Author: Deann Hopkins

SEO สำคัญกับ content ออนไลน์ ยังไง

บทความสำคัญต่อความเชื่อมั่นของลูกค้า

การนำเสนอธุรกิจทาง “หน้าบ้านออนไลน์” ด้วยการทำ SEO ที่มีคุณภาพ เป็นสิ่งสำคัญของนักการตลาดยุคใหม่ เรียกว่า “ขาดไม่ได้” ในการช่วยเพิ่มโอกาสการขาย เนื่องจากเป็นช่องทางที่ให้ข้อมูลด้านสินค้าและบริการของธุกริจได้อย่างรวดเร็วสะดวกและส่งตรง (direct) ถึงลูกค้าได้ในเสี้ยววินาที เมื่อคลิกลิ้งค์เว็บเพจต่าง ๆ การทำ SEO ที่มีเนื้อหา หรือ content ที่สมบูรณ์ ให้ข้อมูลรอบด้านทั้งส่วนสินค้าและบริการ เทรนด์หรือกระแสที่เกี่ยวข้อง พร้อมกับข้อมูลเชิงการเปรียบเทียบระหว่างรุ่นสินค้า เป็นสิ่งที่ลูกค้าต้องการมากขึ้น เช่น การทำเว็บไซต์ขายอาหารเสริม ก็ควรมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพ โรคหรือความเจ็บป่วยต่าง ๆ หากกลุ่มลูกค้าเป็นคนทำงาน ก็ควรให้ความรู้เรื่องโรคออฟฟิศซินโดรม (Office syndrome) หากมีโรคใหม่ วัคซีน หรือเป็นช่วงที่มีโรคใดระบาด ก็ควรใส่ใจเพิ่มเนื้อหาที่อัพเดตทันสมัยลงไปด้วย

การทำ SEO ในบทความที่มีคุณภาพ จะทำให้ลูกค้ารู้สึกดีต่อภาพลักษณ์ธุรกิจ ทั้งนี้ควรเลือกผู้เขียน content SEO ที่มีคุณภาพ รู้ลึกรู้จริงในศาสตร์นั้น ๆ เช่น ด้านสุขภาพ ยา โรค วิตามิน อาหารเสริม ก็ควรให้แพทย์ เภสัชกร หรือนักวิทยาศาสตร์สายสุขภาพ เป็นผู้เขียนบทความ เป็นต้น ทั้งนี้ การมีข้อมูลเชิงวิชาการชัดเจน แต่เขียนด้วยภาษาเข้าใจง่าย อ่านแล้วเพลิดเพลิน นับเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง ที่จะทำให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงใจ จึงจำเป็นต้องเลือกมืออาชีพในการเขียนบทความด้วยเช่นกัน

บมความสำคัญต่อความเชื่อมั่นของลูกค้า

การทำบทความ SEO ที่มีคุณภาพ จึงสำคัญต่อการสร้างความเชื่อมั่นของลูกค้าและส่งผลบวกต่อยอดการขายทั้งระยะสั้นและระยะยาว และทำให้ลูกค้าไม่รู้สึกว่ากำลังถูกยัดเยียดขายหรือ hard sale จนไม่มั่นใจในข้อมูลที่นำเสนอ จะเห็นได้ว่า การทำ SEO จึงต้องใส่ใจคุณภาพ หรือ quality ของบทความอย่างยิ่ง ซึ่งจะสัมพันธ์ชัดเจนต่อการแชร์และทัศนคติของลูกค้า ซึ่งมีการวิเคราะห์ว่าได้ผลในการเพิ่มยอดขายและเพิ่มผู้ติดตามได้ดีและยั่งยืนกว่าการใช้กลยุทธิ์เดิม ๆ คือ การแลกลิ้งค์ ซึ่งหลายครั้งมักเชื่อมไปสู่เว็บไซต์ที่ไม่ค่อยให้สาระประโยชน์ที่ดีกับผู้ปริโภคกลุ่มเป้าหมาย กรณีแบบนี้ก็จะไม่ได้เพิ่มยอดขายให้ธุรกิจแต่อย่างใด ดังนั้น เราจึงควรเลือกผู้เชี่ยวชาญในการทำ SEO เว็บไซต์และเขียนบทความคุณภาพ และให้ระยะเวลาในการปรับปรุงเว็บไซต์ในด้านต่าง ๆ พร้อมกัน ได้แก่

SEO สำคัญกับ content ออนไลน์ ยังไง

การปรับผังโครงสร้างให้เป็นระเบียบตามแนวทางที่ search engine กำหนด

การสะสมเนื้อหาคอนเทนต์ใหม่ ๆ ที่มีคุณภาพและให้ความบันเทิงในเวลาเดียวกัน

การปรับลิ้งค์ ให้เหมาะสมกับธุรกิจ

เพื่อช่วยให้ธุรกิจสามารถไต่ขึ้นมาเป็นอันดับต้น ๆ ด้วยการสะสมดาต้า (data) ใหม่ ๆ ลงในระบบสืบค้น ซึ่งอาจใช้เวลาหลายเดือนหรือเป็นปี ขึ้นกับกระแสและประเภทของธุรกิจ

วิธีทำ SEO ดีที่สุดคือเขียนบทความมีคุณภาพ

ขั้นตอนก่อนเริ่มเขียนบทความ

เป็นที่รู้กันว่าปัจจัยสำคัญของการทำ SEO คือการเขียนบทความที่มีคุณภาพ แต่คำว่าคุณภาพหมายถึงอะไร แน่นอนว่าบทความที่ดีต้องมีเนื้อหาน่าอ่านและตรงกับความสนใจ ถ้าเว็บไซต์จำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ลูกค้าย่อมสนใจบทความเกี่ยวกับไมโครเวฟใช้ปรุงอาหารเมนูใดได้บ้าง ทิปการทำความสะอาดเครื่องดูดฝุ่น เคล็ดลับการใช้เครื่องไฟฟ้าให้ประหยัดไฟ หากนำบทความอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง เช่น ฝึกโยคะลดน้ำหนักเห็นผลเร็ว หรือจัดกระเป๋าเดินทางแนวแอดเวนเจอร์อย่างไร เป็นคอนเทนต์ที่มีประโยชน์และมีเนื้อหาสนุกน่าสนใจแต่ไม่สอดคล้องกับสิ่งที่ขายอยู่ในเว็บไซต์ จึงถือว่าไม่เกี่ยวข้องและผิดกับหลักเกณฑ์ของทาง Google ในการจัดอันดับเว็บไซต์นั่นเอง

ขั้นตอนก่อนเริ่มเขียนบทความ

ก่อนจะเริ่มเขียนบทความ อันดับแรกต้องรู้ความต้องการของผู้อ่าน เลือกหัวข้อเป็นที่นิยมในตลาดสินค้าของเราก่อน ถ้าคุณเปิดเว็บขายเสื้อผ้าออนไลน์ ควรเน้นหมวดเทรนด์การแต่งกาย เครื่องประดับ เครื่องสำอางและความสวยงามที่เกี่ยวข้องกัน พยายามวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้านเพื่อนำมาเขียนสิ่งที่ลูกค้าต้องการรู้มากที่สุด ไม่จำเป็นต้องใช้ศัพท์เทคนิคมากนัก เขียนอย่างสนุกและใช้ภาษาถูกต้องเข้าใจง่าย มีครบทั้งสาระและความบันเทิง ทำให้อ่านแล้วติดใจต้องกลับมาใช้งานอยู่เสมอ

ในด้านความยาวของบทความแบ่งออกเป็น 3 ระดับ เริ่มจากขั้นต่ำ 300 คำเป็นบทความเรื่องทั่วไป ขยับมาเป็น 500 คำถือว่ามีความยาวพอดีสำหรับใส่เนื้อหาที่มีประโยชน์และได้ความสนุกด้วย มีความยาวในระดับที่ผู้อ่านไม่เบื่อไปเสียก่อน แต่ถ้าต้องการเน้นรายละเอียดมากขึ้น ความยาวไม่ควรเกิน 700-1,000 คำ ซึ่งถือว่าค่อนข้างยาวไปสำหรับการแสดงเนื้อหาบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือ เพราะคนรุ่นใหม่เน้นการดูคลิปวิดีโอหรือรูปภาพที่สื่อให้เข้าใจง่ายและประหยัดเวลาด้วย

วิธีทำ SEO ดีที่สุดคือเขียนบทความมีคุณภาพ

บทความขนาด 300-500 คำมีเนื้อหาความยาวที่มีการจ้างเขียนบทความมากที่สุด ส่วนบทความที่ยาวอาจมีตั้งแต่ 750 คำไปจนถึง 1,500 คำ การเขียนให้เป็นบทความที่มีคุณภาพไม่ง่ายนัก โดยเฉพาะข้อตำหนิที่พบมากเป็นเรื่องคำซ้ำและคำฟุ่มเฟือยที่จะต้องตัดคำออก ขัดเกลาสำนวนภาษาให้กระชับและถ้อยคำสละสลวย จัดแบ่งโครงสร้างเนื้อหาเป็นย่อหน้า แบ่งวรรคตอนสวยงามน่าอ่าน พยายามสรุปใจความในแต่ละย่อหน้าแต่จะต้องเชื่อมโยงเนื้อหากับย่อหน้าอื่น ๆ มีคีย์เวิร์ดกระจายอยู่อย่างเหมาะสม การเขียนบทความจะต้องไม่ลอกเลียนแบบหรือซ้ำใคร นำไปโพสต์เชื่อมโยงกับโซเชียลมีเดีย เช่น Faccebook, Line, Instagram เมื่อคนอ่านพึงพอใจจะกดไลค์ กดแชร์ให้ ช่วยสร้างลิงก์ย้อนกลับมาเว็บไซต์มากขึ้น ซึ่งมีผลต่อการจัดอันดับเว็บไซต์อย่างแน่นอน

แม้ว่าการจ้างเขียนบทความจะมีราคาไม่แพง ทั้งยังสะดวกรวดเร็วด้วย แต่หลายเว็บไซต์หรือบล็อกนิยมเขียนบทความด้วยตัวเอง เพราะสามารถนำความรู้ทางธุรกิจมาตอบโจทย์คำถามลูกค้าของตนได้ดีที่สุด หากยังคิดไม่ออกว่าจะเขียนเรื่องอะไร หรือเขียนอย่างไร ให้เปิดดูเว็บไซต์ของคู่แข่งทางธุรกิจ อ่านบทความของเขาเป็นแนวทาง แต่ให้เขียนประเด็นที่ตนเองรู้และวิเคราะห์จากความต้องการของกลุ่มเป้าหมายของตนเป็นหลัก

วิธีค้นหาบทความยอดนิยม ในการทำ SEO

วิธีค้นหาบทความยอดนิยม ในการทำ SEO

ช่วงปลายปีผู้ประกอบการแต่ละบริษัทเริ่มทำบัญชีตรวจสอบผลการดำเนินงานช่วงครึ่งปีแรกและเกือบตลอดระยะ 1 ปีที่ผ่านมา รวมทั้งการโปรโมทและโฆษณาว่าได้ผลคุ้มค่ามากขนาดไหน การทำเว็บไซต์และบล็อกได้โพสต์บทความไว้จำนวนมาก จะตรวจสอบได้อย่างไรว่าโพสต์ไหนเป็นบทความยอดนิยม ถือเป็นส่วนหนึ่งของการปรับปรุงเว็บไซต์หรือบล็อก รวมถึงการทำ SEO เพื่อสร้างเครือข่ายคนติดตาม เรามาดูกันว่ามีวิธีใดบ้าง

ตรวจสอบจำนวนความคิดเห็น วิธีหนึ่งที่ง่ายในการดูว่าโพสต์นั้นเป็นที่นิยมหรือไม่ คือการดูจำนวนข้อคิดเห็นของคนที่เข้ามาดู ผู้ที่ได้อ่านโพสต์แล้วเขียนข้อความโต้ตอบเพื่อมีส่วนร่วมมากขึ้น หากคนเข้ามาดูมากจะทำให้มีโอกาสขายสินค้าและบริการมากขึ้น ถ้าคนแสดงความคิดเห็นมาก แปลว่าเนื้อหาบทความน่าสนใจและอาจเปิดประเด็นคำถามให้คนเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ความคิดเห็นจึงเป็นตัวบ่งชี้ว่ามีคนสนใจเว็บของเราแค่ไหน เป็นตัวชี้วัดว่าบทความของเรามีเนื้อหาน่าสนใจ ไม่ใช่กดดูแล้วมองข้ามไป ข้อเสียคือผู้คนจำนวนมากอาจอ่านโพสต์แล้วแต่มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่แสดงความคิดเห็น

ดูจำนวน Trackbacks หมายถึงการที่บุคคลอื่นเข้ามาอ่านบทความของคุณ แล้วเขียนแสดงความคิดเห็นในหน้าเว็บของตัวเองแล้วทำการ Trackback หรือส่งสัญญาณกลับมาที่เว็บหรือบล็อกของคุณ ควรตรวจสอบว่ามีบล็อกอื่นๆ ที่แสดงข้อคิดเห็นบางอย่างแล้วอ้างถึงโพสต์ของคุณหรือไม่ หากมีการลิงก์กลับมาที่คุณจำนวนมาก หมายความว่าโพสต์ของคุณอาจมีผลกระทบอย่างกว้างขวางในวงการบล็อกเกอร์ อย่างไรก็ตาม คุณภาพของการติดตามเหล่านั้นเป็นสิ่งสำคัญที่ควรตรวจสอบด้วย อาจเป็นข้อความขัดแย้งหรือโจมตีที่ไม่เกิดประโยชน์ใดๆ

คนเข้ามาติดตามจากโซเชียลมีเดีย สะท้อนให้เห็นจำนวนปริมาณคนเข้าชมเว็บไซต์ของคุณ ซึ่งติดตามมาจากโซเชียลมีเดียอย่าง เฟซบุ๊ก , อินสตาแกรม , ไลน์และช่องทางอื่นๆ เป็นตัวบ่งชี้ที่ดีมากว่าโพสต์ของคุณเป็นที่นิยมหรือไม่ ตรวจปรับปรุงเนื้อหาบทความหรือการใส่คีย์เวิร์ดเพื่อทำ SEO อย่างไร การสร้างเครือข่ายทางสังคมทำให้มีผู้เข้าชมเว็บไซต์มากขึ้น แต่คุณภาพของบทความคือจุดสำคัญที่จะทำให้คนคลิกเข้าอ่านบทความหรือมองผ่านเลยไป ถ้าทำให้มีผู้ติดตามอย่างต่อเนื่องได้ โพสต์นั้นจะเป็นประโยชน์ ไม่ใช่การลงทุนที่สูญเปล่าและยังมีผลให้การตอบรับในด้านธุรกิจและยอดขายดีขึ้นด้วย

แน่นอนว่าเป้าหมายของการทำ SEO เพื่อดึงดูดให้คนเข้ามาดูเว็บไซต์และบล็อก เป็นโอกาสได้โปรโมทแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักกว้างขวาง เพิ่มโอกาสขายสินค้าและบริการมากกว่าเดิม หัวใจหลักคือการทำบทความที่คนชื่นชอบ เนื้อหาน่าสนใจ อ่านสนุกและเป็นประโยชน์ การทำ Post Plugins ช่วยสรุปหัวข้อที่ผู้ใช้ให้คะแนนโพสต์สูงสุดโดยพิจารณาจากคุณภาพของบทความ วิธีนี้ช่วยให้รู้แนวทางว่าควรปรับแนวทางบทความให้เป็นอย่างไรจึงจะถูกใจและดึงดูดความสนใจผู้ใช้ส่วนใหญ่มากขึ้นไปอีก

การทำ SEO ไม่ใช่เรื่องไกลตัว รู้ไว้ได้เปรียบ

พื้นฐานการทำ seo

ทุกวันนี้คนขายสินค้าทางออนไลน์กันมาก ต้องการอะไร ก็เพียงใส่คำค้นหาลงไปในกูเกิ้ล สิ่งที่ค้นหาก็จะปรากฏออกมาให้เห็นทั้งสินค้าจำหน่ายในประเทศและนอกประเทศ มีระบบธุรกรรมออนไลน์บนมือถือ ซื้อง่ายจ่ายคล่อง ทำให้นักธุรกิจหน้าใหม่สนใจเข้ามาแย่งชิงพื้นที่ตลาดการค้าบนอินเทอร์เน็ต จำนวนคู่แข่งที่มากทำให้กระตุ้นยอดขายหรือเปิดตัวให้ลูกค้าใหม่รู้จักเป็นเรื่องยาก หากผู้ประกอบการทำ SEO จะมีโอกาสเข้าถึงลูกค้าในวงกว้างมากขึ้น หลายคนเข้าใจว่าเป็นเรื่องซับซ้อน ยุ่งยาก แต่ความจริงแล้วพบว่าการทำ SEO ก็คือคีย์เวิร์ดที่ใช้ค้นหาบนกูเกิ้ลซึ่งเชื่อมโยงกับคีย์เวิร์ดของสินค้า บริการ หรือแม้แต่บทความในเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก และอินสตาแกรมนั่นเอง

SEO อยู่ไม่ไกลตัวคุณ

ในเมื่อการทำ SEO ไม่ใช่เรื่องไกลตัว ทั้งยังเคยมีประสบการณ์ใช้งานอยู่อย่างคุ้นเคย จึงไม่ควรกังวลว่าจะเข้าใจมันยาก พื้นฐานของการทำ SEO และทำเว็บไซต์ตลอดจนสื่อสังคมออนไลน์ดูจะหลอมเป็นเนื้อเดียวกับการทำ SEO ไปแล้ว ควรสังเกตและเรียนรู้ว่าผู้ที่ประสบความสำเร็จนั้นทำอย่างไรจึงเข้าถึงลูกค้า สร้างแรงจูงใจและปิดการขายได้รวดเร็วตามที่คิดไว้ ก่อนอื่นเรามาพิจารณาในเรื่องเนื้อหาบทความที่ใส่ไว้ในเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก และอื่นๆ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นการอัพเดทเรื่องราวที่สดใหม่ ควรพิจารณาเลือกบทความที่น่าสนใจและเกี่ยวข้องกับสินค้าเพื่อสร้างความเชื่อมโยงให้เกิดความสนใจและต้องการซื้อในภายหลัง

จากประสบการณ์ของคนทำธุรกิจสตาร์ทอัพ ส่วนใหญ่พบว่าไอเดียในการนำเสนอสินค้าของเราดี มีเนื้อหาบทความที่น่าสนใจ แนะนำให้เห็นความสดใหม่และแปลกของผลิตภัณฑ์ แต่เพราะจุดด้อยในข้อที่มีงบประมาณจำกัด ไม่สามารถผลิตสินค้าออกมาจำนวนมาก เป็นผลให้ต้นทุนการผลิตต่อชิ้นสูง ราคาของสินค้าจึงต้องสูงตามไปด้วยเพื่อให้เกิดผลกำไรและอยู่รอดได้ การเขียนบทความจึงเป็นช่องทางเอาตัวรอดเพื่อเน้นอธิบายให้เข้าใจว่าสินค้าของเรามีดีอย่างไร แตกต่างจากคู่แข่งอย่างไร ทำไมต้องเลือกเรา โดยชูจุดขายด้วยความแปลกใหม่ ไม่เหมือนใคร ยังไม่มีใครทำมาก่อน หรือจำนวนผลิตจำกัด ใช้เป็นจุดเด่นที่เพิ่มมูลค่าให้กับตัวสินค้า ช่วยให้รู้สึกว่าราคาสูงไปนิดแต่ซื้อมาแล้วเกินคุ้ม หาคำตอบที่ดีให้กับตัวเองและลูกค้า ถือเป็นเคล็ดลับที่ช่วยให้สตาร์ทอัพหลายคนประสบความสำเร็จได้ โดยไม่ต้องกังวลว่าราคาที่ตั้งไว้สูงเกินไป ไม่ต้องกลัวยอดขายต่ำหรือขายขาดทุน

เล่าถึงตรงนี้หลายคนคงคิดว่าบทความน่าจะมีเนื้อหายืดยาวแทบตีพิมพ์เป็นพ็อกเกตบุ๊กได้ เคล็ดลับอย่างหนึ่งของการทำคอนเทนต์ให้มีคุณภาพและเหมาะกับการทำ SEO คือ เนื้อหาที่กระชับและแน่น ไม่สั้นเกินไปจนใส่ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ได้ไม่หมด การเขียนบทความยาวหลายพันคำก็ไม่น่าอ่าน ทั้งยังโหลดบนอุปกรณ์มือถือได้เร็วด้วย ระยะเนื้อหาบทความ 1,000 คำ เป็นความยาวระดับที่ติดอันดับท็อปมากที่สุด เรียบเรียงให้ดี น่าอ่าน รวบรวมคุณสมบัติ เสนอประโยชน์และตอบโจทย์ความสนใจของผู้อ่าน จะกลายเป็นตัวช่วยสำคัญที่จะแนะนำธุรกิจให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างและมีโอกาสแข่งขันได้ดีขึ้น

การตลาดกับseo

Adwords ช่วยให้อันดับดีจริงหรือปล่าว ?

แอตเวิร์ด

Google Adword เป็นหนึ่งในช่องทางของการทำตลาดออนไลน์ ผ่านรูปแบบของการค้นหา โดยหวังกลุ่มเป้าหมายที่มีการค้นหาผ่าน Google ในคำค้นหาที่เกี่ยวข้อง อย่างเช่น เราต้องการให้เช่าคอนโดแถวเมืองทองธานี เราเพียงแค่เอา Sale Page ของเราไปลงโฆษณากับ AdWord แล้วระบุกลุ่มเป้าหมาย ระบุพื้นที่ หรือระบุคีย์เวิร์ด สามารถทำได้ทั้งหมด เมื่อโฆษณาเราถูกเผยแพร่ออกไปแล้ว วงเงินลงโฆษณาต่อวันยังคงเหลืออยู่ เวลามีผู้ที่สนใจหาคอนโดปล่อยเช่าในเมืองทองแล้วเจอโฆษณาของเรา เขาเป็นลูกค้าในที่สุด

ทำแอดเวิร์ด ต้องวิเคราะห์แคมเปญให้รอบด้าน

นี่คือการตลาด Adwords แบบง่ายๆ เราต้องรู้จักการบริหารอัตราค่าโฆษณาต่อคลิก การแสดงผลวิเคราะห์ว่า CTR ของโฆษณาเราต่ำไปหรือเกินกว่าที่ควรจะเป็นหรือเปล่า จะปรับส่วนไหนดี แต่ท้ายที่สุดนั้นมันก็ถูกเชื่อมโยงกับเรื่องของ SEO อีกจนได้ หลายคนมีความเชื่อว่าการลงโฆษณา Adword จะทำให้ฟูเกิลให้คะแนนกับเว็บไซต์เราเพิ่มขึ้นมาอยู่ระดับหนึ่ง เว็บไซต์ที่ยังไม่มีอันดับอาจจะมีอันดับได้ทันตาเห็นมาเอาเว็บของตัวเองลงโฆษณากับ AdWord

ข้อนี้บอกเลยว่าไม่เป็นความจริง ตัวผู้เขียนเองลองมาหมดแล้ว ทั้งรูปแบบการตลาดผ่านตลาดทั่วไป รวมไปถึงการตลาดสายเทาที่ไร้คู่แข่ง เราไม่ควรจะมาหวังให้อันดับเว็บไซต์ของเราดีขึ้นจากการทำ Adword แต่เราควรไปโฟกัสที่คุณภาพของเว็บไซต์ คุณภาพของ Page Speed ปริมาณลิงค์เข้าออกโดยรวมและอื่นๆที่เป็นปัจจัยโดยตรงกับเอสอีโอ

ทำเว็บดีต่อผู้บริโภค อันดับก็จะดีเอง

อันดับดี

อย่างที่ Google บอกว่า ทำเว็บให้ดี ทำเว็บให้ถูกใจ ลูกค้า แล้วเว็บเราเราจะอันดับดีขึ้นเอง ข้อนี้เป็นความจริง เมื่อเว็บไซต์เราดีมีพื้นฐานโดยรวมดี มีคนเยี่ยมชมอยู่อย่างสม่ำเสมอ และที่สำคัญบอทของ Google สามารถอ่านเข้าใจโค้ดตัวอย่างเว็บของเราได้ เว็บของเราก็จะมีอันดับดีโดยไม่ต้องมานั่งเสียลงโฆษณาแอดเวิร์ดอีกเลย คนไหนคิดจะยอมลงทุนลงแอดเวิร์ดเพื่อหวังให้เว็บอันดับดีขึ้น แนะนำให้อยู่ทำเดี๋ยวนี้

เคล็ดลับสร้างเว็บ ให้ได้เปรียบคู่แข่ง ทำอย่างไร ?

สร้างเว็บให้เหนือชั้น

หากคุณกำลังทำธุรกิจอะไรสักอย่าง เป็นสินค้าทั่วไปที่มีคู่แข่งมากและพยายามมองหาช่องทางดึงความสนใจจากผู้บริโภคให้กลายมาเป็นลูกค้าของตนเอง ไอเดียการทำตลาดแบบ SEO เป็นวิธีที่ง่าย ใช้โปรโมทสินค้าและแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักรวดเร็ว สร้างความได้เปรียบคู่แข่งทำให้มีโอกาสปิดการขายได้ง่ายกว่า กระบวนการทำงานของ SEO ช่วยให้เว็บไซต์ของเราปรากฏขึ้นก่อนในการค้นหาทางอินเทอร์เน็ต ถือเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดที่ทำให้กลุ่มเป้าหมายรับข้อมูลข่าวสารของสินค้าของเราก่อนคู่แข่งอื่นๆ การติดหน้าแรกของกูเกิลสะท้อนความน่าเชื่อถือ พร้อมกับเสริมสร้างภาพลักษณ์ให้เกิดความนิยมชมชอบ ซึ่งมีส่วนต่อการตัดสินใจซื้ออีกด้วย มาดูกันว่ามีวิธีการใดบ้างทำให้แบรนด์ดูดีมีภาษีเหนือกว่าคู่แข่ง

รวมทริกเพิ่มความเหนือชั้นให้เว็บไซต์

ปรับแต่งเว็บไซต์ : ก่อนอื่นควรสำรวจข้อมูลว่าลูกค้าต้องการผลิตภัณฑ์อะไรพิเศษเพื่อวางโครงสร้างเว็บไซต์นำเสนอในสิ่งที่สะดุดความสนใจลูกค้ามากที่สุด หากผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายเป็นสินค้าระดับพรีเมียมที่มุ่งเจาะตลาดลูกค้าที่ต้องการผลิตภัณฑ์ดีๆ มีคุณค่าทางจิตใจ ควรสำรวจว่ากลุ่มเป้าหมายใช้หลักการอะไรในการตัดสินใจซื้อ แล้วผลักดันขึ้นมาเป็นจุดแข็ง ทำให้สินค้าหรือบริการของเราขายดีขึ้น โดยเรียงตามลำดับความสำคัญ หนึ่ง สอง สาม เช่น ลูกค้าชอบสินค้าเกรดพรีเมียม ให้จัดเมนูสินค้าคุณภาพสูงอยู่ในหน้าแรก ตามด้วยสินค้าหายาก และสินค้าสั่งทำพิเศษที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร

โปรโมทสินค้า : เนื้อหาในเว็บไซต์มักจะเป็นรูปแบบบทความหรือคลิปวิดีโอสั้นๆ ที่ดึงดูดผู้อ่านให้ติดตามข้อมูลของสินค้าและบริการ พยายามเรียงเรียบเนื้อหาให้กระชับ เข้าใจง่าย ไม่หลงประเด็น ค่อยๆ เผยถึงข้อดี ประโยชน์ แนะนำการใช้งาน ตลอดจนวาทศิลป์ที่โน้มน้าวใจลูกค้าเห็นสรรพคุณของผลิตภัณฑ์ว่าใช้แล้วคุ้มค่าอย่างไร ซื้อแล้วมีประโยชน์ขนาดไหน ทำไมถึงยอมควักกระเป๋าจ่าย การสำรวจความชอบของลูกค้าในเบื้องต้นไม่เสียเวลาเปล่า เพราะจะช่วยให้ผลิตงานเขียนออกมาได้ดีและเจาะใจผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

โปรโมทแบรนด์ : เป็นช่องทางการโฆษณาสินค้าที่ใช้สื่อต่างๆ ให้เกิดประโยชน์ โลกของการสื่อสารออนไลน์เปิดช่องทางให้ธุรกิจเติบโตก้าวหน้ารวดเร็ว สามารถเข้าถึงผู้บริโภคที่สนใจซื้อสินค้าผ่านทางอินเทอร์เน็ตมากขึ้น การตัดสินใจซื้อง่ายด้วยระบบธุรกรรมออนไลน์ที่มีขั้นตอนง่ายๆ บนมือถือ เรียกว่าเป็นมิติใหม่ของที่ผู้ประกอบการทุกรายควรปรับตัวอย่างรวดเร็วแสวงหารายได้จากการโปรโมทสินค้าทางเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ไลน์ และอื่นๆ

เปรียบเทียบให้เห็นว่าดีกว่าคู่แข่ง : การเปรียบเทียบจะไม่มุ่งโจมตีฝ่ายตรงข้าม เปลี่ยนมาเป็นยกข้อดีของเราให้เห็นความแตกต่าง ทั้งเรื่องการจัดโปรโมชั่นซื้อ 2 ชิ้นขึ้นไปมีของแถม หรือนาทีทองลดราคาพิเศษ เปิดโอกาสให้ลูกค้าพิจารณาเห็นว่าเลือกทางไหนคุ้มค่ากว่า

เคล็ดลับการทำ SEO ข้อดีตรงที่สินค้าหรือแบรนด์ของเราอาจจะเหมือนกับผลิตภัณฑ์ของคู่แข่ง แต่ถ้าเว็บไซต์ติดอันดับหน้าแรกๆ ในการค้นหา ลูกค้าจะค้นหาเจอได้ง่าย จำนวนคนเข้าชมเว็บไซต์มากขึ้น เห็นก่อนมีสิทธิขายได้ก่อน เกิดประโยชน์แน่นอน

เทคนิค SEO ที่จะทำลายเว็บไซต์ของคุณ

เทคนิค SEO

การเพิ่มประสิทธิภาพในกลไกการค้นหาด้วยการใช้กลยุทธ์ที่ได้รับความนิยมเมื่อหลายปีก่อนเนื่องจากได้ผลดีแต่หลายๆอย่างเปลี่ยนแปลงไปจนหมดแล้ว ในยุคนี้การทำบางสิ่งเป็นเรื่องร้ายแรงสำหรับเว็บไซต์ของคุณ เราอาจเรียกว่ามันเป็นเทคนิคและกลยุทธ์ SEO ที่ล้าสมัย ลองมาดูบางส่วนของเทคนิค SEO ที่เลวร้ายที่สุดที่จะทำลายเว็บไซต์ของคุณ ดังนั้น พยายามหลีกเลี่ยงที่จะทำเรื่องราวต่อไปนี้

Keyword stuffing หรือคือการใส่คำหลัก (Keyword เป้าหมาย) ซ้ำซ้อนกันหลายครั้ง ต้นปี 2000 มันยังใช้ได้ผลนั่นคือข้อเท็จจริง อย่างไรก็ตามในปัจจุบันหากทำแบบนั้นภัยพิบัติกำลังรอคอยที่จะเกิดขึ้นและมันจะเกิดขึ้น เทคนิคนี้เป็นสิ่งต้องห้ามขนาดใหญ่ในสายตาของ Google และเว็บไซต์ของคุณจะถูกแบนหรือถูกตัดออกจากดัชนีผลการค้นหาใน Google ได้ แต่บางคนก็ยังทำวิธีนี้อยู่ เช่น เว็บไซต์ขายอุปกรณ์ตกปลา : “อุปกรณ์ตกปลาที่ดีที่สุดที่นี่เรามีอุปกรณ์ตกปลาที่เหมาะกับคุณ ที่ให้อุปกรณ์ตกปลาที่ดีที่สุด เมื่อคุณมาที่นี่เรามีทั้งหมดที่เกี่ยวกับอุปกรณ์ตกปลา”

Duplicate content เนื้อหาที่ซ้ำกัน หากคุณใช้วิธีการคัดลอกเนื้อหาในเว็บไซต์โดยเอามาจากเว็บไซต์อื่นๆ ก็ต้องรู้ว่า Google เกลียดเนื้อหาที่ซ้ำซ้อนและพร้อมที่จะแจ้งให้คุณทราบ อย่างไรก็ตามเนื้อหาที่ซ้ำกันเป็นเรื่องที่ยุ่งยากที่จะจัดการ ตัวอย่างเช่น หากคุณเป็นผู้สร้างเนื้อหาต้นฉบับและเว็บไซต์อื่นๆ เป็นฝ่ายคัดลอกเนื้อหา (พร้อมการอ้างอิง) อย่างไรก็ตามหาก Google เห็นว่าเนื้อหาของคุณไม่ใช่ต้นฉบับ เว็บไซต์ของคุณจะถูกลงโทษ

URL hijacking และ typosquatting ซึ่งหมายถึงการจงใจใช้ URL และการพิมพ์หรือสะกดผิด แม้ว่าการพิมพ์ผิดเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ แต่ Google ขณะนี้สามารถตรวจพบได้เมื่อการพิมพ์ผิดนั้นไม่ใช่ข้อผิดพลาดที่เกิดจากความไม่ตั้งใจ เมื่อเว็บมาสเตอร์ใช้ URL และสร้างเว็บไซต์โดยใช้คำที่สะกดผิด ตัวอย่างเช่น การสร้างโดเมนที่เป็นลอกเลียนจากแบรนด์ โดยเจตนาให้คนเข้าใจผิดจะทำให้คุณได้รับการลงโทษโดย Google ทันที ยิ่งไปกว่านั้นคุณสามารถถูกฟ้องโดยแบรนด์หรือ บริษัท ตัวจริงได้อย่างง่ายดาย

การทำ รีไดเร็คจากโดเมนที่หมดอายุ การใช้ 301 redirect ทำงานได้ดีในช่วงต้นปี 2000 และน่าแปลกใจที่มีผู้ดูแลเว็บบางรายที่ยังคงทำอยู่ การใช้ประโยชน์จากโดเมนที่หมดอายุจะถูกลงโทษโดย Google และเครื่องมือค้นหาอื่น ๆ ที่ร้ายแรง

การสร้างเนื้อหาอัติโนมัติ การเขียนบทความลงในเว็บไซต์เป็นเรื่องยากและบางครั้งก็น่าเบื่อหน่าย จึงมีผู้ผลิตโปรแกรมขึ้นมาเพื่อสร้างเนื้อหาแบบอัติโนมัติให้กับเจ้าของเว็บไซต์ แน่นอนว่ามันทำให้เว็บไซต์มีบทความหรือคอนเทนท์ได้มากมาย แต่คุณน่าจะรู้ดีว่าเนื้อหาที่ดึงมานั้นมาจากเว็บไซต์อื่นๆ ซึ่งเป็น Duplicate content ที่ไม่ได้เป็นผลดีกับเว็บไซต์ และแม้โปรแกรมเหล่านั้นจะมีฟังก์ชั่นเพื่อหลบหนีการทำเนื้อหาซ้ำซ้อนโดยใช้การรีไรท์ (Rewrite) คุณภาพของบทความที่ออกมานั้นในปัจจุบันยังไม่มีโปรแกรมใดทำออกมาได้ดีจนเป็นที่พอใจของ Google และ Google จะรู้ว่าถึงเว็บไซต์ของคุณจะไม่ได้ใช้เนื้อหาซ้ำแต่ก็เป็นบทความขยะที่มีผลร้ายแรงไม่แพ้กัน

หลักพื้นฐานในการทำ SEO เบื้องต้นมีอะไรบ้าง?

หลักพื้นฐานในการทำ SEO เบื้องต้นมีอะไรบ้าง?

สำหรับการทำ SEO ในเบื้องต้นนั้น เราควรเริ่มต้นศึกษารายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับ SEO ให้ดีเสียก่อน เพื่อที่คุณจะได้เข้าใจถึงกระบวนการทำ SEO โดยรวม แล้วจึงค่อย ๆ เริ่มต้นศึกษาหลักในการทำ SEO ไปทีละสเต็ป ๆ แบบเจาะลึกอีกที เพราะการทำ SEO จำเป็นจะต้องอาศัยความรู้และความเข้าใจของแต่ละคนเป็นหลัก ส่งผลทำให้การทำ SEO ของเทพ SEO แต่ละท่านไม่เหมือนกัน เพราะผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นย่อมขึ้นอยู่กับประสบการณ์ เทคนิค พร้อมทั้งการวิเคราะห์และการสังเกตการณ์ของแต่ละคนโดยตรงนั่นเอง ส่วนถ้าหากใครอยากจะศึกษาหรือเรียนรู้ด้วยตนเองก็ยังคงสามารถทำได้ เพื่อที่จะสร้างผลลัพธ์ที่ดีให้กับธุรกิจของคุณได้ในอนาคต โดยลำดับแรก ๆ ที่คุณจะต้องเรียนรู้ นั่นก็คือ พื้นฐานผ่านการทำ SEO

On page และ off page

On page คือ การปรับแต่งเว็บไซต์ของเราเพื่อที่จะทำให้ bot ของทาง google นั้นได้เข้ามาเก็บข้อมูลเว็บไซต์ของเราได้ง่ายยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคีย์เวิร์ด หรือแม้กระทั่งการใส่ meta tag ซึ่งจริง ๆ แล้วการปรับ on page ให้เป็นที่ชื่นชอบของ google จำเป็นจะต้องอาศัยข้อมูลที่หลากหลายเป็นสำคัญ เพื่อบ่งบอกว่าเว็บไซต์ของเรามีคุณภาพดีจริง นั่นเอง

ส่วน off page เปรียบเสมือนเป็นการส่ง link ที่มาจากเว็บไซต์ภายนอกโดยตรง ซึ่ง bot ของ google จะทำการติดตาม link เหล่านี้ ซึ่งถ้าหากไม่มีลิงค์ที่ส่งตรงมายังเว็บไซต์ของเราแล้ว bot ก็จะไม่ค้นพบเว็บไซต์ของเรา สุดท้ายก็มีผลทำให้เกิด index ช้าได้ในที่สุด

Backlink

การทำ backlink จะมีลักษณะคล้ายคลึงกับการทำ off page แต่การทำ backlink คือการทำให้ลิงค์จากเว็บไซต์อื่น ๆ ที่มีคุณภาพ ได้ส่งตรงมายังเว็บไซต์ของเราโดยตรง ซึ่งเราจะสามารถหวังพึ่งผลทาง SEO ได้อย่างแน่นอน โดยเฉพาะเว็บไซต์ที่มี ranking สูงกว่าเป็นหลัก มักจะสร้างผลลัพธ์ที่ดีเสมอ

การทำ content

ในส่วนของเนื้อหาถือได้ว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมาก หากทางด้าน google ได้ตรวจค้นพบว่าบทความภายในเว็บไซต์ของเรา เป็นบทความที่ก็อปปี้คนอื่นเขามา google จะพิจารณาให้เว็บไซต์ของเราไม่ index ในที่สุด

Keyword

รายละเอียดส่วนใหญ่จะแอบแฝงอยู่ใน content เนื่องจากผู้เข้าชมมักจะใช้คีย์เวิร์ดเพื่อทำการค้นหา เพราะฉะนั้นแล้วคีย์เวิร์ดจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญด้วยเช่นเดียวกัน

ทั้งหมดนี้ถือได้ว่าเป็นพื้นฐานผ่านการทำ SEO ซึ่งในกรณีที่เราได้เน้นย้ำไปกับการทำ SEO พื้นฐานทั้งหมดนี้อย่างครบถ้วน และได้มีการศึกษาและทำ SEO แบบเจาะลึกทีละเรื่อง เพื่อให้การทำ SEO ของเรามีลักษณะที่ครอบคลุมและแข็งแกร่งยิ่งขึ้นกว่าเดิม ย่อมส่งผลดีต่อเว็บไซต์ของเราเป็นที่แน่นอน

ขั้นตอนการตรวจเช็คเว็บไซต์ ว่าอยู่ในฐานข้อมูลของ google หรือไม่ ?

สำหรับในเรื่องของการตรวจเช็คเว็บไซต์ของคุณนั้น ว่าในปัจจุบันได้อยู่ในฐานข้อมูลของ google หรือไม่? ถือได้ว่าเป็นการตรวจสอบที่มีความสำคัญอย่างมาก เพราะถ้าหากคุณพลาดและทาง google เองก็ยังคงไม่สามารถนำเว็บไซต์ของคุณ มาทำการจัดอันดับและทำการแสดงผลในการค้นหาได้นั้น ย่อมส่งผลเสียต่อเว็บไซต์ของคุณอย่างแน่นอน เพราะถ้าหากเว็บไซต์ของคุณไม่ได้เข้าไปอยู่ในฐานข้อมูลของ google ต่อให้คุณพยายามทำ SEO มากขนาดไหน อันดับเว็บไซต์ของคุณก็คงจะไม่ดีขึ้นไปจากเดิม การพัฒนาพร้อมทั้งการตรวจสอบเว็บไซต์จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญ อย่างน้อยก็ทำให้คุณได้รับรู้ถึงสถานะเว็บไซต์ของคุณเองในปัจจุบัน ว่าอยู่ในขั้นตอนไหน ต้องปรับปรุงเรื่องใดบ้าง และที่สำคัญคุณจะได้ทราบอีกว่า เว็บไซต์ของคุณหากได้ทำการเปรียบเทียบกับคู่แข่งขันแล้ว คุณมีสิทธิ์ที่จะได้เปรียบคู่แข่งมากน้อยขนาดไหน นั่นเอง ส่วนวิธีการตรวจเช็คเว็บไซต์ว่าอยู่ในฐานของข้อมูล google หรือไม่ มีขั้นตอนดังนี้

วิธีเช็คเว็บไซต์ผ่านหน้า Search

ขั้นตอนแรก : ให้คุณเริ่มต้นด้วยการเข้าไปที่ google หลังจากนั้นให้พิมพ์คำว่า site:youdomain.com ภายในช่องคำค้นหา ซึ่งคุณจะได้ผลการค้นหาออกมาเป็น URL

ขั้นตอนที่สอง : เมื่อคุณได้ URL สำหรับคำที่คุณได้พิมพ์ค้นหาก่อนหน้านี้แล้ว ถือได้ว่าเป็น URL ของเว็บไซต์ของคุณที่ปรากฏอยู่ในฐานข้อมูล google หลังจากนี้คุณจะสามารถทำการระบุ URL ที่คุณต้องการค้นหาได้ทันที และถ้าหากเว็บไซต์ของคุณนั้น ไม่ปรากฏอยู่บนฐานข้อมูลของ google คุณสามารถแก้ไขได้ผ่านการใช้เครื่องมือ Google Webmaster Tool หรือ GWT ดังนี้

วิธีแก้ไขเมื่อพบว่า เว็บไซต์ของคุณไม่ได้อยู่บนฐานข้อมูลของ google

ให้ไปที่เว็บไซต์โดยพิมพ์คำว่า https://www.google.com/webmasters/tools/submit-url สำหรับ GWT มักจะมีลักษณะที่คล้ายคลึงกับอีเมล์ เพราะฉะนั้นแล้วคุณจะต้องทำการล็อกอินเข้าไปเท่านั้น ส่วนยูเซอร์เนมและพาสเวิร์ดที่จะต้องใช้เข้า คุณสามารถใช้จีเมล์แอคเค้าท์ของคุณได้ทันที เมื่อได้ทำการล็อคอินเข้าไปแล้ว สิ่งที่คุณเห็นต่อจากนี้ก็คือหน้าเว็บไซต์ ให้คุณทำการใส่ URL เว็บไซต์คุณลงไป และให้กด Submit Request เมื่อถึงขั้นตอนนี้ให้คุณรอ 30 นาที ก็จะมีอีเมล์จาก google search console ส่งหาคุณทางจีเมล์ โดยจะมีการแจ้งว่าในขณะนี้นั้น ทาง google ได้ทำการเก็บข้อมูลเว็บไซต์ของคุณแล้ว

และทั้งหมดนี้ก็คือขั้นตอนการเช็คเว็บไซต์ของคุณว่าอยู่ในฐานข้อมูลของ google หรือไม่ ตลอดจนกระทั่งเป็นวิธีการแก้ไขเมื่อค้นพบว่า ในขณะนั้นเว็บไซต์ของคุณไม่ได้อยู่ในฐานข้อมูลของ google เมื่อคุณได้ทำตามขั้นตอนอย่างครบถ้วน หลังจากนี้เว็บไซต์ของคุณจะอยู่ในฐานข้อมูลของ google อย่างชัดเจน

ทำ SEO แบบไหน ถึงติดอันดับได้ใน Google

ตลาดเอสอีโอ ทำเงินได้จริงไหม

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า Google เข้ามามีบทบาทในการค้นหาเว็บไซต์ และข้อมูลต่างๆ เป็นอย่างมาก ไม่ว่าอยากจะค้นหาอะไร สิ่งแรกที่นึกถึงก็ต้องเป็น Search engine ของ Google นี่แหละ คืออันดับหนึ่ง และก็ปฏิเสธไม่ได้อีกเช่นกันว่า หากเว็บไซต์หรือชื่อธุรกิจของเรา ขึ้นไปยังอันดับต้นๆ ของการค้นหาของ Google แล้ว ถือได้ว่าเราได้ประสบความสำเร็จไปแล้วอีกขั้นหนึ่งนั่นเอง ซึ่งกว่าจะไปถึงตรงอันดับต้นๆ ได้ ก็ต้องพึ่ง SEO เป็นตัวช่วยนั่นเอง SEO นั้นมีเทคนิคอย่างไร แล้วต้องทำอย่างไรบ้าง คีย์เวิร์ดที่ดี ต้องทำการวิจัย การเลือกคีย์เวิร์ดนั้น สำคัญต่อการทำ SEO มาก เพราะจะเป็นส่วนที่ทำให้ผู้คนเข้าถึงเว็บไซต์ของเราได้เป็นอย่างแรก ซึ่งการที่จะเลือกคีย์เวิร์ดที่เหมาะสม มีขั้นตอนการหาอยู่ 2 แบบ

  • ค้นหาคีย์เวิร์ดจากเครื่องมือของ Google Search ว่าคำที่เราต้องการ มีผู้ค้นหาคำใดมากที่สุด แล้วเลือกนำคำเหล่านั้นมาทำการเลือกสรร ให้เข้ากับเว็บเราอีกครั้ง
  • ค้นหาคำที่คนในกลุ่มเป้าหมายของเราค้นหา จากเครื่องมือ Trend คุณจะได้เห็นว่า ตอนนี้กลุ่มเป้าหมายของคุณค้นหาคำอะไรมากที่สุด แล้วมีความสนใจในด้านใด จากนั้นก็นำมาปรับทำเป็นคีย์เวิร์ดให้กับเว็บคุณ

เทคนิคการทำเว็บไซต์ต้องมีการพัฒนา

การทำ SEO นั้น ผู้พัฒนาเว็บไซต์ ต้องมองเว็บไซต์เป็นรูปแบบ Code หรือ Text ตามแบบที่ Bot ของ Google มองเพราะเมื่อ Google ส่ง Bot เข้ามาตรวจเว็บเรา เขาไม่ได้ใช้คนในการสำรวจ ไม่ได้ดูว่าเว็บเราตกแต่งสวยแค่ไหน แต่ดูว่าเว็บของเรานั้น มี Code อะไรผิดปกติหรือเปล่า มีลิงค์อะไรที่เป็นอันตรายหรือเปล่ามากกว่า จากนั้น Bot ของ Google ก็จะไปอ่านค่าคีย์เวิร์ด SEO จากหัวข้อ จาก URL จากการตั้ง ALT ของรูปภาพแทน เพราะฉะนั้น หากเราไม่ได้ทำการตั้งค่าสิ่งเหล่านี้ในขั้นตอนการพัฒนาเว็บไซต์ ก็อาจจะทำให้ Google ไม่สามารถดึงข้อมูลเว็บเราไปแสดงได้อย่างที่เราตั้งใจ

เว็บไซต์ใช้งานง่าย ใครๆ ก็ชอบ

หากเราทำ Content SEO มาดีมากแล้ว ทำเว็บพัฒนาให้สวยสุดๆ แต่พอเข้าไปในเว็บแล้ว เข้าใจยาก หาทางไปต่อยาก ก็ทำให้ผู้ใช้งานสับสนได้ เพราะหากมองในมุมของคนใช้งาน อาจจะไม่มีความเข้าใจในด้าน SEO แบบนักพัฒนาเว็บทำ ดังนั้นควรทำเว็บที่สามารถเข้าใจง่าย ใช้งานง่าย เพื่อเพิ่มกลุ่มคนเข้าใช้ให้มากขึ้น ก็จะสามารถเรียกอันดับจาก Google ได้นั่นเอง

Content มีคุณภาพใครๆ ก็ชอบ

Content ที่ดี ช่วยเรียกคนเข้ามาอ่านในเว็บเราได้ และ Bot ของ Google เองก็ชอบ Content SEO ที่มีคุณภาพเช่นกัน ยิ่งถ้าเป็นบทความใหม่ๆ มีคุณภาพด้วยแล้วล่ะก็ ลิงค์ของคุณจะมีคุณภาพขึ้นมาทันที และคะแนนของเว็บไซต์คุณก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วยอย่างแน่นอน หัวข้อที่เรายกมาแนะนำ ถือว่าเป็นแค่ส่วนหนึ่งในการทำ SEO เท่านั้น ผู้พัฒนาเว็บไซต์ควรติดตามความเคลื่อนไหวของวงการ SEO เพิ่มเติม เพื่อช่วยในการทำเว็บไซต์ของเราติดอันดับต้นๆ ของ Google ได้ยาวนานขึ้นอย่างมีคุณภาพ และยั่งยืน