SEO

วิธีทำ SEO ดีที่สุดคือเขียนบทความมีคุณภาพ

ขั้นตอนก่อนเริ่มเขียนบทความ

เป็นที่รู้กันว่าปัจจัยสำคัญของการทำ SEO คือการเขียนบทความที่มีคุณภาพ แต่คำว่าคุณภาพหมายถึงอะไร แน่นอนว่าบทความที่ดีต้องมีเนื้อหาน่าอ่านและตรงกับความสนใจ ถ้าเว็บไซต์จำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ลูกค้าย่อมสนใจบทความเกี่ยวกับไมโครเวฟใช้ปรุงอาหารเมนูใดได้บ้าง ทิปการทำความสะอาดเครื่องดูดฝุ่น เคล็ดลับการใช้เครื่องไฟฟ้าให้ประหยัดไฟ หากนำบทความอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง เช่น ฝึกโยคะลดน้ำหนักเห็นผลเร็ว หรือจัดกระเป๋าเดินทางแนวแอดเวนเจอร์อย่างไร เป็นคอนเทนต์ที่มีประโยชน์และมีเนื้อหาสนุกน่าสนใจแต่ไม่สอดคล้องกับสิ่งที่ขายอยู่ในเว็บไซต์ จึงถือว่าไม่เกี่ยวข้องและผิดกับหลักเกณฑ์ของทาง Google ในการจัดอันดับเว็บไซต์นั่นเอง

ขั้นตอนก่อนเริ่มเขียนบทความ

ก่อนจะเริ่มเขียนบทความ อันดับแรกต้องรู้ความต้องการของผู้อ่าน เลือกหัวข้อเป็นที่นิยมในตลาดสินค้าของเราก่อน ถ้าคุณเปิดเว็บขายเสื้อผ้าออนไลน์ ควรเน้นหมวดเทรนด์การแต่งกาย เครื่องประดับ เครื่องสำอางและความสวยงามที่เกี่ยวข้องกัน พยายามวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้านเพื่อนำมาเขียนสิ่งที่ลูกค้าต้องการรู้มากที่สุด ไม่จำเป็นต้องใช้ศัพท์เทคนิคมากนัก เขียนอย่างสนุกและใช้ภาษาถูกต้องเข้าใจง่าย มีครบทั้งสาระและความบันเทิง ทำให้อ่านแล้วติดใจต้องกลับมาใช้งานอยู่เสมอ

ในด้านความยาวของบทความแบ่งออกเป็น 3 ระดับ เริ่มจากขั้นต่ำ 300 คำเป็นบทความเรื่องทั่วไป ขยับมาเป็น 500 คำถือว่ามีความยาวพอดีสำหรับใส่เนื้อหาที่มีประโยชน์และได้ความสนุกด้วย มีความยาวในระดับที่ผู้อ่านไม่เบื่อไปเสียก่อน แต่ถ้าต้องการเน้นรายละเอียดมากขึ้น ความยาวไม่ควรเกิน 700-1,000 คำ ซึ่งถือว่าค่อนข้างยาวไปสำหรับการแสดงเนื้อหาบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือ เพราะคนรุ่นใหม่เน้นการดูคลิปวิดีโอหรือรูปภาพที่สื่อให้เข้าใจง่ายและประหยัดเวลาด้วย

วิธีทำ SEO ดีที่สุดคือเขียนบทความมีคุณภาพ

บทความขนาด 300-500 คำมีเนื้อหาความยาวที่มีการจ้างเขียนบทความมากที่สุด ส่วนบทความที่ยาวอาจมีตั้งแต่ 750 คำไปจนถึง 1,500 คำ การเขียนให้เป็นบทความที่มีคุณภาพไม่ง่ายนัก โดยเฉพาะข้อตำหนิที่พบมากเป็นเรื่องคำซ้ำและคำฟุ่มเฟือยที่จะต้องตัดคำออก ขัดเกลาสำนวนภาษาให้กระชับและถ้อยคำสละสลวย จัดแบ่งโครงสร้างเนื้อหาเป็นย่อหน้า แบ่งวรรคตอนสวยงามน่าอ่าน พยายามสรุปใจความในแต่ละย่อหน้าแต่จะต้องเชื่อมโยงเนื้อหากับย่อหน้าอื่น ๆ มีคีย์เวิร์ดกระจายอยู่อย่างเหมาะสม การเขียนบทความจะต้องไม่ลอกเลียนแบบหรือซ้ำใคร นำไปโพสต์เชื่อมโยงกับโซเชียลมีเดีย เช่น Faccebook, Line, Instagram เมื่อคนอ่านพึงพอใจจะกดไลค์ กดแชร์ให้ ช่วยสร้างลิงก์ย้อนกลับมาเว็บไซต์มากขึ้น ซึ่งมีผลต่อการจัดอันดับเว็บไซต์อย่างแน่นอน

แม้ว่าการจ้างเขียนบทความจะมีราคาไม่แพง ทั้งยังสะดวกรวดเร็วด้วย แต่หลายเว็บไซต์หรือบล็อกนิยมเขียนบทความด้วยตัวเอง เพราะสามารถนำความรู้ทางธุรกิจมาตอบโจทย์คำถามลูกค้าของตนได้ดีที่สุด หากยังคิดไม่ออกว่าจะเขียนเรื่องอะไร หรือเขียนอย่างไร ให้เปิดดูเว็บไซต์ของคู่แข่งทางธุรกิจ อ่านบทความของเขาเป็นแนวทาง แต่ให้เขียนประเด็นที่ตนเองรู้และวิเคราะห์จากความต้องการของกลุ่มเป้าหมายของตนเป็นหลัก

วิธีค้นหาบทความยอดนิยม ในการทำ SEO

วิธีค้นหาบทความยอดนิยม ในการทำ SEO

ช่วงปลายปีผู้ประกอบการแต่ละบริษัทเริ่มทำบัญชีตรวจสอบผลการดำเนินงานช่วงครึ่งปีแรกและเกือบตลอดระยะ 1 ปีที่ผ่านมา รวมทั้งการโปรโมทและโฆษณาว่าได้ผลคุ้มค่ามากขนาดไหน การทำเว็บไซต์และบล็อกได้โพสต์บทความไว้จำนวนมาก จะตรวจสอบได้อย่างไรว่าโพสต์ไหนเป็นบทความยอดนิยม ถือเป็นส่วนหนึ่งของการปรับปรุงเว็บไซต์หรือบล็อก รวมถึงการทำ SEO เพื่อสร้างเครือข่ายคนติดตาม เรามาดูกันว่ามีวิธีใดบ้าง

ตรวจสอบจำนวนความคิดเห็น วิธีหนึ่งที่ง่ายในการดูว่าโพสต์นั้นเป็นที่นิยมหรือไม่ คือการดูจำนวนข้อคิดเห็นของคนที่เข้ามาดู ผู้ที่ได้อ่านโพสต์แล้วเขียนข้อความโต้ตอบเพื่อมีส่วนร่วมมากขึ้น หากคนเข้ามาดูมากจะทำให้มีโอกาสขายสินค้าและบริการมากขึ้น ถ้าคนแสดงความคิดเห็นมาก แปลว่าเนื้อหาบทความน่าสนใจและอาจเปิดประเด็นคำถามให้คนเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ความคิดเห็นจึงเป็นตัวบ่งชี้ว่ามีคนสนใจเว็บของเราแค่ไหน เป็นตัวชี้วัดว่าบทความของเรามีเนื้อหาน่าสนใจ ไม่ใช่กดดูแล้วมองข้ามไป ข้อเสียคือผู้คนจำนวนมากอาจอ่านโพสต์แล้วแต่มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่แสดงความคิดเห็น

ดูจำนวน Trackbacks หมายถึงการที่บุคคลอื่นเข้ามาอ่านบทความของคุณ แล้วเขียนแสดงความคิดเห็นในหน้าเว็บของตัวเองแล้วทำการ Trackback หรือส่งสัญญาณกลับมาที่เว็บหรือบล็อกของคุณ ควรตรวจสอบว่ามีบล็อกอื่นๆ ที่แสดงข้อคิดเห็นบางอย่างแล้วอ้างถึงโพสต์ของคุณหรือไม่ หากมีการลิงก์กลับมาที่คุณจำนวนมาก หมายความว่าโพสต์ของคุณอาจมีผลกระทบอย่างกว้างขวางในวงการบล็อกเกอร์ อย่างไรก็ตาม คุณภาพของการติดตามเหล่านั้นเป็นสิ่งสำคัญที่ควรตรวจสอบด้วย อาจเป็นข้อความขัดแย้งหรือโจมตีที่ไม่เกิดประโยชน์ใดๆ

คนเข้ามาติดตามจากโซเชียลมีเดีย สะท้อนให้เห็นจำนวนปริมาณคนเข้าชมเว็บไซต์ของคุณ ซึ่งติดตามมาจากโซเชียลมีเดียอย่าง เฟซบุ๊ก , อินสตาแกรม , ไลน์และช่องทางอื่นๆ เป็นตัวบ่งชี้ที่ดีมากว่าโพสต์ของคุณเป็นที่นิยมหรือไม่ ตรวจปรับปรุงเนื้อหาบทความหรือการใส่คีย์เวิร์ดเพื่อทำ SEO อย่างไร การสร้างเครือข่ายทางสังคมทำให้มีผู้เข้าชมเว็บไซต์มากขึ้น แต่คุณภาพของบทความคือจุดสำคัญที่จะทำให้คนคลิกเข้าอ่านบทความหรือมองผ่านเลยไป ถ้าทำให้มีผู้ติดตามอย่างต่อเนื่องได้ โพสต์นั้นจะเป็นประโยชน์ ไม่ใช่การลงทุนที่สูญเปล่าและยังมีผลให้การตอบรับในด้านธุรกิจและยอดขายดีขึ้นด้วย

แน่นอนว่าเป้าหมายของการทำ SEO เพื่อดึงดูดให้คนเข้ามาดูเว็บไซต์และบล็อก เป็นโอกาสได้โปรโมทแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักกว้างขวาง เพิ่มโอกาสขายสินค้าและบริการมากกว่าเดิม หัวใจหลักคือการทำบทความที่คนชื่นชอบ เนื้อหาน่าสนใจ อ่านสนุกและเป็นประโยชน์ การทำ Post Plugins ช่วยสรุปหัวข้อที่ผู้ใช้ให้คะแนนโพสต์สูงสุดโดยพิจารณาจากคุณภาพของบทความ วิธีนี้ช่วยให้รู้แนวทางว่าควรปรับแนวทางบทความให้เป็นอย่างไรจึงจะถูกใจและดึงดูดความสนใจผู้ใช้ส่วนใหญ่มากขึ้นไปอีก

การทำ SEO ไม่ใช่เรื่องไกลตัว รู้ไว้ได้เปรียบ

พื้นฐานการทำ seo

ทุกวันนี้คนขายสินค้าทางออนไลน์กันมาก ต้องการอะไร ก็เพียงใส่คำค้นหาลงไปในกูเกิ้ล สิ่งที่ค้นหาก็จะปรากฏออกมาให้เห็นทั้งสินค้าจำหน่ายในประเทศและนอกประเทศ มีระบบธุรกรรมออนไลน์บนมือถือ ซื้อง่ายจ่ายคล่อง ทำให้นักธุรกิจหน้าใหม่สนใจเข้ามาแย่งชิงพื้นที่ตลาดการค้าบนอินเทอร์เน็ต จำนวนคู่แข่งที่มากทำให้กระตุ้นยอดขายหรือเปิดตัวให้ลูกค้าใหม่รู้จักเป็นเรื่องยาก หากผู้ประกอบการทำ SEO จะมีโอกาสเข้าถึงลูกค้าในวงกว้างมากขึ้น หลายคนเข้าใจว่าเป็นเรื่องซับซ้อน ยุ่งยาก แต่ความจริงแล้วพบว่าการทำ SEO ก็คือคีย์เวิร์ดที่ใช้ค้นหาบนกูเกิ้ลซึ่งเชื่อมโยงกับคีย์เวิร์ดของสินค้า บริการ หรือแม้แต่บทความในเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก และอินสตาแกรมนั่นเอง

SEO อยู่ไม่ไกลตัวคุณ

ในเมื่อการทำ SEO ไม่ใช่เรื่องไกลตัว ทั้งยังเคยมีประสบการณ์ใช้งานอยู่อย่างคุ้นเคย จึงไม่ควรกังวลว่าจะเข้าใจมันยาก พื้นฐานของการทำ SEO และทำเว็บไซต์ตลอดจนสื่อสังคมออนไลน์ดูจะหลอมเป็นเนื้อเดียวกับการทำ SEO ไปแล้ว ควรสังเกตและเรียนรู้ว่าผู้ที่ประสบความสำเร็จนั้นทำอย่างไรจึงเข้าถึงลูกค้า สร้างแรงจูงใจและปิดการขายได้รวดเร็วตามที่คิดไว้ ก่อนอื่นเรามาพิจารณาในเรื่องเนื้อหาบทความที่ใส่ไว้ในเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก และอื่นๆ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นการอัพเดทเรื่องราวที่สดใหม่ ควรพิจารณาเลือกบทความที่น่าสนใจและเกี่ยวข้องกับสินค้าเพื่อสร้างความเชื่อมโยงให้เกิดความสนใจและต้องการซื้อในภายหลัง

จากประสบการณ์ของคนทำธุรกิจสตาร์ทอัพ ส่วนใหญ่พบว่าไอเดียในการนำเสนอสินค้าของเราดี มีเนื้อหาบทความที่น่าสนใจ แนะนำให้เห็นความสดใหม่และแปลกของผลิตภัณฑ์ แต่เพราะจุดด้อยในข้อที่มีงบประมาณจำกัด ไม่สามารถผลิตสินค้าออกมาจำนวนมาก เป็นผลให้ต้นทุนการผลิตต่อชิ้นสูง ราคาของสินค้าจึงต้องสูงตามไปด้วยเพื่อให้เกิดผลกำไรและอยู่รอดได้ การเขียนบทความจึงเป็นช่องทางเอาตัวรอดเพื่อเน้นอธิบายให้เข้าใจว่าสินค้าของเรามีดีอย่างไร แตกต่างจากคู่แข่งอย่างไร ทำไมต้องเลือกเรา โดยชูจุดขายด้วยความแปลกใหม่ ไม่เหมือนใคร ยังไม่มีใครทำมาก่อน หรือจำนวนผลิตจำกัด ใช้เป็นจุดเด่นที่เพิ่มมูลค่าให้กับตัวสินค้า ช่วยให้รู้สึกว่าราคาสูงไปนิดแต่ซื้อมาแล้วเกินคุ้ม หาคำตอบที่ดีให้กับตัวเองและลูกค้า ถือเป็นเคล็ดลับที่ช่วยให้สตาร์ทอัพหลายคนประสบความสำเร็จได้ โดยไม่ต้องกังวลว่าราคาที่ตั้งไว้สูงเกินไป ไม่ต้องกลัวยอดขายต่ำหรือขายขาดทุน

เล่าถึงตรงนี้หลายคนคงคิดว่าบทความน่าจะมีเนื้อหายืดยาวแทบตีพิมพ์เป็นพ็อกเกตบุ๊กได้ เคล็ดลับอย่างหนึ่งของการทำคอนเทนต์ให้มีคุณภาพและเหมาะกับการทำ SEO คือ เนื้อหาที่กระชับและแน่น ไม่สั้นเกินไปจนใส่ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ได้ไม่หมด การเขียนบทความยาวหลายพันคำก็ไม่น่าอ่าน ทั้งยังโหลดบนอุปกรณ์มือถือได้เร็วด้วย ระยะเนื้อหาบทความ 1,000 คำ เป็นความยาวระดับที่ติดอันดับท็อปมากที่สุด เรียบเรียงให้ดี น่าอ่าน รวบรวมคุณสมบัติ เสนอประโยชน์และตอบโจทย์ความสนใจของผู้อ่าน จะกลายเป็นตัวช่วยสำคัญที่จะแนะนำธุรกิจให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างและมีโอกาสแข่งขันได้ดีขึ้น

การตลาดกับseo

เทคนิค SEO ที่จะทำลายเว็บไซต์ของคุณ

เทคนิค SEO

การเพิ่มประสิทธิภาพในกลไกการค้นหาด้วยการใช้กลยุทธ์ที่ได้รับความนิยมเมื่อหลายปีก่อนเนื่องจากได้ผลดีแต่หลายๆอย่างเปลี่ยนแปลงไปจนหมดแล้ว ในยุคนี้การทำบางสิ่งเป็นเรื่องร้ายแรงสำหรับเว็บไซต์ของคุณ เราอาจเรียกว่ามันเป็นเทคนิคและกลยุทธ์ SEO ที่ล้าสมัย ลองมาดูบางส่วนของเทคนิค SEO ที่เลวร้ายที่สุดที่จะทำลายเว็บไซต์ของคุณ ดังนั้น พยายามหลีกเลี่ยงที่จะทำเรื่องราวต่อไปนี้

Keyword stuffing หรือคือการใส่คำหลัก (Keyword เป้าหมาย) ซ้ำซ้อนกันหลายครั้ง ต้นปี 2000 มันยังใช้ได้ผลนั่นคือข้อเท็จจริง อย่างไรก็ตามในปัจจุบันหากทำแบบนั้นภัยพิบัติกำลังรอคอยที่จะเกิดขึ้นและมันจะเกิดขึ้น เทคนิคนี้เป็นสิ่งต้องห้ามขนาดใหญ่ในสายตาของ Google และเว็บไซต์ของคุณจะถูกแบนหรือถูกตัดออกจากดัชนีผลการค้นหาใน Google ได้ แต่บางคนก็ยังทำวิธีนี้อยู่ เช่น เว็บไซต์ขายอุปกรณ์ตกปลา : “อุปกรณ์ตกปลาที่ดีที่สุดที่นี่เรามีอุปกรณ์ตกปลาที่เหมาะกับคุณ ที่ให้อุปกรณ์ตกปลาที่ดีที่สุด เมื่อคุณมาที่นี่เรามีทั้งหมดที่เกี่ยวกับอุปกรณ์ตกปลา”

Duplicate content เนื้อหาที่ซ้ำกัน หากคุณใช้วิธีการคัดลอกเนื้อหาในเว็บไซต์โดยเอามาจากเว็บไซต์อื่นๆ ก็ต้องรู้ว่า Google เกลียดเนื้อหาที่ซ้ำซ้อนและพร้อมที่จะแจ้งให้คุณทราบ อย่างไรก็ตามเนื้อหาที่ซ้ำกันเป็นเรื่องที่ยุ่งยากที่จะจัดการ ตัวอย่างเช่น หากคุณเป็นผู้สร้างเนื้อหาต้นฉบับและเว็บไซต์อื่นๆ เป็นฝ่ายคัดลอกเนื้อหา (พร้อมการอ้างอิง) อย่างไรก็ตามหาก Google เห็นว่าเนื้อหาของคุณไม่ใช่ต้นฉบับ เว็บไซต์ของคุณจะถูกลงโทษ

URL hijacking และ typosquatting ซึ่งหมายถึงการจงใจใช้ URL และการพิมพ์หรือสะกดผิด แม้ว่าการพิมพ์ผิดเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ แต่ Google ขณะนี้สามารถตรวจพบได้เมื่อการพิมพ์ผิดนั้นไม่ใช่ข้อผิดพลาดที่เกิดจากความไม่ตั้งใจ เมื่อเว็บมาสเตอร์ใช้ URL และสร้างเว็บไซต์โดยใช้คำที่สะกดผิด ตัวอย่างเช่น การสร้างโดเมนที่เป็นลอกเลียนจากแบรนด์ โดยเจตนาให้คนเข้าใจผิดจะทำให้คุณได้รับการลงโทษโดย Google ทันที ยิ่งไปกว่านั้นคุณสามารถถูกฟ้องโดยแบรนด์หรือ บริษัท ตัวจริงได้อย่างง่ายดาย

การทำ รีไดเร็คจากโดเมนที่หมดอายุ การใช้ 301 redirect ทำงานได้ดีในช่วงต้นปี 2000 และน่าแปลกใจที่มีผู้ดูแลเว็บบางรายที่ยังคงทำอยู่ การใช้ประโยชน์จากโดเมนที่หมดอายุจะถูกลงโทษโดย Google และเครื่องมือค้นหาอื่น ๆ ที่ร้ายแรง

การสร้างเนื้อหาอัติโนมัติ การเขียนบทความลงในเว็บไซต์เป็นเรื่องยากและบางครั้งก็น่าเบื่อหน่าย จึงมีผู้ผลิตโปรแกรมขึ้นมาเพื่อสร้างเนื้อหาแบบอัติโนมัติให้กับเจ้าของเว็บไซต์ แน่นอนว่ามันทำให้เว็บไซต์มีบทความหรือคอนเทนท์ได้มากมาย แต่คุณน่าจะรู้ดีว่าเนื้อหาที่ดึงมานั้นมาจากเว็บไซต์อื่นๆ ซึ่งเป็น Duplicate content ที่ไม่ได้เป็นผลดีกับเว็บไซต์ และแม้โปรแกรมเหล่านั้นจะมีฟังก์ชั่นเพื่อหลบหนีการทำเนื้อหาซ้ำซ้อนโดยใช้การรีไรท์ (Rewrite) คุณภาพของบทความที่ออกมานั้นในปัจจุบันยังไม่มีโปรแกรมใดทำออกมาได้ดีจนเป็นที่พอใจของ Google และ Google จะรู้ว่าถึงเว็บไซต์ของคุณจะไม่ได้ใช้เนื้อหาซ้ำแต่ก็เป็นบทความขยะที่มีผลร้ายแรงไม่แพ้กัน