว็บไซต์ ถ้าค่า CTR สูง ก็จะแสดงถึงโอกาสขายสินค้าได้มากขึ้นตามไปด้วย

2. URL Inspection

เป็นความสามารถใหม่ที่ Google ได้ทำขึ้น เพื่อที่จะแจ้งให้กับผู้พัฒนาเว็บไซต์ได้ทราบว่า ระบบ algorithm ของ Google ได้มีการเข้ามาเก็บข้อมูลเชิงเทคนิคครั้งล่าสุดเมื่อไหร่ เพื่อที่จะได้ดูว่าผลจากการทำ SEO มีการอัปเดตมากน้อยเพียงใด ทั้งยังมีคำอธิบายที่ช่วยบอกข้อบกพร่องว่าเว็บไซต์คุณว่ามีจุดอ่อนตรงไหนอีกที่ควรจะปรับปรุง เพื่อให้อันดับ SEO สูงขึ้นได้ นับว่าเป็นส่วนที่มีประโยชน์มากในยุค 2019

3. Mobile usability

เป็นค่าตัวเลขที่แสดงให้เห็นว่ามีผู้ใช้งานเว็บไซต์คุณผ่านระบบโทรศัพท์มือถือมากน้อยเพียงใด ซึ่งหากมีการใช้งานผ่านโทรศัพท์มือถือได้มาก ก็จะแสดงว่าเว็บไซต์ของคุณสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ที่ใช้งานผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ติดตามตัวมากขึ้น นำไปสู่การวิเคราะห์ที่จะขยายแบรนด์ผ่านหน้าจอโทรศัพท์สู่คน GenY และ GenZ ได้มากขึ้น ทำให้เพิ่มโอกาสเติบโตให้แก่แบรนด์ธุรกิจของคุณในระยะยาว

จะเห็นได้ว่า Google search Console เป็นตัวช่วยที่สำคัญในการทำธุรกิจขายสินค้าและบริการออนไลน์ในเว็บไซต์ SEO ยุคใหม่ หวังว่า บทความนี้จะเป็นข้อมูลพื้นฐานให้ทุกท่านนำไปต่อยอด และปรับใช้กับการทำเว็บไซต์ออนไลน์ให้ประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้นในระยะยาว

การใช้งานต่าง ๆ ใน Google search Console ที่ควรทราบ

SEO คืออะไร จำเป็นแค่ไหนสำหรับคนทำเว็บไซต์ 2019

SEO คืออะไร จำเป็นแค่ไหนสำหรับคนทำเว็บไซต์ 2019

สำหรับพ่อค้าแม่ค้ามือใหม่ที่กำลังเข้าสู่วงการเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์ อาจเคยได้ยินการแนะนำจากกูรูทางการตลาดให้ทำ SEO ซึ่งยังไม่มีความเข้าใจมากพอ ทำให้มีความสงสัยว่าการทำ SEO นั้นจำเป็นหรือไม่สำหรับธุรกิจของท่าน

เราจึงได้รวบรวมข้อมูลที่สำคัญเพื่อให้ทุกท่านที่กำลังเริ่มทำเว็บไซต์ออนไลน์ ได้เข้าใจ SEO มากขึ้น และตอบได้ด้วยตัวเองว่า SEO จำเป็นแค่ไหนสำหรับเว็บไซต์ธุรกิจของท่าน ดังนี้

SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นการประชาสัมพันธ์การตลาดให้กับเว็บไซต์ของคุณ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ให้แค่ Search Engine และบริษัทโฆษณา เนื่องจากเป็นการพัฒนาเว็บไซต์ให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ที่ Search Engine อย่าง Bing, Yahoo และ Google กำหนด ในสองส่วนต่อไปนี้

1. On-Page SEO เป็นการทำให้เว็บไซต์ใช้ง่ายและตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้แก่

การจัดหมวดหมู่ของสินค้าให้ชัดเจน แยกออกจากโฆษณาแบนเนอร์

การใช้สี ธีม ตัวอักษรที่เป็นเอกลักษณ์ ทำให้สร้างความจดจำและสบายตาในการอ่าน

ใช้ Keyword ที่ได้จากการวิจัย ว่าตรงกับการค้นหาของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย เช่น คุณขายปริ้นเตอร์ออนไลน์ก็ควรใช้ “ปริ้นเตอร์ ออนไลน์ + รุ่นยี่ห้อ” ให้ชัดเจน เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายที่กำลังมองหาปริ้นเตอร์รุ่นดังกล่าวสืบค้นจากเว็บไซต์ของคุณได้โดยเร็ว

ทำบทความที่มีคุณภาพจากการใช้ Keyword SEO ที่เหมาะสม จะทำให้ผู้เข้ามาสืบค้นข้อมูลในเว็บไซต์ได้ทั้งความรู้และความประทับใจ ส่งผลทำให้อยากกลับเข้ามาใช้บริการในเว็บไซต์ซ้ำอีก

SEO จำเป็นแค่ไหนสำหรับเว็บไซต์ธุรกิจ

2. Off-Page SEO เป็นการเชื่อมโยง ลิงก์ ระหว่างเว็บไซต์ทางธุรกิจของคุณกับเว็บไซต์ภายนอก เพื่อเพิ่ม Traffic ของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต เข้ามาสู่เว็บไซต์ของคุณ

ตัวอย่างเช่น การที่คุณไปตอบคำถามให้ผู้ที่ต้องใช้งานปริ้นเตอร์ เช่น นักเรียนนักศึกษา หรือแม้แต่ฝ่ายจัดซื้อของบริษัทห้างร้านต่าง ๆ ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง ในเว็บไซต์ Pantip หรือในกลุ่ม Facebook เกี่ยวกับการเลือกปริ้นเตอร์ที่เหมาะสมกับการใช้งานแต่ละแบบ ทั้งปริ้นเตอร์ Inkjet และแบบเลเซอร์

เมื่อมีผู้สนใจสินค้า คุณก็สามารถให้ URL Address ไว้ได้ จะเป็นช่องทางที่ทำให้ได้ฐานลูกค้าและเพิ่มอันดับ SEO ในการสืบค้นได้เป็นอย่างดี

การทำ SEO ทั้งสองส่วนอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้ผลการประเมินคุณภาพเว็บไซต์จาก Search Engine อย่าง Bing, Yahoo และ Google สูงขึ้น และทำให้เมื่อมีผู้ใช้ Keyword ที่ตรงกับคุณกำหนด ในการค้นหาเว็บไซต์ ก็จะทำให้เว็บไซต์ทางธุรกิจของคุณ ถูกปรากฏเป็นอันดับต้น ๆ ของหน้าต่างสืบค้นหน้าแรกอยู่เสมอ จึงทำให้มีโอกาสได้ขายสินค้ามากขึ้น

จากที่กล่าวมา แสดงว่า การทำ SEO เป็นพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับเว็บไซต์รุ่นใหม่ และต้องเริ่มทำเสียแต่เนิ่น ๆ เพื่อให้รองรับต่อการเติบโตทางธุรกิจได้ดีในระยะยาว

ข้อดีของการทำ SEO ให้เว็บไซต์ที่หลายคนยังไม่รู้

ข้อดีของการทำ SEO ให้เว็บไซต์ที่หลายคนยังไม่รู้

การทำเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์เป็นช่องทางที่ทำให้มีรายได้จากกลุ่มลูกค้าเป้าหมายทั้งในไทยและต่างประเทศ เนื่องจากปัจจุบันเราอยู่ในยุค 5G ที่มีการเชื่อมโยงกันได้ทั่วโลกหากคุณสามารถทำให้เว็บไซต์ถูกสืบค้นได้ง่ายจาก Search Engine อย่าง Yahoo, Bing และ Google ก็จะทำให้มีโอกาสประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้นตามไปด้วย

การทำ SEO หรือ Search Engine Optimization จึงเป็นเทคนิคที่นักการตลาดออนไลน์แนะนำ เนื่องจากมีข้อดีหลายประการ ซึ่งแตกต่างจากการทำโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์แบบอื่น ซึ่งหลายคนอาจยังไม่รู้ ดังนี้

1. ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการโฆษณาได้

การใส่ Keyword SEO ลงในหน้าเพจ เพื่อผลิตบทความที่มีคุณภาพ โดยเลือกมาจากสถิติการค้นหาของ Search Engine จะทำให้ทุกครั้งที่มีผู้สืบค้นด้วย Keyword นั้น ๆ ระบบอัลกอริทึมของ Yahoo, Bing Google จะประมวลและนำเสนอเว็บไซต์ของคุณขึ้นมาเป็นอันดับต้น ๆ โดยอัตโนมัติ ซึ่งคุณไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ จึงเท่ากับเป็นการโฆษณาเว็บไซต์แบบฟรีนั่นเอง

2. ขายสินค้าได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง

โลกออนไลน์มีการเชื่อมโยงตลอดเวลา เกิดการซื้อขายผ่านระบบอินเทอร์เน็ต 5G นับล้านครั้งทั่วโลก หากคุณทำ SEO อย่างมีคุณภาพ ก็เท่ากับเพิ่มโอกาสในการขายและขยายฐานลูกค้าไปได้อย่างไม่จำกัดวันละ 24 ชั่วโมงเลยทีเดียว โดยเฉพาะหากทำเว็บไซต์เป็นภาษาต่างประเทศ ก็จะทำให้มีโอกาสขายสินค้าให้แก่ลูกค้าต่างชาติได้มากขึ้นกว่าภาษาไทยอย่างเดียว

3. เพิ่มเปอร์เซ็นต์การปิดยอดขาย

การใช้ Keyword SEO ที่เฉพาะเจาะจงกับกลุ่มเป้าหมาย ตัวอย่างเช่น คุณขายคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก ก็ควรระบุคำหรือวลีที่ใช้เป็น Keyword SEO ให้ครบถ้วน ทั้ง ยี่ห้อ รุ่นและสเปคเครื่อง เมื่อผู้ที่กำลังมองหาคอมพิวเตอร์รุ่นนั้นมาพิมพ์ในช่อง Search ของ Yahoo, Bing และ Google ก็จะปรากฏเว็บไซต์ของคุณขึ้นมาเป็นอันดับต้น ๆ คุณจึงมีโอกาสขายสินค้าได้มากกว่าเว็บไซต์อื่นที่เลือก Keyword SEO กว้างเกินไป

4. ช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน

นักธุรกิจหน้าใหม่มักกังวลว่าจะแข่งขันไม่ได้ เมื่อเทียบกับเว็บไซต์ขนาดใหญ่ของนักธุรกิจจำนวนมากที่เปิดมาก่อน แต่บรรดากูรูการตลาดกล่าวว่า หากคุณทำระบบ SEO ให้กับเว็บไซต์อย่างสม่ำเสมอ ย่อมจะเกิดการสะสมข้อมูลให้ระบบอัลกอริทึม (Algorithm) ประมวลและแสดงผลแบบอัตโนมัติ ซึ่งไม่สามารถมีบริษัทหรือแบรนด์ใดผูกขาดตำแหน่งในการนำเสนอผลการสืบค้นได้ นักธุรกิจหน้าใหม่จึงมีโอกาสขายสินค้าได้มากและมีศักยภาพในการแข่งขันสูงขึ้นไม่ต่างจากเจ้าตลาดเดิม

การทำ SEO มีข้อดีหลากหลายด้าน ทั้งด้านยอดขาย ขยายฐานลูกค้า สร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์ เพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน ฯลฯ หวังว่าบทความนี้จะทำให้ทุกท่านเห็นความสำคัญของการทำ SEO ให้กับเว็บไซต์มากยิ่งขึ้น เพื่อให้ประสบความสำเร็จในธุรกิจออนไลน์ได้อย่างยาวนาน

เทคนิคที่นักการตลาดออนไลน์แนะนำ

อยากทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จต้องรู้จัก SEO และ SEM

อยากทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จต้องรู้จัก SEO และ SEM

การทำธุรกิจในปัจจุบันนิยมใช้ช่องทางออนไลน์เนื่องจากผู้คนส่วนใหญ่ใช้โทรศัพท์มือถือและระบบอินเตอร์เน็ต เพื่อการสื่อสารตลอดจนการหาข้อมูลของสินค้าและบริการตลอด 24 ชั่วโมง การเปิดเว็บไซต์ออนไลน์จึงเป็นที่นิยมเพราะสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้อย่างรวดเร็วและทำให้มีประสิทธิภาพในการแข่งขันกับสินค้าของแบรนด์คู่แข่งได้ดียิ่งขึ้น

การทำ SEO และ SEM จึงเป็นสิ่งที่นักธุรกิจรุ่นใหม่ต้องให้ความสำคัญ ซึ่งเราได้รวบรวมประเด็นที่น่าสนใจมาไว้ที่นี่แล้ว

SEO หรือ Search Engine Optimization

1. การทำ SEO สามารถเห็นผลได้จริง เพีงแต่ต้องใช้เวลา เนื่องจาก SEO เป็นการพัฒนาคุณภาพของเว็บไซต์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ระบบ Algorithm ของ Search Engine อย่าง Yahoo และ Google วิเคราะห์เพื่อจัดอันดับเปรียบเทียบกับเว็บไซต์อื่น ๆ ให้ได้อันดับที่สูง เมื่อมีการสะสมข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ จากการผลิตบทความ SEO และสร้างสื่อมัลติมีเดียที่ช่วยส่งเสริมการขายที่ดึงดูดใจลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้มาก ก็จะทำให้ได้อันดับในการสืบค้นที่ดียิ่งขึ้นตามมาด้วย

2. การทำเว็บไซต์ให้ใช้งานง่าย ไม่ว่าจะเป็นระบบโทรศัพท์หน้าจอมือถือหรือคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ เนื่องจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวันของกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่จะพกพาโทรศัพท์มือถือ เพื่อใช้ในการหาข้อมูลและสั่งซื้อสินค้าต่าง ๆ แทบทุกที่ 24 ชั่วโมง การทำเว็บไซต์ให้สวยงามและใช้งานง่าย โดยไม่จำกัดเครื่องมือทางเทคโนโลยีจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ

3. การเชื่อมโยงลิงก์ของเว็บไซต์ภายนอกกับเว็บไซต์ทางธุรกิจ จะทำให้เข้าถึงผู้ที่กำลังประสบปัญหาต้องการคำแนะนำหรือมองหาสิ่งช่วยอำนวยความสะดวกอยู่ หากคุณมีความรู้และมีความถนัดในเรื่องเหล่านั้น ก็สามารถที่จะเข้าไปแนะนำตอบคำถามและแนบ Link ของเว็บไซต์คุณ เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายเข้ามาอ่านข้อมูลเพิ่มเติมในเว็บไซต์หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ที่นำไปสู่การขายสินค้าในอนาคตได้

SEM หรือ Search Engine Marketing

เป็นการประมูลพื้นที่ในการโฆษณาเว็บไซต์ ในอันดับ 1-5 ของหน้าต่างการสืบค้น จะทำให้ได้รับความเชื่อมั่นจากลูกค้าที่พิมพ์ Keyword ค้นหา และทำให้มียอดการขายที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตามการทำ SEM จะมีค่าใช้จ่ายทั้งในส่วนของการประมูลและจ่ายเพิ่มตามจำนวนครั้งของผู้ชมที่คลิกเข้าไปในเว็บไซต์ของคุณ เรียกว่าเป็นการจ่ายแบบ PPC หรือ Pay Per Click ที่คุณจะต้องมีการตั้งงบประมาณไว้ให้พร้อมเสมอ ดังนั้นโดยภาพรวม การทำ SEM จึงเห็นผลเร็ว แต่ก็เสียค่าใช้จ่ายสูงกว่าการทำ SEO

จะเห็นได้ว่า การทำ SEO และ SEM มีทั้งข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกัน คุณสามารถที่จะนำมาทั้งสองเทคนิคมาปรับประยุกต์ใช้แบบผสมผสานกันได้ หวังว่าบทความนี้จะทำให้ท่านที่สนใจการทำธุรกิจนำไปเป็นแนวทางในการศึกษาเพิ่มเติมมากยิ่งขึ้นต่อไป

การทำ SEO และ SEM

SEO สำคัญกับ content ออนไลน์ ยังไง

บทความสำคัญต่อความเชื่อมั่นของลูกค้า

การนำเสนอธุรกิจทาง “หน้าบ้านออนไลน์” ด้วยการทำ SEO ที่มีคุณภาพ เป็นสิ่งสำคัญของนักการตลาดยุคใหม่ เรียกว่า “ขาดไม่ได้” ในการช่วยเพิ่มโอกาสการขาย เนื่องจากเป็นช่องทางที่ให้ข้อมูลด้านสินค้าและบริการของธุกริจได้อย่างรวดเร็วสะดวกและส่งตรง (direct) ถึงลูกค้าได้ในเสี้ยววินาที เมื่อคลิกลิ้งค์เว็บเพจต่าง ๆ การทำ SEO ที่มีเนื้อหา หรือ content ที่สมบูรณ์ ให้ข้อมูลรอบด้านทั้งส่วนสินค้าและบริการ เทรนด์หรือกระแสที่เกี่ยวข้อง พร้อมกับข้อมูลเชิงการเปรียบเทียบระหว่างรุ่นสินค้า เป็นสิ่งที่ลูกค้าต้องการมากขึ้น เช่น การทำเว็บไซต์ขายอาหารเสริม ก็ควรมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพ โรคหรือความเจ็บป่วยต่าง ๆ หากกลุ่มลูกค้าเป็นคนทำงาน ก็ควรให้ความรู้เรื่องโรคออฟฟิศซินโดรม (Office syndrome) หากมีโรคใหม่ วัคซีน หรือเป็นช่วงที่มีโรคใดระบาด ก็ควรใส่ใจเพิ่มเนื้อหาที่อัพเดตทันสมัยลงไปด้วย

การทำ SEO ในบทความที่มีคุณภาพ จะทำให้ลูกค้ารู้สึกดีต่อภาพลักษณ์ธุรกิจ ทั้งนี้ควรเลือกผู้เขียน content SEO ที่มีคุณภาพ รู้ลึกรู้จริงในศาสตร์นั้น ๆ เช่น ด้านสุขภาพ ยา โรค วิตามิน อาหารเสริม ก็ควรให้แพทย์ เภสัชกร หรือนักวิทยาศาสตร์สายสุขภาพ เป็นผู้เขียนบทความ เป็นต้น ทั้งนี้ การมีข้อมูลเชิงวิชาการชัดเจน แต่เขียนด้วยภาษาเข้าใจง่าย อ่านแล้วเพลิดเพลิน นับเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง ที่จะทำให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงใจ จึงจำเป็นต้องเลือกมืออาชีพในการเขียนบทความด้วยเช่นกัน

บมความสำคัญต่อความเชื่อมั่นของลูกค้า

การทำบทความ SEO ที่มีคุณภาพ จึงสำคัญต่อการสร้างความเชื่อมั่นของลูกค้าและส่งผลบวกต่อยอดการขายทั้งระยะสั้นและระยะยาว และทำให้ลูกค้าไม่รู้สึกว่ากำลังถูกยัดเยียดขายหรือ hard sale จนไม่มั่นใจในข้อมูลที่นำเสนอ จะเห็นได้ว่า การทำ SEO จึงต้องใส่ใจคุณภาพ หรือ quality ของบทความอย่างยิ่ง ซึ่งจะสัมพันธ์ชัดเจนต่อการแชร์และทัศนคติของลูกค้า ซึ่งมีการวิเคราะห์ว่าได้ผลในการเพิ่มยอดขายและเพิ่มผู้ติดตามได้ดีและยั่งยืนกว่าการใช้กลยุทธิ์เดิม ๆ คือ การแลกลิ้งค์ ซึ่งหลายครั้งมักเชื่อมไปสู่เว็บไซต์ที่ไม่ค่อยให้สาระประโยชน์ที่ดีกับผู้ปริโภคกลุ่มเป้าหมาย กรณีแบบนี้ก็จะไม่ได้เพิ่มยอดขายให้ธุรกิจแต่อย่างใด ดังนั้น เราจึงควรเลือกผู้เชี่ยวชาญในการทำ SEO เว็บไซต์และเขียนบทความคุณภาพ และให้ระยะเวลาในการปรับปรุงเว็บไซต์ในด้านต่าง ๆ พร้อมกัน ได้แก่

SEO สำคัญกับ content ออนไลน์ ยังไง

การปรับผังโครงสร้างให้เป็นระเบียบตามแนวทางที่ search engine กำหนด

การสะสมเนื้อหาคอนเทนต์ใหม่ ๆ ที่มีคุณภาพและให้ความบันเทิงในเวลาเดียวกัน

การปรับลิ้งค์ ให้เหมาะสมกับธุรกิจ

เพื่อช่วยให้ธุรกิจสามารถไต่ขึ้นมาเป็นอันดับต้น ๆ ด้วยการสะสมดาต้า (data) ใหม่ ๆ ลงในระบบสืบค้น ซึ่งอาจใช้เวลาหลายเดือนหรือเป็นปี ขึ้นกับกระแสและประเภทของธุรกิจ

วิธีทำ SEO ดีที่สุดคือเขียนบทความมีคุณภาพ

ขั้นตอนก่อนเริ่มเขียนบทความ

เป็นที่รู้กันว่าปัจจัยสำคัญของการทำ SEO คือการเขียนบทความที่มีคุณภาพ แต่คำว่าคุณภาพหมายถึงอะไร แน่นอนว่าบทความที่ดีต้องมีเนื้อหาน่าอ่านและตรงกับความสนใจ ถ้าเว็บไซต์จำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ลูกค้าย่อมสนใจบทความเกี่ยวกับไมโครเวฟใช้ปรุงอาหารเมนูใดได้บ้าง ทิปการทำความสะอาดเครื่องดูดฝุ่น เคล็ดลับการใช้เครื่องไฟฟ้าให้ประหยัดไฟ หากนำบทความอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง เช่น ฝึกโยคะลดน้ำหนักเห็นผลเร็ว หรือจัดกระเป๋าเดินทางแนวแอดเวนเจอร์อย่างไร เป็นคอนเทนต์ที่มีประโยชน์และมีเนื้อหาสนุกน่าสนใจแต่ไม่สอดคล้องกับสิ่งที่ขายอยู่ในเว็บไซต์ จึงถือว่าไม่เกี่ยวข้องและผิดกับหลักเกณฑ์ของทาง Google ในการจัดอันดับเว็บไซต์นั่นเอง

ขั้นตอนก่อนเริ่มเขียนบทความ

ก่อนจะเริ่มเขียนบทความ อันดับแรกต้องรู้ความต้องการของผู้อ่าน เลือกหัวข้อเป็นที่นิยมในตลาดสินค้าของเราก่อน ถ้าคุณเปิดเว็บขายเสื้อผ้าออนไลน์ ควรเน้นหมวดเทรนด์การแต่งกาย เครื่องประดับ เครื่องสำอางและความสวยงามที่เกี่ยวข้องกัน พยายามวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้านเพื่อนำมาเขียนสิ่งที่ลูกค้าต้องการรู้มากที่สุด ไม่จำเป็นต้องใช้ศัพท์เทคนิคมากนัก เขียนอย่างสนุกและใช้ภาษาถูกต้องเข้าใจง่าย มีครบทั้งสาระและความบันเทิง ทำให้อ่านแล้วติดใจต้องกลับมาใช้งานอยู่เสมอ

ในด้านความยาวของบทความแบ่งออกเป็น 3 ระดับ เริ่มจากขั้นต่ำ 300 คำเป็นบทความเรื่องทั่วไป ขยับมาเป็น 500 คำถือว่ามีความยาวพอดีสำหรับใส่เนื้อหาที่มีประโยชน์และได้ความสนุกด้วย มีความยาวในระดับที่ผู้อ่านไม่เบื่อไปเสียก่อน แต่ถ้าต้องการเน้นรายละเอียดมากขึ้น ความยาวไม่ควรเกิน 700-1,000 คำ ซึ่งถือว่าค่อนข้างยาวไปสำหรับการแสดงเนื้อหาบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือ เพราะคนรุ่นใหม่เน้นการดูคลิปวิดีโอหรือรูปภาพที่สื่อให้เข้าใจง่ายและประหยัดเวลาด้วย

วิธีทำ SEO ดีที่สุดคือเขียนบทความมีคุณภาพ

บทความขนาด 300-500 คำมีเนื้อหาความยาวที่มีการจ้างเขียนบทความมากที่สุด ส่วนบทความที่ยาวอาจมีตั้งแต่ 750 คำไปจนถึง 1,500 คำ การเขียนให้เป็นบทความที่มีคุณภาพไม่ง่ายนัก โดยเฉพาะข้อตำหนิที่พบมากเป็นเรื่องคำซ้ำและคำฟุ่มเฟือยที่จะต้องตัดคำออก ขัดเกลาสำนวนภาษาให้กระชับและถ้อยคำสละสลวย จัดแบ่งโครงสร้างเนื้อหาเป็นย่อหน้า แบ่งวรรคตอนสวยงามน่าอ่าน พยายามสรุปใจความในแต่ละย่อหน้าแต่จะต้องเชื่อมโยงเนื้อหากับย่อหน้าอื่น ๆ มีคีย์เวิร์ดกระจายอยู่อย่างเหมาะสม การเขียนบทความจะต้องไม่ลอกเลียนแบบหรือซ้ำใคร นำไปโพสต์เชื่อมโยงกับโซเชียลมีเดีย เช่น Faccebook, Line, Instagram เมื่อคนอ่านพึงพอใจจะกดไลค์ กดแชร์ให้ ช่วยสร้างลิงก์ย้อนกลับมาเว็บไซต์มากขึ้น ซึ่งมีผลต่อการจัดอันดับเว็บไซต์อย่างแน่นอน

แม้ว่าการจ้างเขียนบทความจะมีราคาไม่แพง ทั้งยังสะดวกรวดเร็วด้วย แต่หลายเว็บไซต์หรือบล็อกนิยมเขียนบทความด้วยตัวเอง เพราะสามารถนำความรู้ทางธุรกิจมาตอบโจทย์คำถามลูกค้าของตนได้ดีที่สุด หากยังคิดไม่ออกว่าจะเขียนเรื่องอะไร หรือเขียนอย่างไร ให้เปิดดูเว็บไซต์ของคู่แข่งทางธุรกิจ อ่านบทความของเขาเป็นแนวทาง แต่ให้เขียนประเด็นที่ตนเองรู้และวิเคราะห์จากความต้องการของกลุ่มเป้าหมายของตนเป็นหลัก

การทำ SEO ไม่ใช่เรื่องไกลตัว รู้ไว้ได้เปรียบ

พื้นฐานการทำ seo

ทุกวันนี้คนขายสินค้าทางออนไลน์กันมาก ต้องการอะไร ก็เพียงใส่คำค้นหาลงไปในกูเกิ้ล สิ่งที่ค้นหาก็จะปรากฏออกมาให้เห็นทั้งสินค้าจำหน่ายในประเทศและนอกประเทศ มีระบบธุรกรรมออนไลน์บนมือถือ ซื้อง่ายจ่ายคล่อง ทำให้นักธุรกิจหน้าใหม่สนใจเข้ามาแย่งชิงพื้นที่ตลาดการค้าบนอินเทอร์เน็ต จำนวนคู่แข่งที่มากทำให้กระตุ้นยอดขายหรือเปิดตัวให้ลูกค้าใหม่รู้จักเป็นเรื่องยาก หากผู้ประกอบการทำ SEO จะมีโอกาสเข้าถึงลูกค้าในวงกว้างมากขึ้น หลายคนเข้าใจว่าเป็นเรื่องซับซ้อน ยุ่งยาก แต่ความจริงแล้วพบว่าการทำ SEO ก็คือคีย์เวิร์ดที่ใช้ค้นหาบนกูเกิ้ลซึ่งเชื่อมโยงกับคีย์เวิร์ดของสินค้า บริการ หรือแม้แต่บทความในเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก และอินสตาแกรมนั่นเอง

SEO อยู่ไม่ไกลตัวคุณ

ในเมื่อการทำ SEO ไม่ใช่เรื่องไกลตัว ทั้งยังเคยมีประสบการณ์ใช้งานอยู่อย่างคุ้นเคย จึงไม่ควรกังวลว่าจะเข้าใจมันยาก พื้นฐานของการทำ SEO และทำเว็บไซต์ตลอดจนสื่อสังคมออนไลน์ดูจะหลอมเป็นเนื้อเดียวกับการทำ SEO ไปแล้ว ควรสังเกตและเรียนรู้ว่าผู้ที่ประสบความสำเร็จนั้นทำอย่างไรจึงเข้าถึงลูกค้า สร้างแรงจูงใจและปิดการขายได้รวดเร็วตามที่คิดไว้ ก่อนอื่นเรามาพิจารณาในเรื่องเนื้อหาบทความที่ใส่ไว้ในเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก และอื่นๆ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นการอัพเดทเรื่องราวที่สดใหม่ ควรพิจารณาเลือกบทความที่น่าสนใจและเกี่ยวข้องกับสินค้าเพื่อสร้างความเชื่อมโยงให้เกิดความสนใจและต้องการซื้อในภายหลัง

จากประสบการณ์ของคนทำธุรกิจสตาร์ทอัพ ส่วนใหญ่พบว่าไอเดียในการนำเสนอสินค้าของเราดี มีเนื้อหาบทความที่น่าสนใจ แนะนำให้เห็นความสดใหม่และแปลกของผลิตภัณฑ์ แต่เพราะจุดด้อยในข้อที่มีงบประมาณจำกัด ไม่สามารถผลิตสินค้าออกมาจำนวนมาก เป็นผลให้ต้นทุนการผลิตต่อชิ้นสูง ราคาของสินค้าจึงต้องสูงตามไปด้วยเพื่อให้เกิดผลกำไรและอยู่รอดได้ การเขียนบทความจึงเป็นช่องทางเอาตัวรอดเพื่อเน้นอธิบายให้เข้าใจว่าสินค้าของเรามีดีอย่างไร แตกต่างจากคู่แข่งอย่างไร ทำไมต้องเลือกเรา โดยชูจุดขายด้วยความแปลกใหม่ ไม่เหมือนใคร ยังไม่มีใครทำมาก่อน หรือจำนวนผลิตจำกัด ใช้เป็นจุดเด่นที่เพิ่มมูลค่าให้กับตัวสินค้า ช่วยให้รู้สึกว่าราคาสูงไปนิดแต่ซื้อมาแล้วเกินคุ้ม หาคำตอบที่ดีให้กับตัวเองและลูกค้า ถือเป็นเคล็ดลับที่ช่วยให้สตาร์ทอัพหลายคนประสบความสำเร็จได้ โดยไม่ต้องกังวลว่าราคาที่ตั้งไว้สูงเกินไป ไม่ต้องกลัวยอดขายต่ำหรือขายขาดทุน

เล่าถึงตรงนี้หลายคนคงคิดว่าบทความน่าจะมีเนื้อหายืดยาวแทบตีพิมพ์เป็นพ็อกเกตบุ๊กได้ เคล็ดลับอย่างหนึ่งของการทำคอนเทนต์ให้มีคุณภาพและเหมาะกับการทำ SEO คือ เนื้อหาที่กระชับและแน่น ไม่สั้นเกินไปจนใส่ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ได้ไม่หมด การเขียนบทความยาวหลายพันคำก็ไม่น่าอ่าน ทั้งยังโหลดบนอุปกรณ์มือถือได้เร็วด้วย ระยะเนื้อหาบทความ 1,000 คำ เป็นความยาวระดับที่ติดอันดับท็อปมากที่สุด เรียบเรียงให้ดี น่าอ่าน รวบรวมคุณสมบัติ เสนอประโยชน์และตอบโจทย์ความสนใจของผู้อ่าน จะกลายเป็นตัวช่วยสำคัญที่จะแนะนำธุรกิจให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างและมีโอกาสแข่งขันได้ดีขึ้น

การตลาดกับseo