Search Engine Optimization

ส่องเทรนด์การทำ SEO 2022 ที่นักการตลาดไม่ควรพลาด

ส่องเทรนด์การทำ SEO 2022 ที่นักการตลาดไม่ควรพลาด

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการทำการตลาดออนไลน์ ถือเป็นเทรนด์การตลาดที่มาแรงเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในยุคที่ผู้บริโภคต่างค้นหาข้อมูลผ่าน Search Engine กันเสียเป็นส่วนใหญ่ นั่นทำให้ SEO หรือ Search Engine Optimization ได้รับความนิยมในหลายธุรกิจ และแน่นอนว่าเทรนด์การตลาดออนไลน์สามารถเปลี่ยนแปลงได้เรื่อย ๆ ตามพฤติกรรมของผู้บริโภค เช่นเดียวกับในปี 2022 ที่เทรนด์การทำ SEO อาจเปลี่ยนไป ทำให้นักการตลาดออนไลน์ต้องปรับตัว เพื่อให้ทันกับกระแสการทำ SEO อยู่เสมอ

เทรนด์การทำ SEO ในปี 2022 ให้ความสำคัญกับเรื่องใดบ้าง

1. การทำ Voice Search
แม้ว่าคนจำนวนมากจะนิยมค้นหาข้อมูลที่ต้องการผ่านคีย์เวิร์ด แต่ถึงอย่างนั้นกลับพบว่าในต่างประเทศนั้นมีผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตจำนวนมากที่หันมาค้นหาข้อมูลที่ต้องการผ่านฟังก์ชันการค้นหาด้วยเสียงหรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Voice Search โดยมีอัตราการใช้งานที่เติบโตแบบก้าวกระโดด อีกทั้งในปัจจุบัน Search Engine ชื่อดังอย่าง Google ยังพัฒนาการค้นหาด้วยเสียงเป็นภาษาไทยได้ค่อนข้างสมบูรณ์แล้ว นั่นจึงทำให้นักการตลาดออนไลน์ต้องตื่นตัวในการพัฒนาคอนเทนต์ให้รองรับการค้นหาผ่าน Voice Search เพื่อเพิ่มความได้เปรียบในการทำ SEO

2. การพัฒนา Mobile Friendly
ต้องยอมรับเลยว่าสมาร์ทโฟนเป็นไอเทมที่ขาดไม่ได้จริง ๆ ในยุคนี้ จึงไม่แปลกที่โทรศัพท์มือถือจะถูกพัฒนาให้ทำหน้าที่ได้หลายอย่าง โดยผู้คนส่วนใหญ่นิยมค้นหาข้อมูลต่าง ๆ ผ่านสมาร์ทโฟน นั่นทำให้เทรนด์การทำ SEO ในปี 2022 ยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาเว็บไซต์เพื่อให้สอดคล้องกับการใช้งานผ่านสมาร์ทโฟนเป็นหลัก เพื่อให้ผู้ใช้งานเกิดความพึงพอใจและใช้เวลาอยู่ในเว็บไซต์นาน โดยการที่กลุ่มเป้าหมายใช้เวลาอยู่ในเว็บไซต์ต่อเนื่องเป็นเวลานาน แน่นอนว่าจะสะท้อนถึงความพึงพอใจในการใช้งานและส่งผลให้ Search Engine ให้คะแนนเว็บไซต์มากขึ้น

3. การทำ Sub Keyword
แน่นอนว่าการทำ SEO จะต้องให้ความสำคัญกับการทำ Main Keyword หรือคีย์เวิร์ดหลักเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ในปี 2022 นักการตลาดควรให้ความสำคัญกับการทำ Sub Keyword หรือคีย์เวิร์ดรองมากขึ้น เพราะ Search Engine พัฒนาระบบเพื่อให้รองรับการค้นหา Sub Keyword ที่มีความหมายใกล้เคียงกับ Main Keyword เพื่อการค้นหาข้อมูลตอบโจทย์มากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นการเขียนคอนเทนต์เพื่อรองรับ SEO จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับทั้งคีย์เวิร์ดหลักและคีย์เวิร์ดรอง เพื่อสร้างความได้เปรียบในการทำ SEO

จะเห็นว่าในปี 2022 การทำ SEO จะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคมากขึ้นและแน่นอนว่าย่อมส่งผลดีต่อธุรกิจ เพราะมีโอกาสที่กลุ่มเป้าหมายจะค้นหาธุรกิจหรือแบรนด์ของคุณได้ง่ายยิ่งขึ้น ดังนั้น นักการตลาดออนไลน์ที่ต้องการปั้นแบรนด์ให้ปัง อย่าลืมให้ความสำคัญกับการทำ SEO ครอบคลุมทุกด้าน เพื่อให้เว็บไซต์ติดหน้าแรกการค้นหาและอยู่ในใจผู้บริโภคเสมอ

3 แนวคิดพิชิต SEO ฉบับเข้าใจง่าย

3 แนวคิดพิชิต SEO ฉบับเข้าใจง่าย

การทำ SEO (search engine optimization) มีขั้นตอนการลงมือทำที่สลับซับซ้อนพอสมควร ถ้าคนที่ไม่มีพื้นฐานทางด้านนี้มาก่อนหรือไม่ได้ศึกษามาทางด้านนี้โดยเฉพาะ อาจทำให้สับสนมึนงงได้ ส่วนมากผู้ประกอบการจึงมักใช้วิธีจ้างมืออาชีพเข้ามาทำ แต่ว่าก่อนที่จะจ้างใคร เราก็ควรศึกษาเรียนรู้พื้นฐานเอาไว้บ้างเพื่อจะได้คุยกับผู้รับจ้างได้ง่าย และเข้าใจตรงกัน วันนี้เราจะมาเรียนรู้แนวคิดของการทำ SEO ซึ่งมี 3 ข้อ ดังนี้

แนวคิดที่ 1 การเลือกใช้ keyword
สิ่งที่สำคัญที่สุดของการทำ SEO ให้ประสบความสำเร็จ ก็คือการเลือกใช้ Keyword ซึ่งหมายถึงคำที่ใช้ในการค้นหาข้อมูลหรือบทความใด ๆ จึงเป็นคำหลักที่ถูกนำมาใช้เป็นแก่นสร้างคอนเทนต์ ทั้งนี้ ควรเลือกใช้ถ้อยคำที่เฉพาะเจาะจง เช่น ขายเสื้อผ้าสำหรับเด็กอายุ 7 ขวบ เป็นต้น ถ้าเปรียบคอนเทนต์เป็นร่างกาย keyword ก็เปรียบเสมือนหัวใจของคอนเทนต์ที่ขาดไม่ได้

แนวคิดที่ 2 การปรับแต่งเนื้อหาบนเว็บไซต์ (on-page)
เมื่อเลือก keyword ได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือ การนำคอนเทนต์ที่เตรียมไว้อัปโหลดไปแสดงบนเว็บไซต์ คอนเทนต์อาจมีหลากหลาย ทั้งภาพถ่าย คลิปวิดีโอ หรืองานเขียน แต่ที่นิยมนำมาทำเป็น SEO คือคอนเทนต์ที่เป็นงานเขียนประเภทบทความให้ความรู้ โดยควรพิจารณาจุดปลีกย่อยดังต่อไปนี้

บทความต้องยาวแค่ไหน?
ความยาวของบทความขึ้นอยู่กับเนื้อหา มีตั้งแต่ 500 คำ ถึง 3,000 คำ หรืออาจมากกว่านั้นก็ได้

บทความควรมีจำนวนมากน้อยแค่ไหน?
จำนวนไม่สำคัญ เน้นที่คุณภาพเป็นหลักหรือที่เราเรียกว่าบทความเอเวอร์กรีน (evergreen) คุณภาพดีข้ามกาลเวลา อ่านในปี พ.ศ. ไหนก็ยังได้สาระความรู้อยู่

ภาพประกอบต้องมีหรือไม่?
บทความที่ดีควรจะมีภาพประกอบที่ทำให้ขยายความหมายได้ชัดเจนขึ้น ทั้งมีสีสันสวยงาม มีการใช้ภาษาที่เหมาะกับผู้รับสาร การทำภาพประกอบที่สวยงามเป็นจุดสำคัญในการดึงดูดสายตาคนอ่านได้มากขึ้นด้วย

ความสดใหม่
จุดสำคัญของคอนเทนต์ คือ ต้องเป็นบทความที่สดใหม่ ไม่ได้ไปคัดลอกใครมา เพราะทาง Google สามารถตรวจสอบได้ มีผลอาจถูกปิดกั้นการมองเห็น ที่สำคัญอาจถูกฟ้องร้องฐานละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย

ต้องทำคลิปวิดีโอด้วยหรือไม่?
ปัจจุบันความนิยมดูคลิปวิดีโอมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น เราอาจพิจารณาทำคลิปวิดีโอสอดแทรกลงไปในเว็บไซต์ของเราด้วยก็ได้ เช่น คลิปวิดีโอแนะนำการใช้งานสินค้า เป็นต้น

แนวคิดที่ 3 การทำ​ SEO นอกเว็บไซต์ (off-page)
ถามว่ามีความจำเป็นต้องทำ SEO นอกเว็บไซต์ไหม? คงต้องตอบว่า มีก็ได้ แต่หากไม่มีก็ไม่เป็นไร เพราะจากสถิติพบว่าแม้ไม่มีเว็บไซต์ภายนอกลิงก์มายังเว็บไซต์ของเราเลย แต่ถ้าใช้ keyword ได้ถูกต้องแล้ว เว็บไซต์ของเราก็สามารถขึ้นหน้าแรกได้เหมือนกัน การทำ SEO นอกเว็บไซต์โดยมากจะเป็นตัวเสริมเพิ่มความน่าเชื่อถือให้เว็บไซต์ของเราเท่านั้นเอง

แม้ว่าการทำ SEO จะไม่ใช่เครื่องมือที่ดีที่สุดในการเพิ่มยอดขายให้กับธุรกิจ แต่ก็ปฎิเสธไม่ได้ว่า SEO เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ทางการตลาดที่น่าสนใจ โดยเฉพาะผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นทำธุรกิจใหม่ ๆ จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการประชาสัมพันธ์ได้อย่างมาก

สรุปกลยุทธ์ SEO สำหรับเพิ่มรายได้บน Website

สรุปกลยุทธ์ SEO สำหรับเพิ่มรายได้บน Website

เว็บไซต์ คือ เครื่องมือสำคัญในการสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์ที่สามารถใช้เป็นช่องทางในการสร้างรายได้จากการขายสินค้าหรือบริการ หรือสร้างเป็นเว็บไซต์สำหรับเผยแพร่ความรู้หรือสิ่งที่น่าสนใจเพื่อให้เช่าพื้นที่ในการวางโฆษณา ซึ่ง search engine optimization หรือ SEO คือเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพในการเพิ่มปริมาณการเข้าถึงและปรับเว็บไซต์ให้รองรับการแสดงผลในหน้าแรกบน search engine อันดับหนึ่งของโลกอย่าง Google.com โดยกลยุทธ์สำหรับเพิ่มรายได้บน Website มีดังนี้

วิเคราะห์คีย์เวิร์ดที่กลุ่มเป้าหมายใช้ในการหาข้อมูล Keyword หรือ คำค้นหา เป็นสิ่งสำคัญที่ใช้ในการค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตที่สามารถค้นหาข้อมูลเหล่านั้นได้จาก search engine ซึ่งการใช้เวลาในการวิเคราะห์คีย์เวิร์ดที่กลุ่มเป้าหมายใช้ในการค้นหามากที่สุดและมีจำนวนเว็บไซต์คู่แข่งที่นำไปใช้น้อย ย่อมทำให้การติดอันดับบน search engine ได้ง่ายกว่า เมื่อได้คีย์เวิร์ดที่ต้องการแล้ว ให้นำคีย์เวิร์ดที่ได้มาจัดวางในส่วนต่าง ๆ บนเว็บไซต์ แต่ส่วนที่สำคัญที่สุด คือ การนำคีย์เวิร์ดมาแทรกในบทความที่มีประโยชน์อย่างต่อเนื่องและมีปริมาณที่เหมาะสม

จัดแต่งหน้าเว็บไซต์ให้น่าสนใจ การจัดแต่งหน้าเว็บไซต์ให้มีความสวยงาม ไม่เพียงแต่ช่วยดึงดูดสายตาและสร้างความน่าเชื่อถือต่อเว็บไซต์ได้ดีกว่า แต่ยังทำให้กลุ่มเป้าหมายใช้เวลาบนเว็บไซต์ได้นานกว่าด้วย โดยการจัดแต่งหน้าเว็บไซต์ให้น่าสนใจควรคำนึงถึงเฉดสี การจัดวางแพลตฟอร์มเพื่อให้เกิดความสะดวกสบายในการค้นหาข้อมูลที่ต้องการ รวมถึงมีความรวดเร็วในการโหลดหน้าเว็บไซต์

กระตุ้น Action จากกลุ่มเป้าหมาย การสร้างคอนเทนต์ให้มีความน่าสนใจ กำลังได้รับความสนใจจากกลุ่มเป้าหมายและมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันเป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่ม action จากกลุ่มเป้าหมายได้ดีกว่าการ โดย Action ที่จะได้รับจากกลุ่มเป้าหมาย คือ การแชร์ข้อมูลบน Social media หรือมีการคอมเมนต์ล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้ Bot ใน search engine มองว่าเป็นเว็บไซต์คุณภาพทั้งสิ้น ซึ่ง Action ที่เกิดขึ้นกับเว็บไซต์เป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มปริมาณการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายจากแหล่งอื่น ๆ เข้าสู่เว็บไซต์และก่อให้เกิดเป็นรายได้ที่เพิ่มมากขึ้น

การสร้าง Content ที่มีคุณภาพ คอนเทนต์คุณภาพที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าถึงเว็บไซต์ไม่ได้หมายถึงความทันสมัยของข้อมูลเท่านั้น แต่ต้องเป็นคอนเทนต์ที่มีการจัดวางรูปแบบให้ถูกต้องตามกฏที่ Google ได้กำหนดไว้ เช่น การสร้างคอนเทนต์ที่มีความยาวมากกว่า 300 คำขึ้นไป, มีคีย์เวิร์ดหรือคำค้นหาในปริมาณที่เหมาะสม, มีการเว้นวรรคย่อหน้าให้เป็นระเบียบ น่าอ่านและมีภาพประกอบที่ตรงกับเนื้อหา

เว็บไซต์ที่มีประสิทธิภาพเป็นเครื่องมือที่สามารถเพิ่มรายได้จากกลุ่มเป้าหมายบนโลกออนไลน์ได้เป็นอย่างดี ทำให้การใช้เวลาในการศึกษาเรื่อง SEO จึงเป็นสิ่งที่สามารถนำมาพัฒนาเว็บไซต์ให้มีประสิทธิภาพ ทันสมัย และตอบรับกับข้อกำหนดของ search engine ซึ่งช่วยให้เกิดการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขึ้น

เรื่องควรรู้เกี่ยวกับ SEO ของมือใหม่

เรื่องควรรู้เกี่ยวกับ SEO ของมือใหม่

การทำ SEO จะเป็นตัวช่วยเพิ่มคุณภาพของเว็บไซต์หรืองานต่าง ๆ ของคุณบนโลกอินเทอร์เน็ตให้มีความเหมาะสมต่อความต้องการของผู้อื่น เป็นการจับคู่ที่จะทำให้คุณสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายของตัวเองได้ง่ายและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ซึ่งการค้นหาบน Search Engine ชื่อดังอย่าง Google ในแต่ละวัน มีมากกว่าล้านครั้งต่อชั่วโมง และตกอยู่ราว 80,000 กว่าครั้งต่อวินาที ดังนั้นถ้าธุรกิจหรือคอนเทนต์ของคุณไปปรากฏบน Google แล้วอยู่ในอันดับแรก ๆ ของหน้า 1 ได้ ย่อมทำให้เกิดโอกาสของการมองเห็นที่เพิ่มสูงขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว

สำหรับมือใหม่ที่ต้องการให้เว็บไซต์ของคุณขึ้นเป็นอันดับแรกของ Google คุณควรรู้ว่า SEO คืออะไร และเรื่องราวต่าง ๆ ที่มีความสำคัญในการทำ seo ให้มากขึ้น ชื่อของ seo ย่อมาจาก Search Engine Optimization ที่จะช่วยทำให้ Google หันมาสนใจ Content และการเคลื่อนไหวต่าง ๆ บนเว็บไซต์ของคุณได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ดังนั้นจึงมีเทคนิคหลายรูปแบบเพื่อการปรับปรุงให้เว็บไซต์หรือ Content ของคุณเป็นที่สนใจ ซึ่งทาง Google จะมี Keyword Planner ที่จะทำให้การวาง Keyword ของคุณมีประสิทธิภาพมากขึ้น การค้นหาของกลุ่มเป้าหมายมาสู่เว็บไซต์ของคุณจะง่ายกว่าเดิม นอกจากนี้ยังมีการทำ Backlink เพื่อเชื่อมโยงกลับมายังภายในเนื้อหาต่าง ๆ ของ Content หรือภายในเว็บไซต์ รวมไปถึงโซเชียลที่จะทำให้คุณสามารถดึงความสนใจของทั้ง Google และผู้ค้นหาได้มากขึ้น ส่วนการใช้งาน Keyword นั้นจะมีทั้งการใช้แบบเดี่ยว, แบบคู่, การวางหัวข้อแบบ H1- H2, การทำตัวหนา, การทำตัวเอียง และการทำสีสันต่าง ๆ ที่อาจจะทำให้คุณรู้สึกสับสนได้ ดังนั้นจึงควรอ่านรายละเอียดของการวางคีย์เวิร์ด​ในรูปแบบต่าง ๆ ให้ดีก่อน เมื่อเข้าใจแล้วจะทำให้การสร้าง Content Marketing เป็นเรื่องที่ง่ายมากขึ้น นอกจากต้องมีการวางโครงสร้างของเว็บไซต์ที่เป็นหนึ่งในรูปแบบสำคัญที่คุณควรศึกษาให้ดีหรือจ้างผู้ที่มีความชำนาญเฉพาะด้านมาทำการดูแล เพื่อทำให้เว็บของคุณมีความเคลื่อนไหวอย่างถูกต้องและถูกใจ Google โดยต้องเริ่มต้นตั้งแต่การทำ HTTPS เพื่อสร้างความปลอดภัยในการรับ-ส่งข้อมูลบนเว็บไซต์, การใช้งาน Responsive Design เพื่อทำให้สามารถเปิดดูได้อย่างเหมาะสมกับทุกอุปกรณ์ที่คนยุคนี้ชอบใช้งาน, การเพิ่มคะแนนให้กับหน้าเว็บไซต์ด้วยการใช้ Backlink, การใช้เทคนิคของการลงคลิปวิดีโอ, การทำคอนเทนต์ในหมวดหมู่หลัก, การใช้งาน Hosting ที่มีชื่อเสียง และการใช้เทคนิคต่าง ๆ ที่จะช่วยให้การทำ SEO มีประสิทธิภาพ ซึ่งเรื่องเหล่านี้คุณจะต้องศึกษาไว้ทั้งหมด เพื่อทำให้เว็บไซต์หรือโซเชียลเพจของคุณประสบความสำเร็จบนหน้าแรกของ Google​ นำมาซึ่งผลตอบแทนทางธุรกิจคือ​ ยอดขายที่เพิ่มขึ้น

เมื่อคุณต้องการทำ SEO ก็สามารถเริ่มต้นศึกษาด้วยตัวคุณเองก่อน จากนั้นถ้าคุณต้องการความมั่นใจมากขึ้น สามารถเลือกผู้ที่มีประสบการณ์และความรู้ตรงด้านนี้ เพื่อมาเป็นผู้ช่วยในการสร้างสรรค์เว็บไซต์ที่ดีที่สุดและถูกใจ Google เพื่อให้สามารถไต่อันดับเป็นเว็บอันดับแรก​ ๆ​ ที่กลุ่มเป้าหมายจะเห็นเว็บไซต์ของคุณก่อนใคร พร้อมให้ผลของการติดอันดับที่ยาวนานอย่างมีคุณภาพอีกด้วย

ทำความรู้จักกับบทความ SEO

ทำความรู้จักกับบทความ SEO

SEO เป็นคำย่อของ “Search Engine Optimization” ซึ่งหมายถึง การปรับปรุงเนื้อหาบทความของเราให้เหมาะสมกับการใช้งานผ่าน Search Engine ต่าง ๆ เช่น Google, Yahoo! และ Bing เป็นต้น ซึ่งเป้าหมายหลัก คือ ต้องการให้เนื้อหาในบทความติดอันดับต้น ๆ จากค้นหาผ่าน Search Engine ดังกล่าว

Google เป็นผู้ให้บริการ Search Engine ที่ได้รับความนิยมสูงสุดจากทั่วโลก และเป็นอันดับหนึ่งในหลาย ๆ ประเทศ ทั้งในประเทศไทย สหรัฐอเมริกา อังกฤษ อินเดีย และญี่ปุ่น เป็นต้น ดังนั้นในการทำ SEO จึงเน้นที่ Google เป็นหลัก โดยเน้นไปที่การทำบทความให้มีคุณภาพให้ตรงกับข้อมูล Keyword ที่จะส่งผลต่อการค้นหาบทความเราได้ง่ายขึ้น

กลยุทธ์สำคัญที่ทำให้บทความติด SEO ก็คือ การใส่ Keyword เป้าหมาย (หรือ Keyword หลัก) และ Keyword ที่เกี่ยวข้อง (Keyword รอง) ที่เหมาะสมลงไปในบทความ โดยจะต้องเน้น Keyword ที่สอดคล้องกับเนื้อหาที่แสดงในหน้าเว็บไซต์ ซึ่งเราสามารถหาได้จากเครื่องมือต่าง ๆ เช่น Google Keyword Planner, KWFinder และ Ahrefs เป็นต้น

เมื่อเลือก Keyword ที่เหมาะสมแล้ว การจัดให้มีการกระจายในบทความอย่างสม่ำเสมอจะช่วยทำให้ติดหน้าแรกได้ง่ายขึ้น ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะมีการใส่ Keyword เป้าหมายลงในชื่อบทความด้วย เพื่อให้ Search Engine Algorithm จะได้สามารถค้นหาเจอได้อย่างรวดเร็ว และกระจาย Keyword อื่น ๆ ให้มีความหนาแน่นอยู่ในบทความอย่างเหมาะสม

ควรหลีกเลี่ยงการใช้ Keyword ซ้ำ ๆ กันเป็นจำนวนมากในบทความ เนื่องจาก Search Engine จะมองว่าเป็น Keyword Spam หรือ Keyword Stuffing ที่แสดงถึงการพยายามใส่ (ยัด) มากเกินไปลงในบทความ ทำให้เนื้อหาดูไม่เป็นธรรมชาติ

การทำ SEO ให้ติดอันดับต้น ๆ ของ Google ควรเน้นเนื้อหาที่มีคุณภาพ เนื้อหาแบบเจาะลึกหรือเนื้อหาที่มีประโยชน์กับผู้อ่าน เพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้งานที่ค้นหาด้วย Keyword ที่เราต้องการ ซึ่งการจัดโครงสร้างของเว็บไซต์ที่ได้มาตรฐาน ใช้ง่าย จะช่วยเพิ่มโอกาสให้เราติดอันดับได้มากขึ้นด้วย

นอกจากนี้เนื้อหาในบทความไม่ควรคัดลอกมาจากที่อื่น ควรเรียบเรียงเนื้อหาด้วยตัวเองหรือเรียบเรียงจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ พร้อมทั้งระบุลิงก์เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับบทความของเราลงไปด้วย เพื่อให้ Google รู้ว่าบทความของเราอยู่ในหมวดหมู่ไหน ซึ่งการกระทำดังกล่าวเราเรียกว่า การทำ External Link โดยในการเลือกเราจะต้องเลือกลิงก์ไปยังเว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือ

โดยสรุป บทความ SEO มีความพิเศษกว่าบทความทั่วไป คือ จัดทำขึ้นเพื่อให้ติดอันดับแรก ๆ ของ Google โดยในการเขียนบทความจะต้องมีการระบุ Keyword ทั้ง Keyword เป้าหมายและ Keyword ที่เกี่ยวข้อง ให้มีปริมาณและการกระจายตัวที่เหมาะสม เนื้อหาในบทความมีคุณภาพและมีประโยชน์ต่อผู้อ่าน และเพิ่มลิงก์อ้างอิงลงไปในบทความด้วยเพื่อให้ Search Engine Algorithm สามารถเข้าใจประเภทของเนื้อหาในบทความได้อย่างรวดเร็ว

แนะนำเทคนิคการทำ SEO ขั้นพื้นฐานเพื่อให้เว็บไซต์ติดอันดับง่าย ๆ

แนะนำเทคนิคการทำ SEO ขั้นพื้นฐานเพื่อให้เว็บไซต์ติดอันดับง่าย ๆ

การทำธุรกิจในยุคปัจจุบันจำเป็นจะต้องพึ่งการตลาดออนไลน์ หรือ Digital Marketing อย่างเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากสื่อโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ล้วนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนแทบทั้งโลกอย่างแยกไม่ออก ยิ่งธุรกิจของเรามีการโฆษณาบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่าง ๆ มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีโอกาสที่สินค้าและบริการของเราจะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้นเท่านั้น โดยหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของการตลาดออนไลน์ก็คือ การทำ SEO นั่นเอง

สำหรับ SEO (Search Engine Optimization) คือการปรับแต่งเว็บไซต์ให้ติดอันดับแรก ๆ ของหน้าการค้นหาบนแพลตฟอร์มเสิร์ชเอ็นจิ้นต่าง ๆ โดยเฉพาะ Google โดยการใช้ “คำ” หรือ “คีย์เวิร์ด” ที่มีผู้ค้นหาเป็นจำนวนมาก เช่น ชื่อคน, ชื่อสินค้า, ชื่อสถานที่ ฯลฯ ยิ่งเราทำ SEO ได้มีประสิทธิภาพมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีโอกาสที่เว็บไซต์ของเราจะติดอันดับแรก ๆ บนหน้าการค้นหามากขึ้นเท่านั้น แถมยังไม่ต้องเสียเงินซื้อโฆษณาบน Google หรือ Google Ads แม้แต่บาทเดียว ซึ่งเทคนิคขั้นพื้นฐานที่เราควรรู้ก่อนจะเริ่มทำ SEO ได้แก่

1) เลือก “คำ” หรือ “คีย์เวิร์ด” ให้เหมาะสม
เนื่องจากหัวใจสำคัญของการทำ SEO คือ “คำ” หรือ “คีย์เวิร์ด” ที่เราต้องใส่ไว้ในคอนเทนต์ต่าง ๆ บนเว็บไซต์ของเรา ยิ่งเราเลือกใช้คำที่มีผู้ค้นหาบน Google มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีโอกาสที่ SEO ของเราจะติดอันดับมากเท่านั้น แต่ต้องไม่ลืมว่าคำบางคำมีการแข่งขันสูง ยิ่งคำที่คนนิยมค้นหามาก ก็ยิ่งมีคู่แข่งมากตามไปด้วย ดังนั้น เราจึงควรเลือกคำให้เหมาะสม ซึ่งเครื่องมือที่สามารถช่วยเราได้คือ Google Keywords Planner, Ubersuggest และ Moz เป็นต้น

2) ใส่ “คีย์เวิร์ด” อย่างเป็นธรรมชาติ
หลายคนมักคิดว่าการทำ SEO คือการใส่ “คีย์เวิร์ด” ให้เยอะที่สุด แต่จริง ๆ แล้ว การใช้คีย์เวิร์ดที่มากเกินไปจนดูผิดธรรมชาตินั้นไม่ใช่เรื่องดีนัก และมีโอกาสที่ “อัลกอริทึม” ของ Google จะตีความว่า SEO ที่เราทำเป็นสแปมที่เข้าก่อกวน และอาจถูกปิดกั้นการเข้าถึงเว็บไซต์ของเราได้ ดังนั้น การใส่คีย์เวิร์ดที่ดีจึงควรใส่ตามจุดสำคัญ เช่น ชื่อเรื่อง, หัวข้อหลัก, หัวข้อย่อย, คำอธิบายย่อ รวมถึงกระจายอยู่ในเนื้อหาให้เป็นธรรมชาติ สอดคล้องกับการใช้ภาษามากที่สุด

3) ควรมี “คีย์เวิร์ดใกล้เคียง”
การใช้ “คีย์เวิร์ด” ซ้ำกันมาก ๆ อาจทำให้คอนเทนต์ของเราขาดความสวยงามทางภาษาและยังมีผลต่อคุณภาพโดยรวมของคอนเทนต์หรือบทความทั้งหมดด้วย ดังนั้น เราจึงควรเลี่ยงการใช้คำซ้ำ ๆ เกินความจำเป็น โดยสลับใช้กับ “คีย์เวิร์ดใกล้เคียง” ที่มีความหมายเดียวกันแต่เขียนต่างกัน เช่น หนัง-ภาพยนตร์-Movie-Films เป็นต้น

นอกจากเทคนิคเบื้องต้นที่ว่ามาทั้งหมดนี้แล้ว การเขียน SEO ยังมีเทคนิคอีกมากมาย ซึ่งต้องอาศัยประสบการณ์และการฝึกฝน แต่ 3 เทคนิคนี้ล้วนเป็นเทคนิคพื้นฐานของการทำ SEO ที่จะขาดไม่ได้แม้แต่อย่างเดียว ดังนั้น จึงควรฝึกฝนให้ช่ำชองก่อนจะพัฒนาไปเรียนรู้เทคนิคที่สูงขึ้นในอนาคต

ข้อดีของ SEO ที่นักธุรกิจออนไลน์รุ่นใหม่ควรรู้

Search Engine Optimization ในธุรกิจยุคใหม่

SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นวิธีการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ที่นิยมมากในปัจจุบัน เนื่องจากช่วยในการจัดอันดับเว็บไซต์ให้ดีขึ้นจากการสืบค้นด้วย search engine อย่าง Yahoo และ Google ให้ผลลัพธ์ทางด้านยอดขายและจำนวนผู้ติดตามที่มากขึ้นอย่างชัดเจน นอกจากนี้ ยังมีประโยชน์ของการทำ SEO อีกมากมายที่นักธุรกิจออนไลน์รุ่นใหม่ควรรู้ ดังที่เราได้รวบรวมมาให้ไว้แล้วที่นี่ ดังนี้

1. ลดต้นทุนบริษัทได้

การทำเว็บไซต์ SEO จะทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการประชาสัมพันธ์ เนื่องจากไม่ต้องเสียค่าทำโฆษณาอย่างการทำ Search Engine Marketing หรือ SEM ที่ต้องมีการจ่ายค่าพื้นที่โฆษณาตามการคลิกของลูกค้า ทั้งยังทำให้ควบคุมค่าใช้จ่ายในการจ้างทำ SEO ได้ง่าย เนื่องจากจะมีค่าบริการตามแพ็คเกจจากบริษัทเอกชนที่มีทีมงานมืออาชีพอยู่แล้ว แม้ค่าใช้จ่ายช่วงแรกจะสูงสำหรับเว็บไซต์ที่ยังไม่เคยทำ SEO แต่ในระยะยาวจะกลายเป็นค่าใช้จ่ายคงที่ที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับรายได้ที่จะได้รับ

2. ช่วยให้สินค้าติดตลาด มีลูกค้าประจำมากยิ่งขึ้น

เนื่องจากว่าการทำ SEO จะทำให้เว็บไซต์ถูกแสดงผลเป็นอันดับต้น ๆ ในหน้าแรกของการสืบค้น ทำให้เกิดการติดตาลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย เป็นที่จดจำ และทำให้เกิดความเชื่อมั่นในการใช้บริการมากขึ้น ทั้งยังเพิ่มโอกาสที่ลูกค้าจะกลับมาใช้บริการซ้ำอีกบ่อย ๆ (repeat business) เนื่องจากลูกค้ามีความเชื่อมั่นในเว็บไซต์ที่อยู่ในหน้าต้น ๆ มากกว่าหน้าหลัง ๆ ของ google และ yahoo search จึงทำให้เพิ่มจำนวนลูกค้าประจำได้มากกว่าเว็บไซต์ที่ไม่ได้พัฒนาในส่วนนี้

3. เป็นการพัฒนาเว็บไซต์ให้เข้าสู่มาตรฐานสูงขึ้น

การทำ SEO จะเกิดการพัฒนาเว็บไซต์ให้มีมาตรฐานสอดคล้องตามที่ Search Engine ต้องการเพื่อให้ตอบโจทย์การค้นหาข้อมูลจากกลุ่มเป้าหมายดังนั้น การใช้ keywords ในการผลิตบทความและสื่อมัลติมีเดียจึงต้องมีคุณภาพสูงขึ้น ไม่ใช้จะทำอันดับคำค้นหา ก็ส้รางเนื้อหาห่วยในเว็บแล้วหวังอันดับ แบบนี้ท่าจะยากถ้าให้ติดอันดับ และต้องทำลิ้งค์เชื่อมโยงระหว่างเว็บไซต์ธุรกิจกับเว็บไซต์ภายนอกด้วย (Backlink) จึงจะทำให้ผลการประเมินคุณภาพจากระบบ algorithm ของ Search Engine อยู่ในเกณฑ์ดี ซึ่งจะส่งผลให้มีโอกาสในการขายสินค้าได้มากขึ้นตามไปด้วย

4. มีโอกาสได้ลูกค้าทั่วโลกตลอด 24 ชั่วโมง

เนื่องจากมีผู้สืบค้นข้อมูลทั่วโลกผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์และมือถือตลอดเวลา 24 ชั่วโมง หากทำเว็บไซต์ SEO ก็จะมีโอกาสถูกสืบค้นได้ตลอดเวลา โดยที่ไม่ต้องไปทำการตลาดที่ต่างประเทศ ก็สามารถมีลูกค้าสั่งซื้อมาจากอเมริกาหรือยุโรปได้ จะเห็นได้ว่า SEO เป็นเทคนิคที่ช่วยให้เว็บไซต์ประสบความสำเร็จได้ดียิ่งขึ้น ดังนั้นนักธุรกิจออนไลน์รุ่นใหม่จึงควรใส่ใจกับการพัฒนาเว็บไซต์ SEO ให้มากขึ้น ซึ่งสามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญในการพัฒนาเว็บไซต์ SEO เพื่อขอทราบรายละเอียดก่อนการตัดสินใจเลือกแพ็คเกจที่คุ้มค่าที่สุดได้