Author: Deann Hopkins

นักการตลาดออนไลน์ควรรู้ไว้ เขียนคอนเทนต์อย่างไรให้ติดหน้าแรก SEO

นักการตลาดออนไลน์ควรรู้ไว้ เขียนคอนเทนต์อย่างไรให้ติดหน้าแรก SEO

เพราะ SEO คือการทำการตลาดออนไลน์รูปแบบหนึ่งที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างยิ่งในยุคนี้ และบรรดานักการตลาดออนไลน์ต่างทราบดีว่าคอนเทนต์มีความสำคัญอย่างยิ่งในการผลักดันให้เว็บไซต์ติดหน้าแรกการค้นหา เพราะการทำคอนเทนต์ที่สอดคล้องตามเกณฑ์ให้คะแนนของ Search Engine จะทำให้กลุ่มเป้าหมายค้นเจอเว็บไซต์ง่ายยิ่งขึ้น

เมื่อคอนเทนต์สำคัญขนาดนี้ เราจึงมีเทคนิคเขียนคอนเทนต์เพื่อให้ติดอันดับต้น ๆ ของการค้นหา เริ่มจาก

– วิเคราะห์คีย์เวิร์ด
เนื่องจากคีย์เวิร์ดมีส่วนทำให้กลุ่มเป้าหมายค้นหาเว็บไซต์เจอง่ายยิ่งขึ้น นักการตลาดออนไลน์จึงต้องให้ความสำคัญขั้นตอนค้นหาคีย์เวิร์ด แนะนำให้ใช้เครื่องมือ เช่น Google Keyword Planner, KWFinder, Keysearch และอีกหลายเครื่องมือที่ออกแบบมาเพื่อช่วยค้นหาคีย์เวิร์ดยอดนิยมที่กลุ่มเป้าหมายมักใช้ค้นหาบ่อย ๆ เพื่อให้นักการตลาดตัดสินใจว่าควรเลือกใช้คีย์เวิร์ดไหนบ้างในการเขียนคอนเทนต์ อีกทั้งบางเครื่องมือยังมีบอกข้อมูลเป็นประโยชน์อื่น ๆ เพื่อใช้วางแผนทำคอนเทนต์อีกด้วย

– ตำแหน่งวางคีย์เวิร์ด
หลังจากวิเคราะห์คีย์เวิร์ดเรียบร้อยแล้ว การเขียนคอนเทนต์ไม่ใช่เพียงการใส่คีย์เวิร์ดเหล่านั้นลงในคอนเทนต์เท่านั้น เพราะตำแหน่งการวางคีย์เวิร์ดก็มีส่วนสำคัญในการทำให้ Search Engine ทราบว่าคอนเทนต์ที่เขียนตรงความต้องการกลุ่มเป้าหมายหรือไม่ โดยตำแหน่งที่ควรใส่คีย์เวิร์ด ได้แก่ ชื่อบทความ คำบรรยายบทความ ย่อหน้าแรกและย่อหน้าสุดท้าย รวมถึงชื่อรูปภาพประกอบ และนอกจากตำแหน่งวางคีย์เวิร์ดแล้ว อย่าลืมให้ความสำคัญกับการใส่คีย์เวิร์ดอย่างเป็นธรรมชาติ โดยควรเลือกใส่คีย์เวิร์ดไม่เกิน 2.5 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนคำในคอนเทนต์

– คอนเทนต์มีคุณภาพและสดใหม่
ระยะเวลาการใช้งานเว็บไซต์คือสิ่งหนึ่งที่ทำให้ Search Engine มองว่าเว็บไซต์ของคุณน่าสนใจและโดนใจกลุ่มเป้าหมาย เพราะฉะนั้นควรให้ความสำคัญกับการผลิตคอนเทนต์มีคุณภาพ เนื้อหาตรงความต้องการ ที่สำคัญต้องเป็นคอนเทนต์สดใหม่ ไม่ลอกเลียนแบบจากเว็บไซต์อื่น นอกจากนี้ควรให้ความสำคัญกับความยาวคอนเทนต์ ซึ่งความยาวคอนเทนต์ที่เหมาะสมที่สุดคือประมาณ 500-700 คำ

– อัปเดตคอนเทนต์สม่ำเสมอ
การทำคอนเทนต์เพื่อ SEO นั้น ไม่ใช่เพียงการอัปโหลดคอนเทนต์ลงเว็บไซต์แล้วจบเท่านั้น เพราะยังต้องอาศัยความสม่ำเสมอ การอัปเดตคอนเทนต์เรื่อย ๆ จะทำให้กลุ่มเป้าหมายคอยติดตามคอนเทนต์ใหม่ ๆ และการมีคนเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์บ่อย ๆ แน่นอนว่าส่งผลต่อการจัดอันดับ นอกจากนี้ยังทำให้ Search Engine มองว่าเว็บไซต์มีความเคลื่อนไหวและได้รับการดูแลอยู่เสมอนั่นเอง

ไม่เพียงแต่การผลิตคอนเทนต์ให้ได้คุณภาพเท่านั้น เพราะสำหรับการผลักดันเว็บไซต์ให้ติดหน้าแรกนั้นจำเป็นต้องอาศัยองค์ประกอบอื่น ไม่ว่าจะเป็น การวิเคราะห์คีย์เวิร์ด ตำแหน่งคีย์เวิร์ด คอนเทนต์มีคุณภาพ และการอัปเดตคอนเทนต์อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งวิธีเหล่านี้มีส่วนอย่างยิ่งที่จะทำให้เว็บไซต์ของคุณเรียกคะแนนจาก Search Engine ได้เป็นอย่างดี

รู้ไว้ก่อนตัดสินใจ! เลือกบริษัทรับทำ SEO อย่างไร มั่นใจไม่ถูกหลอก

รู้ไว้ก่อนตัดสินใจ! เลือกบริษัทรับทำ SEO อย่างไร มั่นใจไม่ถูกหลอก

เมื่อเทรนด์การตลาดออนไลน์เป็นวิธีทำการตลาดที่ได้รับความนิยมสุด ๆ ในยุคนี้ จึงมีหลายบริษัทรับทำการตลาดออนไลน์ โดยที่ท่านเจ้าของธุรกิจไม่จำเป็นต้องเหนื่อยเอง รวมถึงการทำ SEO หรือการออกแบบเว็บไซต์ให้ติดหน้าแรกของ Search Engine ซึ่งเป็นวิธีที่หลายธุรกิจให้ความสนใจ แต่ด้วยความที่มีบริษัทรับทำจำนวนมาก หลายคนจึงอาจมีคำถามว่าแล้วควรเลือกอย่างไรถึงมั่นใจได้ว่าไม่ถูกหลอก

เทคนิคเลือกบริษัทรับทำ SEO อย่างมั่นใจว่าไม่ถูกหลอก

1. โปรไฟล์และตัวอย่างผลงาน
แน่นอนว่าก่อนตัดสินใจเลือกใช้บริการบริษัทใด ต้องค้นหาข้อมูลและพูดคุยรายละเอียดเบื้องต้น เพราะฉะนั้นอย่าลืมหาข้อมูลบริษัทนั้น ๆ ว่ามีชื่อเสียงหรือชื่อเสียอย่างไร และเมื่อนัดพูดคุยรายละเอียด แนะนำให้ขอดูตัวอย่างผลงานและโปรไฟล์บริษัทอีกครั้ง อย่างน้อยการเลือกบริษัทน่าเชื่อถือก็ทำให้ท่านเจ้าของธุรกิจวางใจได้ระดับหนึ่่ง

2. ทำงานอย่างเป็นระบบ
หลังจากนัดพูดคุยรายละเอียด ควรตกลงขั้นตอนและวิธีการทำงานเพื่อการทำงานอย่างมืออาชีพ ที่สำคัญการตกลงวิธีทำงานร่วมกันยังทำให้เจ้าของธุรกิจสังเกตได้ว่าบริษัทที่กำลังว่าจ้างนั้นมีระบบการทำงานแบบมืออาชีพหรือไม่นั่นเอง

3. อย่าเลือกเพราะค่าบริการราคาถูก
เชื่อว่าค่าบริการที่ค่อนข้างถูกน่าจะเป็นตัวดึงดูดให้ท่านเจ้าของธุรกิจสนใจเลือกใช้บริษัทนั้น ๆ แต่อย่าให้เรื่องราคากลายเป็นกับดัก เพราะบางครั้งการคิดค่าบริการราคาถูกเกินไปอาจมาพร้อมความเสี่ยง เช่น อาจสร้าง Backlink กลับมายังเว็บไซต์ แต่กลับเป็นสแปม ซึ่งหาก Search Engine ตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นสแปมจริง ๆ เว็บไซต์ของคุณจะถูกบล็อกข้อมูลและไม่มีโอกาสติดหน้าแรกได้อีกเลย เพราะฉะนั้นแนะนำให้เลือกราคาที่รับไหว ราคาไม่ถูกจนน่ากลัวหรือแพงจนเกินงบประมาณ

4. การันตีผลลัพธ์ได้หรือไม่
แน่นอนว่าการว่าจ้างบริษัททำ SEO มาเป็นผู้ช่วยจัดทำเว็บไซต์ ท่านเจ้าของธุรกิจต้องคาดหวังผลลัพธ์มากมาย เพราะฉะนั้นก่อนตัดสินใจว่าจ้างควรพูดคุยเรื่องนี้ให้กระจ่างเสียก่อน เช่น การันตีผลลัพธ์การขึ้นหน้าแรกของ Search Engine ภายในระยะเวลากี่เดือน เป็นต้น เพื่อความเข้าใจตรงกันทั้งสองฝ่าย

5. สัญญาว่าจ้างนานเท่าไหร่
แต่ละบริษัทมักมาพร้อมเงื่อนไขสัญญาทำงานแตกต่างกัน บางบริษัทให้ผูกสัญญาราย 6 เดือน รายปี 12 เดือน ในขณะเดียวกันบางบริษัทยินยอมให้ทำสัญญาเพียง 3 เดือน และแม้ว่าการทำ SEO ใช้เวลาหลายเดือน แต่ถึงอย่างนั้นแนะนำให้ผูกสัญญา 3-6 เดือนก่อน เพื่อพิจารณาหลายปัจจัยรวมกัน เช่น ระบบการทำงาน การทำงานร่วมกับทีม และผลลัพธ์ เป็นต้น

เจ้าของธุรกิจท่านใดที่กำลังมองหาบริษัทรับทำ SEO เพื่อผลักดันเว็บไซต์ของท่านให้อยู่หน้าแรกของ Search Engine แนะนำให้นำเทคนิคเหล่านี้ไปใช้และหมั่นติดตามผลเสมอ เพราะนอกจากจะไม่ถูกหลอกแล้ว เมื่อได้ทีมงานมืออาชีพเข้ามาช่วยทำการตลาด แน่นอนว่าธุรกิจของคุณก็มีโอกาสเติบโตและประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง

แจกเทคนิคการทำ SEO 5 ข้อที่จะทำให้เว็บไซต์ของคุณถูกค้นเจอก่อนใคร

แจกเทคนิคการทำ SEO 5 ข้อที่จะทำให้เว็บไซต์ของคุณถูกค้นเจอก่อนใคร

ในยุคที่ทั่วทุกวงการมีแต่การแข่งขันกันอย่างรุนแรง การปรับกลยุทธ์หรือเสาะหาวิธีการใหม่ ๆ ในการดำเนินธุรกิจเพื่อให้สามารถเดินหน้าต่อไปหรือก้าวทันต่อการแข่งขันนั้นมีความสำคัญเป็นอย่างมาก สำหรับโลกในยุคดิจิทัลนี้ การใช้เครื่องมือสำคัญที่เรียกว่า SEO หรือการทำให้เว็บไซต์ของเราติดอันดับในการค้นหาของ Google จึงมีความสำคัญ

วันนี้เราจะมาแจกเทคนิค 5 ข้อง่าย ๆ ในการทำ SEO เพื่อช่วยให้เว็บไซต์ของคุณถูกค้นเจอได้เร็วก่อนใคร

1.สำรวจกลยุทธ์ SEO ของคู่แข่ง หรือหากพูดให้ถูกคือการรู้จักการเก็บข้อมูลการทำ SEO ของคู่แข่ง ซึ่งสามารถทำได้ง่ายแค่เข้าไปสำรวจดูว่าเว็บไซต์คู่แข่งใช้คีย์เวิร์ดใด คอนเทนต์หรือบทความที่เผยแพร่ออกมาในรูปแบบไหน รวมถึงควรรู้ Traffic เว็บไซต์ของคู่แข่งด้วย เพื่อจะนำข้อมูลที่ได้มาปรับปรุงเว็บไซต์ของธุรกิจให้มีความแตกต่างและน่าจดจำ จะได้เป็นโอกาสให้เว็บไซต์ของเราถูกค้นเจอได้มากกว่า

2.สร้างเว็บไซต์หรือคอนเทนต์ให้มีช่องแสดงความคิดเห็น (Comment) เนื่องจาก Google ให้ความสำคัญกับเว็บไซต์ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ค้นหา ดังนั้นการเพิ่มช่องคอมเมนต์ให้กับนักท่องเน็ตทั้งหลายได้แสดงความคิดเห็นเพื่อแลกเปลี่ยนพูดคุยกันจะทำให้ Google ประเมินหรือตรวจสอบได้ว่าเว็บไซต์ของเรามีมูลค่าและคุณประโยชน์เพียงพอต่อการจัดอันดับให้อยู่ในลำดับต้น ๆ ของการค้นหา อย่างเช่นคลิปต่าง ๆ ใน Youtube ที่จะมีตัวเลือกให้ผู้ชมสามารถแสดงความคิดเห็นต่อคลิปวิดีโอได้

3.ใช้คีย์เวิร์ดที่ให้รายละเอียดเชิงลึก (Longtail Keywords) เนื่องจากตามนิสัยของผู้ค้นหา หากต้องการค้นพบสิ่งที่กำลังค้นหาให้เร็วขึ้น จะใช้คีย์เวิร์ดที่สื่อถึงความต้องการนั้น ๆ เช่น ต้องการหาแหล่งขายเสื้อผ้ามือสองใกล้ ๆ บ้าน ผู้ค้นหาก็มักจะพิมพ์คำค้นหาตรง ๆ เช่น “ขายเสื้อผ้ามือสองราคาถูก จตุจักร” แทนคำว่า “ขายเสื้อผ้ามือสอง” เพราะผลการค้นหาจะแสดงให้เห็นถึงตำแหน่งหรือเว็บไซต์ของร้านขายเสื้อผ้ามือสองตามที่ผู้ค้นหาระบุ

4.ภาพประกอบมีส่วนช่วยดัน SEO ได้ เนื่องจากภาพประกอบสวย ๆ หรือภาพอินโฟกราฟิกดี ๆ ช่วยสร้างแรงดึงดูดและมีความน่าสนใจมากกว่าเว็บไซต์ที่มีแต่ข้อมูลหรือเนื้อหาล้วน ๆ อธิบายง่าย ๆ ก็คือสมองของคนเราเลือกที่จะจำหรือเข้าใจจากภาพได้ดีกว่าตัวหนังสือนั่นเอง และภาพที่เป็นต้นฉบับสวยงาม ก็มีโอกาสถูกเก็บข้อมูลไปแสดงใน Google Images Search ได้ ซึ่งมีผู้ใช้จำนวนมากที่ค้นหาสินค้าจากรูปภาพแทนการใช้ข้อความ

5.สร้างคอนเทนต์ (Content) หรือพอตแคสต์ (Podcast) ที่เป็นประโยชน์ต่อนักอ่านหรือผู้เข้าชมเว็บไซต์ เนื่องจากข้อมูลเหล่านี้มีส่วนช่วยในการประชาสัมพันธ์ถึงภาพลักษณ์ของธุรกิจ แสดงให้เห็นว่าไม่ได้มุ่งเน้นแต่การทำกำไรเพียงอย่างเดียว เมื่อมีผู้เห็นประโยชน์จากเนื้อหาในเว็บไซต์ แล้วนำไปแชร์ต่อ ๆ กัน ก็ยิ่งทำให้เว็บไซต์เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากขึ้น

การทำให้เว็บไซต์ของเราเป็นที่นิยมหรือจดจำเนื่องมาจากการถูกค้นหาเจอในลำดับแรก ๆ ของหน้าผลการค้นหานั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ยากเกินความสามารถหากให้ความสำคัญและพัฒนาเว็บไซต์อย่างต่อเนื่อง

หากเว็บไซต์ของคุณยังไม่ได้อยู่ในลำดับต้น ๆ ของผลการค้นหา ช่วงเวลานี้ก็เป็นเวลาที่ดีในการเริ่มต้นทำ SEO อย่างมีคุณภาพได้แล้วล่ะ ไม่มีคำว่าสายเกินไป ขอเพียงเริ่มต้นลงมือทำ

แนะนำเทคนิคการทำ SEO ขั้นพื้นฐานเพื่อให้เว็บไซต์ติดอันดับง่าย ๆ

แนะนำเทคนิคการทำ SEO ขั้นพื้นฐานเพื่อให้เว็บไซต์ติดอันดับง่าย ๆ

การทำธุรกิจในยุคปัจจุบันจำเป็นจะต้องพึ่งการตลาดออนไลน์ หรือ Digital Marketing อย่างเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากสื่อโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ล้วนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนแทบทั้งโลกอย่างแยกไม่ออก ยิ่งธุรกิจของเรามีการโฆษณาบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่าง ๆ มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีโอกาสที่สินค้าและบริการของเราจะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้นเท่านั้น โดยหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของการตลาดออนไลน์ก็คือ การทำ SEO นั่นเอง

สำหรับ SEO (Search Engine Optimization) คือการปรับแต่งเว็บไซต์ให้ติดอันดับแรก ๆ ของหน้าการค้นหาบนแพลตฟอร์มเสิร์ชเอ็นจิ้นต่าง ๆ โดยเฉพาะ Google โดยการใช้ “คำ” หรือ “คีย์เวิร์ด” ที่มีผู้ค้นหาเป็นจำนวนมาก เช่น ชื่อคน, ชื่อสินค้า, ชื่อสถานที่ ฯลฯ ยิ่งเราทำ SEO ได้มีประสิทธิภาพมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีโอกาสที่เว็บไซต์ของเราจะติดอันดับแรก ๆ บนหน้าการค้นหามากขึ้นเท่านั้น แถมยังไม่ต้องเสียเงินซื้อโฆษณาบน Google หรือ Google Ads แม้แต่บาทเดียว ซึ่งเทคนิคขั้นพื้นฐานที่เราควรรู้ก่อนจะเริ่มทำ SEO ได้แก่

1) เลือก “คำ” หรือ “คีย์เวิร์ด” ให้เหมาะสม
เนื่องจากหัวใจสำคัญของการทำ SEO คือ “คำ” หรือ “คีย์เวิร์ด” ที่เราต้องใส่ไว้ในคอนเทนต์ต่าง ๆ บนเว็บไซต์ของเรา ยิ่งเราเลือกใช้คำที่มีผู้ค้นหาบน Google มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีโอกาสที่ SEO ของเราจะติดอันดับมากเท่านั้น แต่ต้องไม่ลืมว่าคำบางคำมีการแข่งขันสูง ยิ่งคำที่คนนิยมค้นหามาก ก็ยิ่งมีคู่แข่งมากตามไปด้วย ดังนั้น เราจึงควรเลือกคำให้เหมาะสม ซึ่งเครื่องมือที่สามารถช่วยเราได้คือ Google Keywords Planner, Ubersuggest และ Moz เป็นต้น

2) ใส่ “คีย์เวิร์ด” อย่างเป็นธรรมชาติ
หลายคนมักคิดว่าการทำ SEO คือการใส่ “คีย์เวิร์ด” ให้เยอะที่สุด แต่จริง ๆ แล้ว การใช้คีย์เวิร์ดที่มากเกินไปจนดูผิดธรรมชาตินั้นไม่ใช่เรื่องดีนัก และมีโอกาสที่ “อัลกอริทึม” ของ Google จะตีความว่า SEO ที่เราทำเป็นสแปมที่เข้าก่อกวน และอาจถูกปิดกั้นการเข้าถึงเว็บไซต์ของเราได้ ดังนั้น การใส่คีย์เวิร์ดที่ดีจึงควรใส่ตามจุดสำคัญ เช่น ชื่อเรื่อง, หัวข้อหลัก, หัวข้อย่อย, คำอธิบายย่อ รวมถึงกระจายอยู่ในเนื้อหาให้เป็นธรรมชาติ สอดคล้องกับการใช้ภาษามากที่สุด

3) ควรมี “คีย์เวิร์ดใกล้เคียง”
การใช้ “คีย์เวิร์ด” ซ้ำกันมาก ๆ อาจทำให้คอนเทนต์ของเราขาดความสวยงามทางภาษาและยังมีผลต่อคุณภาพโดยรวมของคอนเทนต์หรือบทความทั้งหมดด้วย ดังนั้น เราจึงควรเลี่ยงการใช้คำซ้ำ ๆ เกินความจำเป็น โดยสลับใช้กับ “คีย์เวิร์ดใกล้เคียง” ที่มีความหมายเดียวกันแต่เขียนต่างกัน เช่น หนัง-ภาพยนตร์-Movie-Films เป็นต้น

นอกจากเทคนิคเบื้องต้นที่ว่ามาทั้งหมดนี้แล้ว การเขียน SEO ยังมีเทคนิคอีกมากมาย ซึ่งต้องอาศัยประสบการณ์และการฝึกฝน แต่ 3 เทคนิคนี้ล้วนเป็นเทคนิคพื้นฐานของการทำ SEO ที่จะขาดไม่ได้แม้แต่อย่างเดียว ดังนั้น จึงควรฝึกฝนให้ช่ำชองก่อนจะพัฒนาไปเรียนรู้เทคนิคที่สูงขึ้นในอนาคต

สาเหตุอะไรบ้างที่ทำ SEO ให้เว็บไซต์แล้ว แต่ยังไม่ได้ผล

สาเหตุอะไรบ้างที่ทำ SEO ให้เว็บไซต์แล้ว แต่ยังไม่ได้ผล

การทำ SEO ถือว่าเป็นเรื่องที่นักธุรกิจออนไลน์ยุคใหม่ได้ยินบ่อยครั้ง เพราะมีผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ทำเสมอกับเว็บไซต์ทุกประเภท เพื่อส่งเสริมยอดการขายสินค้าและบริการในระยะยาว แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่ยังประสบปัญหาทำ SEO แล้วก็ยังไม่ได้ผลเท่าที่ควร เรามาดูกันว่าเป็นเพราะสาเหตุอะไรบ้าง

1. ขาดการศึกษา keyword SEO ที่ดีพอ
การใช้คีย์เวิร์ด SEO ควรใช้โปรแกรม Google keyword planner หรือ Ubersuggest ช่วยวิเคราะห์ โดยเฉพาะธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง เช่น การโรงแรม ท่องเที่ยว สถาบันกวดวิชา บริการทำเว็บไซต์ SEO ฯลฯ เพราะโปรแกรมทั้งสองมีประสิทธิภาพในการแนะนำสูง โดยเฉพาะหากต้องการหาข้อมูลเชิงลึก เป็นค่าสถิติ หรือเห็นกราฟที่ชัดเจน ว่าควรใช้คำใดจะมีอำนาจในการแข่งขันสูงกว่ากัน แนะนำให้ลงทะเบียนสมัครสมาชิกแบบมีค่าใช้จ่าย จะคุ้มค่ามากกว่า

2. ขาดการทำ SEM ควบคู่กับ SEO
การทำเพียง SEO ต่อเนื่องหลายเดือน โดยไม่ทำ SEM จะทำให้เสียลูกค้าให้แก่แบรนด์เจ้าอื่นไปอย่างมาก ดังนั้นในระหว่างการสะสมข้อมูลด้วย SEO ก็ควรทำ SEM หรือ search engine marketing ไปพร้อมกันด้วย โดย SEM คือ การทำการตลาดแบบมีค่าใช้จ่าย เช่น การซื้อพื้นที่โฆษณา โดยจะเสียค่าประมูลคีย์เวิร์ดให้แก่ search engine อย่าง Google แต่ก็สามารถควบคุมรายจ่ายได้ภายใต้งบประมาณที่เจ้าของเว็บไซต์กำหนดเอง

3. ขาดการทำโปรโมชัน
การนำเสนอโปรโมชันเป็นระยะ จะช่วยสร้างชื่อแบรนด์ให้เป็นที่จดจำให้ในกลุ่มลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว และเพิ่มลูกค้าใหม่ให้มากขึ้นได้หลายเท่าตัว เช่น ช่วงเทศกาลวันคนโสดวันที่ 11 พฤศจิกายนของทุกปี วันขึ้นปีใหม่ วันวาเลนไทน์ วันสงกรานต์ ที่ผู้คนนิยมซื้อสินค้าบริการเพื่อเป็นของขวัญให้แก่ตัวเองหรือมอบให้แก่กัน หากทำโปรโมชันและประชาสัมพันธ์ให้เพียงพอ จะทำให้มียอดเข้าชมเว็บไซต์มากขึ้น ทำให้อันดับ SEO ดีขึ้นตามไปด้วย

4. ขาดการรีวิวที่น่าสนใจ
โดยทั่วไปผู้คนมักเชื่อถือสินค้าจากการรีวิวหรือคอมเมนท์จากผู้มีประสบการณ์มาก่อน เช่น หากจะสั่งซื้อเสื้อผ้ากีฬา อุปกรณ์ไอที ฯลฯ จากเว็บไซต์หนึ่ง ๆ อาจมีความกังวลใจว่าสินค้านั้นตรงกับภาพในโฆษณาหรือไม่ บริการหลังการขายเป็นเช่นไร หากสินค้ามีปัญหา สามารถส่งคืนหรือมีรับประกันสินค้าตรงตามที่ระบุไว้หรือไม่ หากมีการรีวิวจากลูกค้าที่เคยใช้บริการมาก่อน ก็จะยิ่งเสริมความมั่นใจให้กล้าใช้บริการได้ดียิ่งขึ้น ดังนั้นผู้ที่ทำเว็บไซต์ SEO จึงควรเชิญชวนให้ลูกค้าเก่ามารีวิวเพื่อขยายฐานลูกค้าใหม่ให้มากที่สุด

จะเห็นได้ว่าเว็บไซต์ที่ทำ SEO ในระดับพื้นฐาน แต่ขาดการใส่ใจในรายละเอียดบางจุด ก็อาจส่งผลกระทบให้เว็บไซต์ไม่ดัง มีโอกาสน้อยที่จะประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจออนไลน์ เราหวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ให้ผู้อ่านได้นำไปปรับใช้ เพื่อเพิ่มยอดการสั่งสินค้าและบริการมากขึ้นได้อย่างรวดเร็ว

FEATURED SNIPPETS ฟีเจอร์มาแรงสำหรับการทำ SEO ยุค 5G

FEATURED SNIPPETS ฟีเจอร์มาแรงสำหรับการทำ SEO ยุค 5G

A nice search engine optimization illustration with a laptop and magnifying glass looking at your website in the rank 1 position.

ที่ผ่านมาเราต่างคุ้นเคยกับการใช้ Google เพื่อการค้นหาข้อมูลและคำตอบต่าง ๆ ทั้งในการทำงานและชีวิตประจำวัน แต่สำหรับเว็บไซต์ที่มีแบรนด์สินค้าหรือบริการ ใช้ช่องทางดังกล่าวในการทำ SEO เพื่อให้สินค้าหรือบริการและคอนเทนต์ต่าง ๆ ที่นำเสนอ ถูกค้นพบด้วย Search Engine ในเวลาอันรวดเร็วและติดอันดับการค้นหาในหน้าแรก แต่ปัจจุบันแนวทางการทำ SEO เปลี่ยนไปด้วยฟีเจอร์ใหม่ ๆ ที่ Google พัฒนาขึ้น ซึ่งมีหลายประเภท และวันนี้เราจะไปทำความรู้จัก FEATURED SNIPPETS ฟีเจอร์ที่กำลังมาแรงสำหรับการทำ SEO ในยุค 5G ที่ว่านี้เป็นอย่างไร

โดยหลักการของการทำ SEO ที่ประสบความสำเร็จ ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับ คอนเทนต์หรือเนื้อหาที่ใส่ “คีย์เวิร์ด” ลงไป ยิ่งในเนื้อหามีคีย์เวิร์ดที่คนส่วนใหญ่นิยมค้นหาหรือรู้จักมากเท่าไร เนื้อหาหรือเว็บไซต์ ก็ย่อมจะมีโอกาสติดอันดับในหน้าแรกของ Google มากขึ้นเท่านั้น

สำหรับในยุค 5G ระบบเทคโนโลยีไม่เพียงรองรับด้านการสื่อสาร แต่ยังครอบคลุมการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล และเชื่อมโยงข้อมูลจากภาคส่วนต่าง ๆ ของเศรษฐกิจเข้าด้วยกัน เช่น ภาคอุตสาหกรรม ขนส่ง และการเงินการธนาคาร เป็นต้น ดังนั้นเมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไปการทำ SEO ในรูปแบบเดิม ๆ โดยการเน้นคีย์เวิร์ดสำคัญ ๆ ลงในคอนเทนต์ จึงไม่ใช่วิธีหลักในการผลักดันให้คอนเทนต์ติดอันดับต้น ๆ ในหน้าแรกของการค้นหาอีกต่อไป ด้วยเหตุนี้ Featured Snippets จึงได้รับความสนใจอย่างสูง

Featured Snippets , Answer Box หรือ Position Zero ไม่ว่าจะชื่ออะไรก็ตามแต่ หน้าตาของมันคือ กล่องข้อความ (กรอบสี่เหลี่ยมที่แสดงให้เห็นหลังจากที่เราพิมพ์คำค้นหาเรื่องราวต่าง ๆ ที่สนใจลงไปใน Google ที่แสดงผลก่อน SEO ที่ติดอันดับ 1 ของหน้าแรก และอยู่ก่อนเว็บไซต์ที่ใช้ระบบ SEM ที่มีการซื้อโฆษณา

Featured Snippets เป็นข้อมูลที่ปรากฏบน Search Engine โดย Google ใช้ระบบประมวลผลเพื่อเลือกคำตอบจากเว็บไซต์ต่าง ๆ ที่มีเนื้อหาใกล้เคียงและน่าเชื่อถือมากที่สุดนำมาแสดงให้เราเห็นเป็นกล่องข้อความ สิ่งสำคัญที่ทำให้ Featured Snippets ได้รับความนิยมอย่างสูง เป็นผลมาจากข้อมูลอ้างอิงโดยเว็บไซต์ที่มีผู้อ่านเป็นจำนวนมาก และมีความน่าเชื่อถืออย่างสูง และเป็นที่สังเกตว่า Featured Snippets มีปฏิกริยาแสดงผลอย่างรวดเร็ว ทันท่วงทีเมื่อถูกป้อนคำถาม ที่มีคำว่า “อะไร” หรือ “อย่างไร” เป็นต้น

ดังนั้นเทคนิคสำคัญในการเตรียมคอนเทนต์ให้พร้อมกับระบบการการทำงานของ Featured Snippets จึงขึ้นอยู่กับ การเขียนบทความที่แสดงคำตอบและสรุปเนื้อหาให้เข้าใจชัดเจนภายในย่อหน้าแรกของบทความ พร้อมทั้งเรียงลำดับโครงสร้างของเว็บไซต์ ด้วยการใส่ Headline เพื่อช่วยให้การค้นหาทำได้สะดวกรวดเร็วมากขึ้น และประการสุดท้ายคือการจัดลำดับขั้นตอนของเนื้อหา จัดโครงสร้างเนื้อหาอย่างมีลำดับขั้นตอน เพื่อเพิ่มโอกาสให้ Google นำไปใช้เป็น Featured Snippets เมื่อมีผู้ค้นหาคำตอบ

จากเหตุผลทั้งหมดทั้งมวลดังกล่าวมาแล้ว จึงสรุปได้ว่า การทำ SEO ในยุค 5G ที่ Featured Snippets กำลังได้รับความนิยมอย่างสูงนั้น หลักใหญ่ใจความคือการทำคอนเทนต์และเว็บไซต์ให้มีคุณภาพและเนื้อหาที่โดดเด่นน่าสนใจ มีประโยชน์ต่อผู้อ่านและกลุ่มเป้าหมายเป็นสำคัญ

ทำไมจึงแนะนำให้จ้างมืออาชีพทำ SEO

ทำไมจึงแนะนำให้จ้างมืออาชีพทำ SEO

การจ้างทำ SEO ถือว่าเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับคนทำเว็บไซต์ธุรกิจออนไลน์ที่ต้องการให้กิจการประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว แต่ก็ควรเลือกบริษัทมืออาชีพในการทำ เพราะจะทำให้ได้รับข้อดี ดังต่อไปนี้

1. ช่วยลดค่าโฆษณาได้มากกว่าที่คิด
SEO เป็นการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ที่ไม่ต้องเสียค่าโฆษณา การจ้างทำ SEO กับมืออาชีพนั้นจะทำให้คุณได้รับการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญ ทำให้เว็บไซต์และบทความของคุณติดอันดับยอดนิยม ถูกค้นหาได้เป็นอันดับต้น Top 3 ของการหาด้วย keyword หนึ่ง ๆ อยู่เสมอ จึงเรียกได้ว่าคุ้มค่ากับการจ้างทำ SEO ลดความจำเป็นการในซื้อพื้นที่โฆษณาใน Google ไปได้หลายหมื่นถึงแสนบาทเลยทีเดียว

2. ช่วยให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายดีขึ้น
เมื่อจ้างบริษัทที่เป็นมืออาชีพทำ SEO ในขั้นต้นจะมีการวิเคราะห์ว่ากลุ่มเป้าหมายของธุรกิจคุณนิยมใช้ keyword ใดในการพิมพ์ค้นหาในช่อง Google search แล้วนำคำเหล่านั้นมาผลิตเนื้อหาในเว็บไซต์ ผลลัพธ์คือ จะทำให้สินค้าและบริการของคุณเข้าถึงลูกค้าได้ดียิ่งขึ้นหลายเท่า การจ้างผู้เชี่ยวชาญทำ SEO จึงดีกว่าการที่เจ้าของเว็บไซต์ออนไลน์ต้องเสียเวลาไปค้นหาคำสำคัญเหล่านั้นและผลิตเนื้อหาด้วยตัวเอง เพราะถ้านำเวลาไปใช้ในการพัฒนาสินค้าและบริการซึ่งเป็นสิ่งที่ถนัดมากกว่า จะส่งผลดีต่อธุรกิจมากกว่า

3. จ้างมืออาชีพทำอย่างต่อเนื่อง ช่วยรักษาส่วนแบ่งการตลาด
การจ้างทำ SEO แบบรายเดือนนั้น ถ้าหยุดจ้างทำแล้ว อันดับอันดับจะเปลี่ยนแปลงไปในทางแย่ลงได้ เพราะ SEO เป็นระบบที่มีการเทียบเคียงกับเว็บไซต์คู่แข่งที่ใช้คีย์เวิร์ดเดียวกันกับคุณอยู่ตลอดเวลา หากหยุดทำ SEO ก็เท่ากับเปิดโอกาสให้คู่แข่งก้าวหน้าไปมากกว่า ส่วนแบ่งการตลาดที่ธุรกิจออนไลน์ของคุณจะได้รับก็น้อยลงไปเรื่อย ๆ จึงแนะนำให้จ้างงานบริษัทที่เป็นมืออาชีพอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลลัพธ์ที่คุ้มค่าและสบายใจไม่มีปัญหาการทิ้งงานแน่นอน

4. มีการรายงานผลทำ SEO ทุกวัน
ผู้จ้างทำ SEO จะไม่รู้ถึงการเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจน หากไม่มีการทำเป็นรายงานสรุป บริษัทรับทำ SEO ที่เป็นมืออาชีพจะมีการสรุปรายงานส่งเป็นประจำทุกวันทางอีเมล เพื่อให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของตัวเลขสถิติหลังบ้าน แสดงถึงความโปร่งใสในการเลือกคีย์เวิร์ดโดยอิงตามสถิติต่าง ๆ ให้คุณเห็นอย่างชัดเจน จึงมั่นใจได้ว่าบริษัทรับทำ SEO ทำงานได้คุ้มค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนแน่นอน

จะเห็นได้ว่าการจ้างทำ SEO เป็นสิ่งที่มีความคุ้มค่า หากคุณต้องการให้ธุรกิจพัฒนาอย่างรวดเร็ว เพียงเลือกบริษัทที่มีความชำนาญ ทำงานเป็นระบบอย่างมืออาชีพ คุณก็มั่นใจได้ว่าจะช่วยส่งเสริมให้ธุรกิจออนไลน์เติบโตได้แบบก้าวกระโดดและยั่งยืนในระยะยาว

ทำไมผู้เชี่ยวชาญการตลาด แนะนำให้คุณทำ SEO

ทำไมผู้เชี่ยวชาญการตลาด แนะนำให้คุณทำ SEO

ในปี 2020 เป็นที่รู้กันว่าทั่วโลกมีภาวะไวรัสโควิด-19 ระบาด ซึ่งจะส่งผลอย่างมากต่อพฤติกรรมการซื้อขายสินค้าและบริการ โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว ทำให้ผู้คนนิยมหันมาซื้อขายสินค้าผ่านทางระบบออนไลน์มากขึ้น ผู้เชี่ยวชาญทางการตลาดจึงแนะนำให้คุณทำเว็บไซต์ SEO เพื่อให้ธุรกิจของคุณมีภาวะการคล่องตัวมากขึ้นและดีต่อการเติบโตธุรกิจในระยะยาว เรามาดูกันว่ามีเหตุผลอะไรอีกบ้าง

คนที่เคยมีหน้าร้าน เพิ่มช่องทางใหม่บนโลกออนไลน์

จากระเบียบปฏิบัติด้าน social distance ทำให้ผู้คนต้องอยู่บ้านมากขึ้นและสั่งของทางระบบออนไลน์ การทำเว็บไซต์ด้วยระบบ SEO เป็นการวางรากฐานที่ดีต่อธุรกิจยุคใหม่ที่ยั่งยืนในทศวรรษหน้า และยังแสดงถึงการปรับตัวได้ทันต่อสถานการณ์โลก

นักธุรกิจใหม่เปิดตัวในตลาดออนไลน์

มีผู้ได้รับผลกระทบรายได้ที่น้อยลงจากงานประจำหรือว่างงาน หลายคนมีประวัติการทำงานที่ดี มีชื่อเสียงในวงสังคมมาก่อน เช่น เป็นแอร์โฮสเตส พนักงานบริษัทเอกชน ดารานักแสดง ฯลฯ หันมาทำธุรกิจออนไลน์แทน เช่น ขายอาหาร ขนมเบเกอรี่ ขายเสื้อผ้ากระเป๋ามือสอง ฯลฯ เป็นการสร้างภาพลักษณ์และแหล่งรายได้ใหม่ ที่แสดงถึงความขยัน ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา ยิ่งทำ SEO ให้เว็บไซต์หรือเพจด้วยก็ยิ่งเติบโตไว

เพื่อตอกย้ำความมั่นใจให้ธุรกิจออนไลน์ที่เปิดมานาน

เว็บไซต์ที่พัฒนาด้วย SEO มาโดยตลอดต่อเนื่อง จะมีข้อมูลสะสมที่ยาวนาน ยิ่งทำ SEO ต่อไปก็ยิ่งดีต่อการจัดอันดับและส่งผลต่อความเชื่อมั่นในกลุ่มลูกค้าเป้าหมายให้เกิดการคลิกเข้ามาชมและสั่งซื้อสินค้ามากกว่าเว็บไซต์ที่อยู่อันดับล่าง ๆ ลงไป

แบรนด์สินค้าเข้าถึงลูกค้าต่างประเทศ

การหาลูกค้าต้องไม่มีขีดจำกัดในปี 2020 คุณต้องมองหาตลาดต่างประเทศด้วยต้นทุนต่ำ การทำเว็บไซต์ SEO ด้วยภาษาต่างประเทศจะทำให้ลูกค้าเข้าถึงแบรนด์สินค้าได้มากขึ้น โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายทำการตลาดมากอย่างในอดีต

เข้าถึงลูกค้าที่กำลังต้องการสินค้าของคุณจริง ๆ

การเลือก keyword สำหรับบทความ SEO ที่ดีมีความเฉพาะเจาะจง มีประโยชน์มากในการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย เช่น ถ้าคุณจำหน่ายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ ยิ่งระบุรายละเอียดของรุ่นเครื่องลงไปให้ชัดมากเท่าใด เมื่อมีลูกค้าที่กำลังต้องการสินค้ารุ่นนั้น ๆ มาสืบค้น ก็ยิ่งมีโอกาสเข้ามาอ่านข้อมูลในเว็บไซต์และตัดสินใจสั่งซื้อได้อย่างรวดเร็ว มากกว่าการใช้ keyword กว้าง ๆ เพียงคำว่า คอมพิวเตอร์ หรือ มือถือ

การทำ SEO ในปี 2020 ให้ประโยชน์กับธุรกิจในทุกวงการ ทั้งในเรื่องยอดขาย การสร้างความเชื่อมั่นในแบรนด์สินค้า การสร้างฐานลูกค้าที่กว้างขึ้นไปเรื่อย ๆ ทั้งในไทยและต่างประเทศ เราหวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์แก่นักธุรกิจที่ต้องการพัฒนาตัวเองและเสริมสร้างธุรกิจให้แข็งแกร่งผ่านวิกฤตโควิดไปให้ได้อย่างราบรื่น ในปี 2020

เหตุผลที่ธุรกิจออนไลน์ทำ SEO แล้วไม่ปัง

เหตุผลที่ธุรกิจออนไลน์ทำ SEO แล้วไม่ปัง

ปฏิเสธไม่ได้ว่า โลกธุรกิจในยุคปัจจุบันนี้ต้องอาศัยช่องทางการทำออนไลน์เพิ่มมากขึ้น จะยึดช่องทางการค้าขายแบบออฟไลน์อย่างเดียวก็เห็นท่าว่าน่าจะไปไม่รอด โลกออนไลน์จึงกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของวงจรธุรกิจไปโดยปริยาย

จริงอยู่ที่ว่า การทำการค้าผ่านระบบออนไลน์ในปัจจุบันนั้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่การทำออนไลน์อย่างไรให้ได้ผลกับธุรกิจนี้เอง ที่ถือว่าเป็นเรื่องยาก และเป็นบทเรียนที่นักธุรกิจจำเป็นต้องเรียนรู้ ซึ่งตัวช่วยในการทำออนไลน์ที่นักธุรกิจน่าจะรู้จักกันดีคงหนีไม่พ้นเรื่องการทำ SEO เป็นแน่ ตัวช่วยในการค้นหาเว็บไซต์ด้วยคีย์เวิร์ดที่จะนำผู้ชมไปสู่หน้าเว็บไซต์สินค้าได้อย่างรวดเร็ว แถมยังช่วยทำให้หน้าเว็บไซต์ติดอันดับต้น ๆ ที่จะทำให้ผู้ชมได้เห็นก่อนหน้าเว็บไซต์อื่นนั่นเอง

ฟังดูเผิน ๆ ก็เหมือนจะเป็นเรื่องง่าย ว่าหากสามารถทำ SEO ให้ติดอันดับเว็บไซต์ได้ ก็จะมีคนเข้ามาชมมาช้อป ซื้อสินค้าบริการมากยิ่งขึ้น เหมือนเว็บฟุตบอล ทีเด็ดบอล ที่รับป้ายโฆษณาเว็บพนันกันเยอะถ้ามีทราฟฟิคคนเข้าเยอะ แต่ความเป็นจริงแล้วยังมีอีกหลายธุรกิจที่ต่อให้ทำ SEO ดีแค่ไหน ก็ไม่ช่วยให้การขายสินค้าและบริการดีขึ้น นั่นอาจเป็นเพราะสาเหตุดังนี้

ไม่มีความแปลกใหม่ : การสร้างบทความที่ดีมีคุณภาพนั้น ถือเป็นส่วนหนึ่งในการถูกจัดอันดับ SEO ให้ดีขึ้นได้จริง แต่อย่าลืมว่าปัจจุบัน บทความที่ดีมีคุณภาพนั้นมีเยอะแบบเกลื่อนตลาดเลยก็ว่าได้ สิ่งเดียวที่จะทำให้ SEO ถูกดันไปอยู่อันดับต้น ๆ ได้ ต้องอาศัยบทความที่ดี มีคุณภาพ และมีความแปลกใหม่ ไม่ใช้งานคัดลอกหรือยืมของคนอื่นมา หรือไม่ใช่งานกลวง ๆ ที่มีแต่คีย์เวิร์ดแต่ไม่มีสาระใด ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อ่าน

ทำ Keyword แบบหว่าน : มักชอบมีคนเข้าใจผิดว่า การทำ SEO คือต้องอาศัยคีย์เวิร์ดเป็นตัวการสำคัญอย่างเดียว จริงอยู่ที่ว่าคีย์เวิร์ดจะเป็นตัวนำไปสู่เว็บไซต์เมื่อเกิดการค้นหา แต่การจับคีย์เวิร์ดยัดแบบผิดประเด็นเนื้อหาของเว็บไซต์ จะยิ่งทำให้กลายเป็นบทความที่ไร้คุณภาพและไม่ได้ถูกดันให้ขึ้นติดอันดับ SEO นั่นเอง

เว็บไซต์ไร้การดึงดูด : เมื่อใดที่โครงสร้างเว็บไซต์เป็นที่น่าสนใจและสามารถชักชวนผู้ชมเข้ามาชมได้มากขึ้น และใช้เวลาอยู่ในเว็บไซต์นั้นนานขึ้น Google ก็จะทำการเก็บสถิติเหล่านี้เพื่อนำไปดันเว็บไซต์ให้ติดอันดับ SEO เมื่อมีการค้นหา หน้าตาเว็บไซต์จึงถือว่าเป็นด่านแรกที่จะตัดสินว่าสามารถดึงดูดผู้ชมได้มากน้อยเพียงใด

มองข้าม Mobile และ Tablet : ปัจจุบันผู้บริโภคส่วนใหญ่จะชมเว็บไซต์ผ่านทางหน้าจอมือถือ หรืออุปกรณ์เคลื่อนที่อื่น ๆ มากกว่าการชมผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ หากนักธุรกิจไม่มีการปรับโหมดเว็บไซต์สำหรับอุปกรณ์เหล่านี้ด้วย จะให้เว็บไซต์ถูกมองข้ามจากทั้งผู้บริโภคและ Google และไม่ถูกผลักดันให้ติดอันดับ SEO ก็ได้

เรื่องของการทำ SEO อาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายของนักธุรกิจบางคน แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันคือเรื่องจำเป็นที่นักธุรกิจต้องเรียนรู้และลงมือทำ เพื่อการนำพาสินค้าและบริการของธุรกิจเข้าสู่ตลาดที่กว้างมากยิ่งขึ้นโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายสูงเหมือนการโฆษณา ยอมอดทนเพื่อการเรียนรู้และลงมือทำเสียหน่อย อย่างน้อยก็มีแต่จะได้มากกว่าเสียอย่างแน่นอน

อยากให้เว็บไซต์เป็นที่รู้จัก ต้องเรียนรู้ประโยชน์จาก SERP

อยากให้เว็บไซต์เป็นที่รู้จัก ต้องเรียนรู้ประโยชน์จาก SERP

การจะทำให้เว็บไซต์อยู่ในหน้าจอแสดงผลของ Google อันดับต้น ๆ เมื่อมีการสืบค้นด้วย keyword หรือคำสำคัญหนึ่ง ๆ ได้ เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยเทคนิคสองส่วน คือ SEO และ SEM ซึ่งผู้ที่จะประสบความสำเร็จได้รวดเร็ว ควรรู้จักเรียนรู้ประโยชน์จาก SERP ใน Google ให้มากที่สุด ดังที่เราได้รวบรวมข้อมูลที่น่าสนใจมาฝากกัน ดังนี้

SERP ย่อมาจากคำว่า Search Engine Result Page หมายถึงหน้าต่างที่แสดงผลการค้นหาเว็บไซต์ต่าง ๆ ทั้งในไทยและต่างประเทศ ขึ้นกับ keyword ที่คนใช้

ตัวอย่างเช่น หากคุณกำลังทำธุรกิจร้านขายไอศกรีม โดยเช่าพื้นที่ในสยาม ซึ่งเป็นที่รู้กันว่ามีร้านคู่แข่งจำนวนมาก คุณจึงต้องการให้ผู้คนรู้จักร้านอย่างรวดเร็ว โดยให้ค้นหาเจอร้านคุณได้ง่าย ๆ บน SERP ของ Google คุณก็ต้องใช้ keyword ที่น่าสนใจ เช่น ร้านไอติม อร่อย สยาม ซึ่งคุณสามารถเรียนรู้การหา keyword ที่มีคุณภาพได้จาก Google Search Console ด้วย เมื่อมีคนพิมพ์หาร้านไอศกรีมด้วยคำนี้ ก็จะปรากฏผลเว็บไซต์ออกมา ซึ่งหากมีเว็บไซต์ของร้านคุณแสดงในอันดับต้น ๆ ก็จะมีคนสนใจและแวะไปอุดหนุนมากขึ้นได้

โดยหลักการตลาดแล้ว ผลการสืบค้นใน SERP ของ Google จะแยกเป็น 2 ส่วน คือ

ส่วนของ SEO หรือ อีกชื่อคือ organic SERP listings ที่มาจากการพัฒนาเว็บไซต์ทางธุรกิจของตัวเองอย่างต่อเนื่อง

เว็บไซต์ที่ปรากฏในหน้าจอการสืบค้นส่วนนี้ จะได้มาจากการประมวลเปรียบเทียบคุณภาพเว็บไซต์ของระบบ algorithm ใน Google ที่มีการเก็บข้อมูลอย่างละเอียดและวิเคราะห์อย่างซับซ้อน มีการอัปเดตผลที่ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา ทำให้มีความน่าเชื่อถือสูงและทำให้ผู้ใช้งาน Google มีความมั่นใจในร้านค้าต่าง ๆ ที่ปรากฏอันดับต้น ๆ เป็นอย่างมาก

ส่วนของ SEM ที่มาจากการเช่าพื้นที่โฆษณา มีอีกชื่อว่า paid SERP listings

เว็บไซต์ที่ใช้เทคนิคการตลาดแบบเช่าพื้นที่โฆษณาจะได้รับผลที่ดีด้านยอดขายและการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักอย่างรวดเร็วในระยะสั้น 1-2 วัน กรณีนี้เจ้าของธุรกิจจะมั่นใจได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า เว็บไซต์ตนเองจะแสดงอยู่ในอันดับที่ 1 ถึง 3 ของหน้าจอ Google แน่นอน ซึ่งเราจะสามารถสังเกตเห็นได้ว่ามีคำว่าโฆษณาหรือสปอนเซอร์อยู่ที่หน้าเว็บไซต์เหล่านั้น

ทั้งนี้ผู้สนใจสามารถประมูลพื้นที่โฆษณาแข่งกับเจ้าของเว็บไซต์อื่น ๆ ที่ต้องการใช้ keyword ในการสืบค้นเดียวกัน และชำระค่าโฆษณาให้แก่ Google แบบ pay per click หรือ ตามจำนวนการคลิกเข้ามาชม ซึ่งสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้ ตามวงเงินและช่วงเวลาที่ต้องการ

จะเห็นได้ว่า หากประสงค์จะทำการตลาดออนไลน์ให้ประสบความสำเร็จ ต้องศึกษาผ่าน SERP ที่แสดงผลการทำทั้ง SEO และ SEM ของเว็บไซต์ชั้นนำใน keyword นั้น ๆ แล้วนำมาปรับปรุงเว็บไซต์ในแนวทางที่คล้ายคลึงกัน เราหวังว่าบทความนี้จะเป็นแนวทางให้ทุกท่านสนใจศึกษาเรียนรู้ประโยชน์จาก SERP เพิ่มขึ้น เพื่อเพิ่มอำนาจการแข่งขันในธุรกิจออนไลน์ต่อไป

ผลการสืบค้นใน SERP ของ Google