SEO

การทำ SEO ไม่ใช่เรื่องไกลตัว รู้ไว้ได้เปรียบ

พื้นฐานการทำ seo

ทุกวันนี้คนขายสินค้าทางออนไลน์กันมาก ต้องการอะไร ก็เพียงใส่คำค้นหาลงไปในกูเกิ้ล สิ่งที่ค้นหาก็จะปรากฏออกมาให้เห็นทั้งสินค้าจำหน่ายในประเทศและนอกประเทศ มีระบบธุรกรรมออนไลน์บนมือถือ ซื้อง่ายจ่ายคล่อง ทำให้นักธุรกิจหน้าใหม่สนใจเข้ามาแย่งชิงพื้นที่ตลาดการค้าบนอินเทอร์เน็ต จำนวนคู่แข่งที่มากทำให้กระตุ้นยอดขายหรือเปิดตัวให้ลูกค้าใหม่รู้จักเป็นเรื่องยาก หากผู้ประกอบการทำ SEO จะมีโอกาสเข้าถึงลูกค้าในวงกว้างมากขึ้น หลายคนเข้าใจว่าเป็นเรื่องซับซ้อน ยุ่งยาก แต่ความจริงแล้วพบว่าการทำ SEO ก็คือคีย์เวิร์ดที่ใช้ค้นหาบนกูเกิ้ลซึ่งเชื่อมโยงกับคีย์เวิร์ดของสินค้า บริการ หรือแม้แต่บทความในเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก และอินสตาแกรมนั่นเอง

SEO อยู่ไม่ไกลตัวคุณ

ในเมื่อการทำ SEO ไม่ใช่เรื่องไกลตัว ทั้งยังเคยมีประสบการณ์ใช้งานอยู่อย่างคุ้นเคย จึงไม่ควรกังวลว่าจะเข้าใจมันยาก พื้นฐานของการทำ SEO และทำเว็บไซต์ตลอดจนสื่อสังคมออนไลน์ดูจะหลอมเป็นเนื้อเดียวกับการทำ SEO ไปแล้ว ควรสังเกตและเรียนรู้ว่าผู้ที่ประสบความสำเร็จนั้นทำอย่างไรจึงเข้าถึงลูกค้า สร้างแรงจูงใจและปิดการขายได้รวดเร็วตามที่คิดไว้ ก่อนอื่นเรามาพิจารณาในเรื่องเนื้อหาบทความที่ใส่ไว้ในเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก และอื่นๆ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นการอัพเดทเรื่องราวที่สดใหม่ ควรพิจารณาเลือกบทความที่น่าสนใจและเกี่ยวข้องกับสินค้าเพื่อสร้างความเชื่อมโยงให้เกิดความสนใจและต้องการซื้อในภายหลัง

จากประสบการณ์ของคนทำธุรกิจสตาร์ทอัพ ส่วนใหญ่พบว่าไอเดียในการนำเสนอสินค้าของเราดี มีเนื้อหาบทความที่น่าสนใจ แนะนำให้เห็นความสดใหม่และแปลกของผลิตภัณฑ์ แต่เพราะจุดด้อยในข้อที่มีงบประมาณจำกัด ไม่สามารถผลิตสินค้าออกมาจำนวนมาก เป็นผลให้ต้นทุนการผลิตต่อชิ้นสูง ราคาของสินค้าจึงต้องสูงตามไปด้วยเพื่อให้เกิดผลกำไรและอยู่รอดได้ การเขียนบทความจึงเป็นช่องทางเอาตัวรอดเพื่อเน้นอธิบายให้เข้าใจว่าสินค้าของเรามีดีอย่างไร แตกต่างจากคู่แข่งอย่างไร ทำไมต้องเลือกเรา โดยชูจุดขายด้วยความแปลกใหม่ ไม่เหมือนใคร ยังไม่มีใครทำมาก่อน หรือจำนวนผลิตจำกัด ใช้เป็นจุดเด่นที่เพิ่มมูลค่าให้กับตัวสินค้า ช่วยให้รู้สึกว่าราคาสูงไปนิดแต่ซื้อมาแล้วเกินคุ้ม หาคำตอบที่ดีให้กับตัวเองและลูกค้า ถือเป็นเคล็ดลับที่ช่วยให้สตาร์ทอัพหลายคนประสบความสำเร็จได้ โดยไม่ต้องกังวลว่าราคาที่ตั้งไว้สูงเกินไป ไม่ต้องกลัวยอดขายต่ำหรือขายขาดทุน

เล่าถึงตรงนี้หลายคนคงคิดว่าบทความน่าจะมีเนื้อหายืดยาวแทบตีพิมพ์เป็นพ็อกเกตบุ๊กได้ เคล็ดลับอย่างหนึ่งของการทำคอนเทนต์ให้มีคุณภาพและเหมาะกับการทำ SEO คือ เนื้อหาที่กระชับและแน่น ไม่สั้นเกินไปจนใส่ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ได้ไม่หมด การเขียนบทความยาวหลายพันคำก็ไม่น่าอ่าน ทั้งยังโหลดบนอุปกรณ์มือถือได้เร็วด้วย ระยะเนื้อหาบทความ 1,000 คำ เป็นความยาวระดับที่ติดอันดับท็อปมากที่สุด เรียบเรียงให้ดี น่าอ่าน รวบรวมคุณสมบัติ เสนอประโยชน์และตอบโจทย์ความสนใจของผู้อ่าน จะกลายเป็นตัวช่วยสำคัญที่จะแนะนำธุรกิจให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างและมีโอกาสแข่งขันได้ดีขึ้น

การตลาดกับseo

เทคนิค SEO ที่จะทำลายเว็บไซต์ของคุณ

เทคนิค SEO

การเพิ่มประสิทธิภาพในกลไกการค้นหาด้วยการใช้กลยุทธ์ที่ได้รับความนิยมเมื่อหลายปีก่อนเนื่องจากได้ผลดีแต่หลายๆอย่างเปลี่ยนแปลงไปจนหมดแล้ว ในยุคนี้การทำบางสิ่งเป็นเรื่องร้ายแรงสำหรับเว็บไซต์ของคุณ เราอาจเรียกว่ามันเป็นเทคนิคและกลยุทธ์ SEO ที่ล้าสมัย ลองมาดูบางส่วนของเทคนิค SEO ที่เลวร้ายที่สุดที่จะทำลายเว็บไซต์ของคุณ ดังนั้น พยายามหลีกเลี่ยงที่จะทำเรื่องราวต่อไปนี้

Keyword stuffing หรือคือการใส่คำหลัก (Keyword เป้าหมาย) ซ้ำซ้อนกันหลายครั้ง ต้นปี 2000 มันยังใช้ได้ผลนั่นคือข้อเท็จจริง อย่างไรก็ตามในปัจจุบันหากทำแบบนั้นภัยพิบัติกำลังรอคอยที่จะเกิดขึ้นและมันจะเกิดขึ้น เทคนิคนี้เป็นสิ่งต้องห้ามขนาดใหญ่ในสายตาของ Google และเว็บไซต์ของคุณจะถูกแบนหรือถูกตัดออกจากดัชนีผลการค้นหาใน Google ได้ แต่บางคนก็ยังทำวิธีนี้อยู่ เช่น เว็บไซต์ขายอุปกรณ์ตกปลา : “อุปกรณ์ตกปลาที่ดีที่สุดที่นี่เรามีอุปกรณ์ตกปลาที่เหมาะกับคุณ ที่ให้อุปกรณ์ตกปลาที่ดีที่สุด เมื่อคุณมาที่นี่เรามีทั้งหมดที่เกี่ยวกับอุปกรณ์ตกปลา”

Duplicate content เนื้อหาที่ซ้ำกัน หากคุณใช้วิธีการคัดลอกเนื้อหาในเว็บไซต์โดยเอามาจากเว็บไซต์อื่นๆ ก็ต้องรู้ว่า Google เกลียดเนื้อหาที่ซ้ำซ้อนและพร้อมที่จะแจ้งให้คุณทราบ อย่างไรก็ตามเนื้อหาที่ซ้ำกันเป็นเรื่องที่ยุ่งยากที่จะจัดการ ตัวอย่างเช่น หากคุณเป็นผู้สร้างเนื้อหาต้นฉบับและเว็บไซต์อื่นๆ เป็นฝ่ายคัดลอกเนื้อหา (พร้อมการอ้างอิง) อย่างไรก็ตามหาก Google เห็นว่าเนื้อหาของคุณไม่ใช่ต้นฉบับ เว็บไซต์ของคุณจะถูกลงโทษ

URL hijacking และ typosquatting ซึ่งหมายถึงการจงใจใช้ URL และการพิมพ์หรือสะกดผิด แม้ว่าการพิมพ์ผิดเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ แต่ Google ขณะนี้สามารถตรวจพบได้เมื่อการพิมพ์ผิดนั้นไม่ใช่ข้อผิดพลาดที่เกิดจากความไม่ตั้งใจ เมื่อเว็บมาสเตอร์ใช้ URL และสร้างเว็บไซต์โดยใช้คำที่สะกดผิด ตัวอย่างเช่น การสร้างโดเมนที่เป็นลอกเลียนจากแบรนด์ โดยเจตนาให้คนเข้าใจผิดจะทำให้คุณได้รับการลงโทษโดย Google ทันที ยิ่งไปกว่านั้นคุณสามารถถูกฟ้องโดยแบรนด์หรือ บริษัท ตัวจริงได้อย่างง่ายดาย

การทำ รีไดเร็คจากโดเมนที่หมดอายุ การใช้ 301 redirect ทำงานได้ดีในช่วงต้นปี 2000 และน่าแปลกใจที่มีผู้ดูแลเว็บบางรายที่ยังคงทำอยู่ การใช้ประโยชน์จากโดเมนที่หมดอายุจะถูกลงโทษโดย Google และเครื่องมือค้นหาอื่น ๆ ที่ร้ายแรง

การสร้างเนื้อหาอัติโนมัติ การเขียนบทความลงในเว็บไซต์เป็นเรื่องยากและบางครั้งก็น่าเบื่อหน่าย จึงมีผู้ผลิตโปรแกรมขึ้นมาเพื่อสร้างเนื้อหาแบบอัติโนมัติให้กับเจ้าของเว็บไซต์ แน่นอนว่ามันทำให้เว็บไซต์มีบทความหรือคอนเทนท์ได้มากมาย แต่คุณน่าจะรู้ดีว่าเนื้อหาที่ดึงมานั้นมาจากเว็บไซต์อื่นๆ ซึ่งเป็น Duplicate content ที่ไม่ได้เป็นผลดีกับเว็บไซต์ และแม้โปรแกรมเหล่านั้นจะมีฟังก์ชั่นเพื่อหลบหนีการทำเนื้อหาซ้ำซ้อนโดยใช้การรีไรท์ (Rewrite) คุณภาพของบทความที่ออกมานั้นในปัจจุบันยังไม่มีโปรแกรมใดทำออกมาได้ดีจนเป็นที่พอใจของ Google และ Google จะรู้ว่าถึงเว็บไซต์ของคุณจะไม่ได้ใช้เนื้อหาซ้ำแต่ก็เป็นบทความขยะที่มีผลร้ายแรงไม่แพ้กัน