ค่าคะแนน SEO

6 สิ่งจำเป็น ทำให้เว็บไซต์ SEO มัดใจลูกค้าอยู่หมัด

6 สิ่งจำเป็น ทำให้เว็บไซต์ SEO มัดใจลูกค้าอยู่หมัด

การทำเว็บไซต์ SEO มีโจทย์สำคัญที่ทำอย่างไรจะช่วยให้เว็บไซต์ยกอันดับในการสืบค้นเป็น top5 , top10 ให้ได้ เพราะสัมพันธ์โดยตรงกับยอดขายและภาพลักษณ์ของธุรกิจ เราจึงได้รวบรวม “ 6 สิ่งจำเป็น” ในการทำเว็บไซต์ SEO มัดใจลูกค้า มาฝากกัน ดังนี้

1. จำเป็นต้องมีคีย์เวิร์ดที่เหมาะสม เพราะจะเป็นตัวเชื่อมโยงระหว่างหน้าเว็บไซต์เรากับความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งการใช้โปรแกรมที่มีคุณภาพในการวิจัยคีย์เวิร์ดก็มีความสำคัญในการแสดงผลอย่างครอบคลุม ทั้งเปอร์เซ็นต์และตัวอย่างวลีประโยคอื่น ๆ ที่ใกล้เคียงกับการค้นหาคีย์เวิร์ดนั้น ๆ

2. จำเป็นต้องมีทีมงานที่เชี่ยวชาญในการทำ SEO เพื่อให้ดูแลทั้งส่วนหน้าบ้าน เช่น ดูแลเนื้อหาบทความที่มีคุณภาพ การใส่ภาพหรือมัลติมีเดียประกอบ ที่ช่วยส่งเสริมการขายสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และส่วนหลังบ้าน อาทิ การเชื่อมโยงดาต้า การส่งเมล์ การประสานงานลิ้งค์ต่าง ๆ เพื่อความคล่องตัวรวดเร็ว เสริมอำนาจการแข่งขันกับเจ้าของธุรกิจรายอื่น

3. จำเป็นต้องประเมินผล แม้ว่าการทำ SEO ต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนกว่าจะเห็นผล แต่การหมั่นติดตามผลจากเคลื่อนไหวของหน้าเพจ ผ่านรายงานประจำวันและสัปดาห์ จะทำให้เห็นแนวโน้มและวางแผนอนาคตของธุรกิจได้ดีขึ้น

6 สิ่งจำเป็น มัดใจลูกค้าอยู่หมัด

4. จำเป็นต้องใช้ได้หลายประเภทเครื่องมือสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานผ่านระบบมือถือ smartphone tablet หรือใช้งานออนไลน์ผ่านคอมพิวเตอร์ตั้งต้น ก็ควรเข้าอ่านบทความและใช้บริการออนไลน์ต่าง ๆ บนเว็บไซต์ได้ง่ายและรวดเร็วใกล้เคียงกัน หากสามารถรักษาจุดนี้ไว้ได้จะทำให้เว็บไซต์ของคุณยกระดับขึ้นสู่อันดับสืบค้น top five ได้อย่างแน่นอน

5. จำเป็นต้องเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายให้รวดเร็วฉับไว เช่น การมีทีมงานที่ทำหน้าที่สำรวจความสนใจในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสินค้าตามสังคมพูดคุยออนไลน์ต่าง ๆ และทำการโพสต์แสดงความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์มีสาระ พร้อมแนบลิ้งค์เพจหรือเว็บไซต์ เพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถตามลิ้งค์มาถึงเว็บไซต์หลักและคลิกดูข้อมูลอื่น ๆ ในเว็บไซต์เพิ่มเติม ทำให้ช่วยเพิ่มความนิยมของเว็บไซต์และทำให้ยอดขายดีขึ้นได้ด้วย

6. จำเป็นต้องดีไซน์แคมเปญที่ดึงดูดใจ ไม่เพียงการสื่อสารทางเดียวผ่านบทความ SEO เท่านั้น ที่จะช่วยรักษาลูกค้าไว้ได้ แต่การมีแคมเปญโปรโมชั่นที่น่าลุ้นหรือเป็นไปได้สูง เช่น หากร่วมตอบคำถามจะได้สินค้าขนาดทดลอง หรือได้รับของที่ระลึกจากบริษัท จะทำให้ได้รับความรู้สึกเชิงบวกจากผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น และแน่นอนว่าส่งผลถึงภาพลักษณ์ที่ดีและยอดขายที่เพิ่มขึ้นตามมา

เป็นอย่างไรกันบ้างกับ “6 สิ่งจำเป็น” ในการทำเว็บไซต์ SEO มัดใจลูกค้า จะเห็นได้ว่าแต่ละข้อสำคัญต่อการเพิ่มอันดับในการสืบค้นข้อมูลจาก search engine จึงทำให้มีโอกาสสูงอย่างทวีคูณในการเกิดลูกค้ากลุ่มใหม่ และยังช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นแก่ลูกค้ากลุ่มเดิมได้อีกด้วย

ทำให้เว็บไซต์-SEO-มัดใจลูกค้าอยู่หมัด

วิธีค้นหาบทความยอดนิยม ในการทำ SEO

วิธีค้นหาบทความยอดนิยม ในการทำ SEO

ช่วงปลายปีผู้ประกอบการแต่ละบริษัทเริ่มทำบัญชีตรวจสอบผลการดำเนินงานช่วงครึ่งปีแรกและเกือบตลอดระยะ 1 ปีที่ผ่านมา รวมทั้งการโปรโมทและโฆษณาว่าได้ผลคุ้มค่ามากขนาดไหน การทำเว็บไซต์และบล็อกได้โพสต์บทความไว้จำนวนมาก จะตรวจสอบได้อย่างไรว่าโพสต์ไหนเป็นบทความยอดนิยม ถือเป็นส่วนหนึ่งของการปรับปรุงเว็บไซต์หรือบล็อก รวมถึงการทำ SEO เพื่อสร้างเครือข่ายคนติดตาม เรามาดูกันว่ามีวิธีใดบ้าง

ตรวจสอบจำนวนความคิดเห็น วิธีหนึ่งที่ง่ายในการดูว่าโพสต์นั้นเป็นที่นิยมหรือไม่ คือการดูจำนวนข้อคิดเห็นของคนที่เข้ามาดู ผู้ที่ได้อ่านโพสต์แล้วเขียนข้อความโต้ตอบเพื่อมีส่วนร่วมมากขึ้น หากคนเข้ามาดูมากจะทำให้มีโอกาสขายสินค้าและบริการมากขึ้น ถ้าคนแสดงความคิดเห็นมาก แปลว่าเนื้อหาบทความน่าสนใจและอาจเปิดประเด็นคำถามให้คนเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ความคิดเห็นจึงเป็นตัวบ่งชี้ว่ามีคนสนใจเว็บของเราแค่ไหน เป็นตัวชี้วัดว่าบทความของเรามีเนื้อหาน่าสนใจ ไม่ใช่กดดูแล้วมองข้ามไป ข้อเสียคือผู้คนจำนวนมากอาจอ่านโพสต์แล้วแต่มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่แสดงความคิดเห็น

ดูจำนวน Trackbacks หมายถึงการที่บุคคลอื่นเข้ามาอ่านบทความของคุณ แล้วเขียนแสดงความคิดเห็นในหน้าเว็บของตัวเองแล้วทำการ Trackback หรือส่งสัญญาณกลับมาที่เว็บหรือบล็อกของคุณ ควรตรวจสอบว่ามีบล็อกอื่นๆ ที่แสดงข้อคิดเห็นบางอย่างแล้วอ้างถึงโพสต์ของคุณหรือไม่ หากมีการลิงก์กลับมาที่คุณจำนวนมาก หมายความว่าโพสต์ของคุณอาจมีผลกระทบอย่างกว้างขวางในวงการบล็อกเกอร์ อย่างไรก็ตาม คุณภาพของการติดตามเหล่านั้นเป็นสิ่งสำคัญที่ควรตรวจสอบด้วย อาจเป็นข้อความขัดแย้งหรือโจมตีที่ไม่เกิดประโยชน์ใดๆ

คนเข้ามาติดตามจากโซเชียลมีเดีย สะท้อนให้เห็นจำนวนปริมาณคนเข้าชมเว็บไซต์ของคุณ ซึ่งติดตามมาจากโซเชียลมีเดียอย่าง เฟซบุ๊ก , อินสตาแกรม , ไลน์และช่องทางอื่นๆ เป็นตัวบ่งชี้ที่ดีมากว่าโพสต์ของคุณเป็นที่นิยมหรือไม่ ตรวจปรับปรุงเนื้อหาบทความหรือการใส่คีย์เวิร์ดเพื่อทำ SEO อย่างไร การสร้างเครือข่ายทางสังคมทำให้มีผู้เข้าชมเว็บไซต์มากขึ้น แต่คุณภาพของบทความคือจุดสำคัญที่จะทำให้คนคลิกเข้าอ่านบทความหรือมองผ่านเลยไป ถ้าทำให้มีผู้ติดตามอย่างต่อเนื่องได้ โพสต์นั้นจะเป็นประโยชน์ ไม่ใช่การลงทุนที่สูญเปล่าและยังมีผลให้การตอบรับในด้านธุรกิจและยอดขายดีขึ้นด้วย

แน่นอนว่าเป้าหมายของการทำ SEO เพื่อดึงดูดให้คนเข้ามาดูเว็บไซต์และบล็อก เป็นโอกาสได้โปรโมทแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักกว้างขวาง เพิ่มโอกาสขายสินค้าและบริการมากกว่าเดิม หัวใจหลักคือการทำบทความที่คนชื่นชอบ เนื้อหาน่าสนใจ อ่านสนุกและเป็นประโยชน์ การทำ Post Plugins ช่วยสรุปหัวข้อที่ผู้ใช้ให้คะแนนโพสต์สูงสุดโดยพิจารณาจากคุณภาพของบทความ วิธีนี้ช่วยให้รู้แนวทางว่าควรปรับแนวทางบทความให้เป็นอย่างไรจึงจะถูกใจและดึงดูดความสนใจผู้ใช้ส่วนใหญ่มากขึ้นไปอีก

เทคนิค SEO ที่จะทำลายเว็บไซต์ของคุณ

เทคนิค SEO

การเพิ่มประสิทธิภาพในกลไกการค้นหาด้วยการใช้กลยุทธ์ที่ได้รับความนิยมเมื่อหลายปีก่อนเนื่องจากได้ผลดีแต่หลายๆอย่างเปลี่ยนแปลงไปจนหมดแล้ว ในยุคนี้การทำบางสิ่งเป็นเรื่องร้ายแรงสำหรับเว็บไซต์ของคุณ เราอาจเรียกว่ามันเป็นเทคนิคและกลยุทธ์ SEO ที่ล้าสมัย ลองมาดูบางส่วนของเทคนิค SEO ที่เลวร้ายที่สุดที่จะทำลายเว็บไซต์ของคุณ ดังนั้น พยายามหลีกเลี่ยงที่จะทำเรื่องราวต่อไปนี้

Keyword stuffing หรือคือการใส่คำหลัก (Keyword เป้าหมาย) ซ้ำซ้อนกันหลายครั้ง ต้นปี 2000 มันยังใช้ได้ผลนั่นคือข้อเท็จจริง อย่างไรก็ตามในปัจจุบันหากทำแบบนั้นภัยพิบัติกำลังรอคอยที่จะเกิดขึ้นและมันจะเกิดขึ้น เทคนิคนี้เป็นสิ่งต้องห้ามขนาดใหญ่ในสายตาของ Google และเว็บไซต์ของคุณจะถูกแบนหรือถูกตัดออกจากดัชนีผลการค้นหาใน Google ได้ แต่บางคนก็ยังทำวิธีนี้อยู่ เช่น เว็บไซต์ขายอุปกรณ์ตกปลา : “อุปกรณ์ตกปลาที่ดีที่สุดที่นี่เรามีอุปกรณ์ตกปลาที่เหมาะกับคุณ ที่ให้อุปกรณ์ตกปลาที่ดีที่สุด เมื่อคุณมาที่นี่เรามีทั้งหมดที่เกี่ยวกับอุปกรณ์ตกปลา”

Duplicate content เนื้อหาที่ซ้ำกัน หากคุณใช้วิธีการคัดลอกเนื้อหาในเว็บไซต์โดยเอามาจากเว็บไซต์อื่นๆ ก็ต้องรู้ว่า Google เกลียดเนื้อหาที่ซ้ำซ้อนและพร้อมที่จะแจ้งให้คุณทราบ อย่างไรก็ตามเนื้อหาที่ซ้ำกันเป็นเรื่องที่ยุ่งยากที่จะจัดการ ตัวอย่างเช่น หากคุณเป็นผู้สร้างเนื้อหาต้นฉบับและเว็บไซต์อื่นๆ เป็นฝ่ายคัดลอกเนื้อหา (พร้อมการอ้างอิง) อย่างไรก็ตามหาก Google เห็นว่าเนื้อหาของคุณไม่ใช่ต้นฉบับ เว็บไซต์ของคุณจะถูกลงโทษ

URL hijacking และ typosquatting ซึ่งหมายถึงการจงใจใช้ URL และการพิมพ์หรือสะกดผิด แม้ว่าการพิมพ์ผิดเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ แต่ Google ขณะนี้สามารถตรวจพบได้เมื่อการพิมพ์ผิดนั้นไม่ใช่ข้อผิดพลาดที่เกิดจากความไม่ตั้งใจ เมื่อเว็บมาสเตอร์ใช้ URL และสร้างเว็บไซต์โดยใช้คำที่สะกดผิด ตัวอย่างเช่น การสร้างโดเมนที่เป็นลอกเลียนจากแบรนด์ โดยเจตนาให้คนเข้าใจผิดจะทำให้คุณได้รับการลงโทษโดย Google ทันที ยิ่งไปกว่านั้นคุณสามารถถูกฟ้องโดยแบรนด์หรือ บริษัท ตัวจริงได้อย่างง่ายดาย

การทำ รีไดเร็คจากโดเมนที่หมดอายุ การใช้ 301 redirect ทำงานได้ดีในช่วงต้นปี 2000 และน่าแปลกใจที่มีผู้ดูแลเว็บบางรายที่ยังคงทำอยู่ การใช้ประโยชน์จากโดเมนที่หมดอายุจะถูกลงโทษโดย Google และเครื่องมือค้นหาอื่น ๆ ที่ร้ายแรง

การสร้างเนื้อหาอัติโนมัติ การเขียนบทความลงในเว็บไซต์เป็นเรื่องยากและบางครั้งก็น่าเบื่อหน่าย จึงมีผู้ผลิตโปรแกรมขึ้นมาเพื่อสร้างเนื้อหาแบบอัติโนมัติให้กับเจ้าของเว็บไซต์ แน่นอนว่ามันทำให้เว็บไซต์มีบทความหรือคอนเทนท์ได้มากมาย แต่คุณน่าจะรู้ดีว่าเนื้อหาที่ดึงมานั้นมาจากเว็บไซต์อื่นๆ ซึ่งเป็น Duplicate content ที่ไม่ได้เป็นผลดีกับเว็บไซต์ และแม้โปรแกรมเหล่านั้นจะมีฟังก์ชั่นเพื่อหลบหนีการทำเนื้อหาซ้ำซ้อนโดยใช้การรีไรท์ (Rewrite) คุณภาพของบทความที่ออกมานั้นในปัจจุบันยังไม่มีโปรแกรมใดทำออกมาได้ดีจนเป็นที่พอใจของ Google และ Google จะรู้ว่าถึงเว็บไซต์ของคุณจะไม่ได้ใช้เนื้อหาซ้ำแต่ก็เป็นบทความขยะที่มีผลร้ายแรงไม่แพ้กัน

หลักพื้นฐานในการทำ SEO เบื้องต้นมีอะไรบ้าง?

หลักพื้นฐานในการทำ SEO เบื้องต้นมีอะไรบ้าง?

สำหรับการทำ SEO ในเบื้องต้นนั้น เราควรเริ่มต้นศึกษารายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับ SEO ให้ดีเสียก่อน เพื่อที่คุณจะได้เข้าใจถึงกระบวนการทำ SEO โดยรวม แล้วจึงค่อย ๆ เริ่มต้นศึกษาหลักในการทำ SEO ไปทีละสเต็ป ๆ แบบเจาะลึกอีกที เพราะการทำ SEO จำเป็นจะต้องอาศัยความรู้และความเข้าใจของแต่ละคนเป็นหลัก ส่งผลทำให้การทำ SEO ของเทพ SEO แต่ละท่านไม่เหมือนกัน เพราะผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นย่อมขึ้นอยู่กับประสบการณ์ เทคนิค พร้อมทั้งการวิเคราะห์และการสังเกตการณ์ของแต่ละคนโดยตรงนั่นเอง ส่วนถ้าหากใครอยากจะศึกษาหรือเรียนรู้ด้วยตนเองก็ยังคงสามารถทำได้ เพื่อที่จะสร้างผลลัพธ์ที่ดีให้กับธุรกิจของคุณได้ในอนาคต โดยลำดับแรก ๆ ที่คุณจะต้องเรียนรู้ นั่นก็คือ พื้นฐานผ่านการทำ SEO

On page และ off page

On page คือ การปรับแต่งเว็บไซต์ของเราเพื่อที่จะทำให้ bot ของทาง google นั้นได้เข้ามาเก็บข้อมูลเว็บไซต์ของเราได้ง่ายยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคีย์เวิร์ด หรือแม้กระทั่งการใส่ meta tag ซึ่งจริง ๆ แล้วการปรับ on page ให้เป็นที่ชื่นชอบของ google จำเป็นจะต้องอาศัยข้อมูลที่หลากหลายเป็นสำคัญ เพื่อบ่งบอกว่าเว็บไซต์ของเรามีคุณภาพดีจริง นั่นเอง

ส่วน off page เปรียบเสมือนเป็นการส่ง link ที่มาจากเว็บไซต์ภายนอกโดยตรง ซึ่ง bot ของ google จะทำการติดตาม link เหล่านี้ ซึ่งถ้าหากไม่มีลิงค์ที่ส่งตรงมายังเว็บไซต์ของเราแล้ว bot ก็จะไม่ค้นพบเว็บไซต์ของเรา สุดท้ายก็มีผลทำให้เกิด index ช้าได้ในที่สุด

Backlink

การทำ backlink จะมีลักษณะคล้ายคลึงกับการทำ off page แต่การทำ backlink คือการทำให้ลิงค์จากเว็บไซต์อื่น ๆ ที่มีคุณภาพ ได้ส่งตรงมายังเว็บไซต์ของเราโดยตรง ซึ่งเราจะสามารถหวังพึ่งผลทาง SEO ได้อย่างแน่นอน โดยเฉพาะเว็บไซต์ที่มี ranking สูงกว่าเป็นหลัก มักจะสร้างผลลัพธ์ที่ดีเสมอ

การทำ content

ในส่วนของเนื้อหาถือได้ว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมาก หากทางด้าน google ได้ตรวจค้นพบว่าบทความภายในเว็บไซต์ของเรา เป็นบทความที่ก็อปปี้คนอื่นเขามา google จะพิจารณาให้เว็บไซต์ของเราไม่ index ในที่สุด

Keyword

รายละเอียดส่วนใหญ่จะแอบแฝงอยู่ใน content เนื่องจากผู้เข้าชมมักจะใช้คีย์เวิร์ดเพื่อทำการค้นหา เพราะฉะนั้นแล้วคีย์เวิร์ดจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญด้วยเช่นเดียวกัน

ทั้งหมดนี้ถือได้ว่าเป็นพื้นฐานผ่านการทำ SEO ซึ่งในกรณีที่เราได้เน้นย้ำไปกับการทำ SEO พื้นฐานทั้งหมดนี้อย่างครบถ้วน และได้มีการศึกษาและทำ SEO แบบเจาะลึกทีละเรื่อง เพื่อให้การทำ SEO ของเรามีลักษณะที่ครอบคลุมและแข็งแกร่งยิ่งขึ้นกว่าเดิม ย่อมส่งผลดีต่อเว็บไซต์ของเราเป็นที่แน่นอน

PR ไม่โชว์แล้ว เข้าใจตรงกันนะ !

Google PR

ตัวผู้เขียนเองได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับหน้าใหม่ของวงการ SEO อยู่อย่างสม่ำเสมอ ในวงการนี้ของบ้านเรานั้น จะมีคนใหม่ที่สนใจการทำเอสอีโอเข้ามาอยู่เรื่อยและจำนวนมากด้วยสิ แต่ปัญหาของบ้านเราก็คือไม่ค่อยจะมีคนสอนเอสอีโอ หรือถ้ามี ส่วนใหญ่ก็หวังผลเงินจากค่าสอนมากกว่าให้ผู้เรียนเข้าใจและนำไปปฏิบัติได้จริง ส่วนมากจะเป็นการสอนแบบซ้ำๆในวิธีเดิมๆที่ปัจจุบันอาจใช้ไม่ได้ และในบางคนก็ยังสอนโดยยึดติดกับค่า “PR” อยู่เลย ทั้งที่ปัจจุบันมันไม่สามารถดูข้อมูลได้แล้ว

ค่า PR คืออะไร ?

สำหรับคนใหม่ เชื่อว่าต้องคาใจว่าพีอาร์มันคืออะไร มันหมายถึงสาวเชียร์เบียร์หรือเปล่า…? มันคงไม่ใช่อยู่แล้วเพราะว่านี่คือคำศัพท์ทางเทคนิคเฉพาะของวงการ SEO สำหรับ PR ย่อมาจากคำว่า “Page Rank” มันคืออำนาจของหน้าเว็บเพจใด เว็บเพจหนึ่ง ค่าคะแนนนี้พีอาร์หรือ Page Rank ถูกจัดคำนวณมาจาก Google โดยตรง โดยจะมีคะแนนอยู่ที่ 0 ถึง 10 สำหรับคะแนนที่ 0 นั้นก็คือจะเป็นคุณภาพของโดเมนโดยทั่วไป อาจจะเป็นโดเมนสร้างขึ้นมาใหม่หรือยังไม่ได้รับพลังอะไรก็ตามที่มีผลต่อการทำ SEO มากมายนัก ทำให้เว็บไซต์เหล่านั้นไม่ได้มีความน่าสนใจในสายตาของ Google หรือบางทีหากว่ายังไม่ถูกจัดคะแนนก็จะมีค่าแสดงเป็น N/A แทน

ส่วนเว็บไหนที่มีอำนาจสูงหรือมีความนิยม ถือว่าเป็นเว็บไซต์ที่มีอิทธิพลในกลุ่มของโลกออนไลน์ อาทิเช่น Google หรือ Facebook เว็บเหล่านี้จะมีค่า PR ค่อนข้างสูง แต่ปัจจุบันน่าเสียดายที่ค่านี้มันถูกซ่อนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว “คำว่าซ่อนไม่ได้หมายความว่ามันไม่ถูกนำมาใช้ในการคำนวณอันดับ” เพียงแต่ว่าตั้งแต่ CEL คนปัจจุบันขึ้นมา ได้มีการซ่อนคะแนนนี้ไว้ เพราะต้องการไม่ให้นักทำ SEO นั้นพยายามไปประมูลโดเมนที่มีค่าพีอาร์สูงมาเพื่อใช้ในการดันอันดับเว็บไซต์ของตัวเองนั่นเอง

Google PageRank

สกอร์อื่น เอามาใช้แทนได้ตั้งมากมาย

ถึงแม้มันจะถูกซ่อนไปโดยไม่แสดงผลให้กลับมาทำ SEO ได้นำมาใช้เป็นตัวประกอบในการวิเคราะห์ไปเรียบร้อยแล้ว เราก็ยังมีการวิเคราะห์จากค่าสกอร์ส่วนอื่นอีกมากมาย ทั้ง TF CF จาก Majestic อายุของโดเมน และแหล่งแบคลิงค์ที่มีเข้ามาในโดเมนเหล่านั้นในกรณีที่เราต้องการประมูลโดเมนมาใช้เป็น Money Site ในการทำอันดับด้วยตัวมันเอง หากเรามีความเข้าใจในการทำเอสอีโออย่างถ่องแท้ การที่จะถูกปิดกั้นเพียงค่าใดข้างหนึ่ง มันไม่ใช่ปัญหาใหญ่สำหรับเรา ค่อยค่อยศึกษาไปก็จะพบคำตอบว่าการทำ SEO มันมีตรงไหนที่เราจะต้องใส่ใจบ้าง