Keyword

เตือนภัย SEO แบบไหนเสี่ยงโดนแบน

เตือนภัย SEO แบบไหนเสี่ยงโดนแบน

SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นการพัฒนาเว็บไซต์ให้เข้าสู่มาตรฐานเดียวกัน โดยกำหนดเกณฑ์จากผู้ให้บริการ Search Engine อย่าง Bing, Yahoo และ Google ทำให้ผู้สืบค้นได้รับความประทับใจในการหาข้อมูลที่รวดเร็วตรงใจผู้ประกอบการยุคใหม่จึงนิยมทำเว็บไซต์ออนไลน์ ตามระบบ SEO ทั้งทำด้วยการศึกษาเองและการจ้างผู้เชี่ยวชาญในบริษัทรับจ้างทำ SEO

แต่ทั้งนี้ ก็มีผู้ทำ SEO จำนวนไม่น้อยที่ใช้เทคนิควิธีลัด ที่ทำให้อันดับการสืบค้นสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ก็เสี่ยงต่อการถูกแบนเว็บไซต์จากระบบ Algorithm ที่ Search Engine ใช้ในการวิเคราะห์ด้วย จะมีวิธีใดบ้างที่ไม่ควรทำ เราได้รวบรวมไว้ที่นี่แล้ว

1. การทำ Backlink แบบไม่โปร่งใส เช่น การเปิดเว็บไซต์ เพจหรือบล็อกจำนวนมาก ๆ แล้วก็สร้างการเชื่อมโยงกันเอง หากระบบ AI ตรวจพบ ก็จะถูกแบนจากระบบทั้งหมด

2. การ Copy เนื้อหาจากเว็บไซต์อื่นมาใส่ในเว็บไซต์ของตัวเอง โดยที่ไม่ได้มีการอัพเดตใหม่หรือปรับปรุงเนื้อหาใด ๆ จึงทำให้ระบบตรวจสอบได้ว่าถูก Copy มาซึ่งเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ ทางที่ดี ควรจะเลือก Keyword ที่ตรงกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายใช้ในการค้นหาข้อมูลของสินค้าและบริการที่คุณจำหน่าย แล้วก็สร้างบทความสาระใหม่ ๆ ข้อมูลอัปเดตด้วยตัวเอง

3. ลิงก์ที่เชื่อมโยงมีความเสียหาย โดยเฉพาะผู้ที่ทำเว็บไซต์รุ่นเก่ามานับสิบปี ควรจะเช็คว่า ลิงก์ ที่เคยทำไว้นั้นเชื่อมโยงได้จริงหรือไม่ หากขึ้นว่า Page Not Found หรือ Page Error ต้องแก้ไขโดยไว เพราะมีผลต่อความมั่นใจของผู้ใช้บริการ ขณะเดียวกัน ระบบของ Search Engine ก็ยังตรวจเจอความผิดพลาดเหล่านี้ได้ ซึ่งจะทำให้ถูกประมวลผลออกมาว่าเป็นเว็บไซต์ที่ไม่น่าเชื่อถือ

4. Hosting ไม่มีคุณภาพ Hosting เปรียบได้กับผู้บริหารนัดตลาดนัด ที่คุณต้องเลือกให้ดีสำหรับการเช่าแผงขายสินค้า หากเลือก Hosting ที่มีบริการบริหารจัดการไม่ดี เช่น การดาวน์โหลดข้อมูลใช้เวลานาน Server ล่มบ่อย จะทำให้ลูกค้าของคุณและผู้ใช้บริการไม่ประทับใจ ส่งผลให้อาจไม่กลับมาใช้อีก จึงควรเลือก Hosting ที่มีโปรแกรมเมอร์ชำนาญสูงและใช้ Server ที่มีประสิทธิภาพพอเหมาะที่จะรองรับธุรกิจของคุณได้อย่างต่อเนื่อง

5. ใส่ Keyword มากเกินไป ในแต่ละเพจ ถ้าใช้จำนวนคำ Keyword และความถี่มากเกินไป ทำให้เป็นการยัดเยียดให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึกรำคาญ ไม่เป็นที่ประทับใจแก่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย และยังทำให้ถูกวิเคราะห์ว่าเป็นบทความคุณภาพต่ำหรือ Spam ด้วย

จะเห็นได้ว่า การทำ SEO ที่ไม่เหมาะสมทั้งในส่วนของเนื้อหาบทความและส่วนของโครงสร้างและระบบ Hosting ล้วนกระทบต่อการเสี่ยงโดนแบนจาก Server ได้ ผู้ประกอบธุรกิจออนไลน์ที่ทำ SEO ด้วยตัวเองหรือแม้แต่จ้างบริษัทเอกชนทำ SEO จึงควรใส่ใจทำ SEO ที่ถูกต้องตามกฎเกณฑ์

Search Engine ใช้ในการวิเคราะห์

อย่าลืมใช้ Google Keyword Planner ให้เป็นประโยชน์

สำหรับใครหลาย ๆ คนที่วางแผนจะทำเว็บไซต์หรือจะขายสินค้าบางอย่าง ที่ต้องการให้ผู้คนได้เข้ามาเยี่ยมชมหรือเลือกซื้อสินค้า ผ่าน Google Search Engine ของ Google แล้ว Keyword เป็นสิ่งสำคัญอย่างมากในปัจจุบัน เพราะทาง Google ได้รวบรวมบรรดาคำค้นหาต่าง ๆ ผ่านทาง SEO และนำมาเป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์คำค้นหา ซึ่งคนที่จะทำเว็บนั้น รับรองได้เลยว่าจะต้องไม่พลาดเครื่องมือตัวนี้แน่นอนนั้นคือ Google Keyword Planner นั่นเอง Google Keyword Planner เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้คนทำเว็บ ดูสถิติการค้นหาคำ ที่คนทั่วโลกต้องการหาข้อมูล ที่ทาง Google พัฒนาขึ้นมาเพื่อให้คนทำเว็บได้วางแผนลงโฆษณา Google Adwords เพื่อที่จะได้วางแผนในการปรับปรุงแก้ไขเว็บไซต์ให้ติดอันดับใน Google นั่นเอง

จะเข้าใช้งานได้อย่างไร

อันดับแรกคุณต้องมี Account Gmail ก่อน เมื่อมีแล้วถึงจะสามารถสมัคร Google Adwords ได้ เมื่อ login เข้าไปแล้วก็จะเจอหน้าแรก ซึ่งไว้แสดงภาพรวมในการสร้างโฆษณาของคุณเอง เมื่อคุณต้องการเข้าใช้งาน Google Adwords Planner ให้สังเกตจะมีรูปประแจบนมุมขวามือของหน้าจอ ให้คลิกเข้าไปได้เลย

หน้าแนวคิดของ Keyword

จะเป็นภาพรวมของคำที่ค้นหามากที่สุด จะมีคำว่าอะไรบ้างที่เกี่ยวข้อง การค้นหาโดยเฉลี่ยในแต่ละเดือนมีปริมาณเท่าไร การแข่งขันเป็นอย่างไร ราคาที่เสนอถูกหรือแพง ซึ่งจะทำให้คุณสามารถกำหนดงบประมาณในการโฆษณาเองได้ เพราะ Keyword เปรียบเสมือนตัวที่ใช้เชื่อมกันกับ SEO ที่เมื่อมีคนค้นหาแล้ว Google จะทำหน้าที่ในการนำเสนอหน้าเว็บไซต์ของคุณผ่านหน้าเพจ Google นั่นเอง ซึ่งสามารถที่จะเลือกดูได้ 5 แบบ คือ

  • กำหนดเอง
  • เดือนที่ผ่านมา
  • 12 เดือนที่ผ่านมา
  • 24 เดือน
  • และทั้งหมดที่มี

ท่านเองสามารถกำหนดช่วงเวลาดูด้วยตัวเองได้หมด

Google Keyword Planner

ตาราง keyword มีส่วนสำคัญอะไรบ้าง

ในส่วนของตาราง Keyword นั้นจะประกอบไปด้วย

  1. คีย์เวิร์ดความความเกี่ยวข้อง เมื่อคุณทำการค้นหาคำที่ต้องการผ่าน Google ทางระบบก็จะคำนวณและประเมินผลคำที่เกี่ยวข้องกันมาด้วย เช่น เมื่อคุณต้องการหาคำว่า “มือสอง” ระบบก็จะทำการค้นหาคำที่เกี่ยวข้องมาด้วย เช่น สินค้ามือสอง, ขายของมือสอง, ซื้อ-ขายของมือสอง เป็นต้น
  2. การค้นหารายเดือนโดยเฉลี่ย ใช้แสดงผลการค้นหา Keyword ที่ทำการค้นหาและคำใกล้เคียง โดยดูจากการตั้งค่ากำหนดเป้าหมายตามช่วงเวลาที่เลือกไว้ ซึ่งสามารถที่จะดูคำค้นหาที่เป็นที่นิยมของปีนั้นได้ เช่น ช่วงเทศกาลปีใหม่ คนก็จะมักค้นหาคำว่า ของขวัญ เป็นต้น
  3. การแข่งขัน แสดงถึงระดับความสามารถในการแข่งขันของโฆษณานั้น ๆ แบ่งเป็นระดับการแข่งขันต่ำ ปานกลางและสูง
  4. ส่วนแบ่งการแสดงผลโฆษณา คือจำนวนการแสดงผลที่คุณจะได้รับ หารด้วย จำนวนการค้นหารวมของสถานที่ตั้งและเครือข่ายที่กำหนดเป้าหมายไว้ ซึ่งถ้าข้อมูลที่ Google ได้รับไม่เพียงพอก็จะเห็นเป็นเครื่องหมาย – ไว้
  5. ราคาเสนอสำหรับด้านบนของหน้า แบ่งออกเป็นสองคอลัมน์คือ ช่วงต่ำ และ ช่วงสูง ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยอ้างอิงตามประวัติที่บรรดาผู้ลงโฆษณาเคยจ่ายสำหรับคีย์เวิร์ดนั้น ๆ ทั้งนี้ ราคา CPC อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้เสมอ ขึ้นอยู่กับการตั้งค่าโฆษณาและพื้นที่ตั้งของธุรกิจ ราคาเสนอที่แสดงไว้นั้น จะทำให้สามารถวางแผนงบประมาณโฆษณาได้ง่ายยิ่งขึ้น
  6. สถานะบัญชี จะแสดงว่า Keyword นั้น ๆ อยู่ในบัญชีแล้วหรือไม่

เพราะการที่คุณทำเว็บแล้วไม่มีคนเข้ามาเยี่ยมชมเลยก็เปรียบเสมือนเว็บร้าง ซึ่งเมื่อทำเว็บมาไม่ตรงจุดประสงค์หรือคนค้นหาไม่เจอก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลยและต้องปิดตัวไปในที่สุด ดังนั้นการที่จะทำ SEO จึงจำเป็นต้องรู้ถึงสถิติของคำที่คนค้นหาบ่อยที่สุด ในช่วงเวลาที่ถูกต้องและราคาที่ไม่แพง

หลักพื้นฐานในการทำ SEO เบื้องต้นมีอะไรบ้าง?

หลักพื้นฐานในการทำ SEO เบื้องต้นมีอะไรบ้าง?

สำหรับการทำ SEO ในเบื้องต้นนั้น เราควรเริ่มต้นศึกษารายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับ SEO ให้ดีเสียก่อน เพื่อที่คุณจะได้เข้าใจถึงกระบวนการทำ SEO โดยรวม แล้วจึงค่อย ๆ เริ่มต้นศึกษาหลักในการทำ SEO ไปทีละสเต็ป ๆ แบบเจาะลึกอีกที เพราะการทำ SEO จำเป็นจะต้องอาศัยความรู้และความเข้าใจของแต่ละคนเป็นหลัก ส่งผลทำให้การทำ SEO ของเทพ SEO แต่ละท่านไม่เหมือนกัน เพราะผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นย่อมขึ้นอยู่กับประสบการณ์ เทคนิค พร้อมทั้งการวิเคราะห์และการสังเกตการณ์ของแต่ละคนโดยตรงนั่นเอง ส่วนถ้าหากใครอยากจะศึกษาหรือเรียนรู้ด้วยตนเองก็ยังคงสามารถทำได้ เพื่อที่จะสร้างผลลัพธ์ที่ดีให้กับธุรกิจของคุณได้ในอนาคต โดยลำดับแรก ๆ ที่คุณจะต้องเรียนรู้ นั่นก็คือ พื้นฐานผ่านการทำ SEO

On page และ off page

On page คือ การปรับแต่งเว็บไซต์ของเราเพื่อที่จะทำให้ bot ของทาง google นั้นได้เข้ามาเก็บข้อมูลเว็บไซต์ของเราได้ง่ายยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคีย์เวิร์ด หรือแม้กระทั่งการใส่ meta tag ซึ่งจริง ๆ แล้วการปรับ on page ให้เป็นที่ชื่นชอบของ google จำเป็นจะต้องอาศัยข้อมูลที่หลากหลายเป็นสำคัญ เพื่อบ่งบอกว่าเว็บไซต์ของเรามีคุณภาพดีจริง นั่นเอง

ส่วน off page เปรียบเสมือนเป็นการส่ง link ที่มาจากเว็บไซต์ภายนอกโดยตรง ซึ่ง bot ของ google จะทำการติดตาม link เหล่านี้ ซึ่งถ้าหากไม่มีลิงค์ที่ส่งตรงมายังเว็บไซต์ของเราแล้ว bot ก็จะไม่ค้นพบเว็บไซต์ของเรา สุดท้ายก็มีผลทำให้เกิด index ช้าได้ในที่สุด

Backlink

การทำ backlink จะมีลักษณะคล้ายคลึงกับการทำ off page แต่การทำ backlink คือการทำให้ลิงค์จากเว็บไซต์อื่น ๆ ที่มีคุณภาพ ได้ส่งตรงมายังเว็บไซต์ของเราโดยตรง ซึ่งเราจะสามารถหวังพึ่งผลทาง SEO ได้อย่างแน่นอน โดยเฉพาะเว็บไซต์ที่มี ranking สูงกว่าเป็นหลัก มักจะสร้างผลลัพธ์ที่ดีเสมอ

การทำ content

ในส่วนของเนื้อหาถือได้ว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมาก หากทางด้าน google ได้ตรวจค้นพบว่าบทความภายในเว็บไซต์ของเรา เป็นบทความที่ก็อปปี้คนอื่นเขามา google จะพิจารณาให้เว็บไซต์ของเราไม่ index ในที่สุด

Keyword

รายละเอียดส่วนใหญ่จะแอบแฝงอยู่ใน content เนื่องจากผู้เข้าชมมักจะใช้คีย์เวิร์ดเพื่อทำการค้นหา เพราะฉะนั้นแล้วคีย์เวิร์ดจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญด้วยเช่นเดียวกัน

ทั้งหมดนี้ถือได้ว่าเป็นพื้นฐานผ่านการทำ SEO ซึ่งในกรณีที่เราได้เน้นย้ำไปกับการทำ SEO พื้นฐานทั้งหมดนี้อย่างครบถ้วน และได้มีการศึกษาและทำ SEO แบบเจาะลึกทีละเรื่อง เพื่อให้การทำ SEO ของเรามีลักษณะที่ครอบคลุมและแข็งแกร่งยิ่งขึ้นกว่าเดิม ย่อมส่งผลดีต่อเว็บไซต์ของเราเป็นที่แน่นอน