วิธีทำ SEO ให้รูปภาพ ตามหลักการ SEO ที่ถูกต้อง

วิธีทำ SEO ให้รูปภาพ ตามหลักกสน SEO ที่ถูกต้อง

การทำ SEO หรือ search engine optimization ตามที่ Google กำหนดเกณฑ์ไว้ นอกจากสามารถทำกับเนื้อหาบทความในเว็บไซต์ของคุณแล้ว ยังทำกับรูปภาพได้ด้วย เพื่อให้ติดอันดับการสืบค้นหมวดรูปภาพหรือ Google image search ได้ในด้านบน ๆ ส่งผลให้มีการคลิกเข้ามาชมรายละเอียดในเว็บไซต์ ซึ่งนำไปสู่การขายสินค้าของคุณได้มากขึ้นด้วย

การทำ SEO ให้รูปภาพ มีขั้นตอนทั่วไป 3 ข้อ คือ

การทำ sitemap

sitemap เปรียบเหมือนสารบัญรูปภาพในเว็บไซต์ ควรมี เพื่อให้ระบบ algorithm ของ Google มาเก็บข้อมูลของภาพประกอบบทความต่าง ๆ ในแต่ละเพจของคุณ ได้อย่างรวดเร็วและไม่ผิดพลาด ซึ่ง sitemap สำหรับรูปภาพมี 2 ชนิด คือ

(1) แบบ default จะลงข้อมูลแค่ URL หรือที่อยู่ของภาพ

(2) แบบ Extension เป็นแบบที่แนะนำเพราะสามารถใส่รายละเอียดชนิดของไฟล์ภาพหรือไฟล์วีดีโอได้ด้วย

โดยเว็บไซต์ที่ช่วยในการทำ sitemap ที่แนะนำ คือ www.xml-sitemaps.com สามารถสร้าง sitemap ได้เยอะมาก ถึงเกิน 1 ล้านภาพ และมีการคิดค่าใช้จ่ายที่ไม่แพงเกินไป หรืออาจใช้งาน Yoast SEO ซึ่งเป็น plugin เครื่องมือเสริมสำหรับผู้ที่ใช้งานทำ SEO บน wordpress

การปรับแต่งรายละเอียดเบื้องหลังของรูปภาพ

ต้องไปที่ฟังก์ชัน alt tag ใส่ keywords ที่ตรงกับรูปภาพประกอบนั้น ๆ ให้มากที่สุด โดยควรเป็นคำที่ตรงกับการสืบค้นจริงของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายและสัมพันธ์กับเนื้อหาในบทความด้วย ทั้งควรใส่รายละเอียดว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร มีองค์ประกอบในภาพสีอะไรบ้าง ฯลฯ เพราะระบบ algorithm ของ Google ไม่สามารถแยกแยะสีได้ดีอย่างระบบของ Facebook

นอกจากนี้ การเลือกตำแหน่งการจัดวางภาพให้เหมาะสมใกล้เคียงกับบทความท่อนที่อธิบายภาพนั้น ก็สำคัญต่อการประมวลผลของ Google ถ้าต้องการให้คะแนนการวิเคราะห์ SEO สูงขึ้น ก็ไม่ควรพลาดรายละเอียดส่วนนี้ด้วย

การตรวจสอบผลความเรียบร้อย

หลังจากการทำข้อ 1 และ 2 แล้วให้ทำการตรวจสอบประสิทธิภาพการทำว่าเรียบร้อยไหม โดยการไปที่ Google search Console แล้วคลิกไปดูในหมวดรูปภาพ ว่าตัวเลขที่ปรากฏ ของรูปภาพที่จัดส่งและรูปภาพที่ทำดัชนี ตรงกับที่ได้ทำ sitemap ไปแล้วหรือไม่ และหลังจากนั้น ก็ควรทำการตรวจสอบผ่านหน้าจอของ Google ด้วย เพื่อความมั่นใจ โดยไปที่ search image ใน google แล้วคำพิมพ์คำว่า site: ตามด้วยชื่อโดเมนของเว็บไซต์คุณ จะต้องเห็นรูปภาพที่คุณได้ทำการอัปโหลดขึ้นระบบทั้งหมด จึงแสดงว่าเรียบร้อยจริง

การทำ SEO ให้รูปภาพสำคัญต่อการเสริมอำนาจในการแข่งขันทางธุรกิจ ทั้งนี้ การทำรูปประกอบด้วยตัวเองจะทำให้คะแนน SEO สูงกว่าการใช้รูปปลอดลิขสิทธิ์จากเว็บไซต์ภาพฟรี การเรียนรู้การตัดต่อด้วยตัวเอง เช่น photoshop จึงจำเป็นเช่นกัน อย่าลืมว่า หากทำ SEO ให้ภาพสม่ำเสมอ ก็จะทำให้เพิ่มยอดขายและสร้างแบรนด์ให้เป็นที่จดจำได้มากขึ้นแน่นอน

การทำ SEO ให้รูปภาพ มีขั้นตอนทั่วไป 3 ข้อ

เทคนิคการคิด keyword ให้รูปภาพในเว็บไซต์ SEO

เทคนิคการคิด keyword ให้รูปภาพในเว็บไซต์ SEO

รูปภาพที่ใช้ประกอบบทความต่าง ๆ ในเว็บไซต์สามารถใส่ keyword SEO ได้เช่นเดียวกับเนื้อหาบทความ ซึ่งจะทำให้ไม่พลาดโอกาสในการสืบค้นรูปและยังช่วยเพิ่มค่า traffic ทำให้อันดับคะแนน SEO ของเว็บไซต์ดีขึ้นได้ด้วย

แนะนำวิธีสร้าง keyword SEO ให้แก่รูปภาพ

1. ตอบ 4 คำถามพื้นฐาน

4 คำถามที่คนทั่วไปมักนึกถึง คือ ใคร กำลังทำอะไร อยู่ที่ไหน อย่างไร เป็นการเริ่มต้นที่ดีในการคิด keyword ในแต่ละภาพมักจะมีคนหรือสัตว์เป็นตัวหลัก และมีสิ่งที่อยู่รอบข้างเป็นองค์ประกอบเสริม เพื่อความสมบูรณ์

4 ประเด็นนี้ เป็นสิ่งที่คนทำเว็บไซต์ต้องฝึกฝนเป็นอันดับแรก ๆ ในการคิด keyword ที่มีคุณภาพ อย่าลืมว่า ยิ่งใส่รายละเอียดได้มากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งทำให้ภาพถูกสืบค้นจากกลุ่มลูกค้าที่หลากหลายได้มากขึ้นเท่านั้น

2. ธีมของรูปภาพ

ธีมของรูปภาพต้องอาศัยประสบการณ์ในการสังเกต หากมีประสบการณ์ในงานเขียนมาก่อนจะทำให้นึกคำศัพท์ได้มาก เช่น ภาพที่มีนางแบบเป็นผู้หญิงอายุ 20 ถึง 25 ปีกำลังยิ้มร่าเริง ธีมของรูปภาพที่ควรใส่ลงไป คือ ความสวยความงาม การแต่งงาน ความรัก สุขภาพดี ผิวขาวกระจ่างใส การออกกำลังกาย คุณแม่มือใหม่ ฯลฯ

แต่หากเป็นรูปผู้ชายลงพุงวัยหลังเกษียณ ก็มักจะเป็นธีมสุขภาพ อย่าง การดูแลผู้สูงวัย ปัญหาโรคความดัน โรคเบาหวาน โรคอ้วน การประกันสุขภาพ การบริหารเงินหลังเกษียณ ฯลฯ

3. อุปกรณ์ที่ใช้ในฉาก และสีสัน

เรามักจะให้นางแบบหรือนายแบบถือสิ่งของไว้ในมือ เช่น แก้วกาแฟ ช้อนส้อม ปากกา สมุด มือถือ ฯลฯ ซึ่งมักมีสีสันแตกต่างกันไปด้วย ให้นำรายละเอียดเรื่องสีสัน เช่น สีเหลือง เขียวสะท้อนแสง สีพาสเทล ฯลฯ ใส่เป็น keyword เสมอ

เนื่องจากระบบ algorithm ของ Google ไม่มีการแยกแยะสีสันที่ชัดเจนเหมือนอย่างระบบใน Facebook หากต้องการเพิ่มอันดับ SEO ที่ชัดเจนให้รูปภาพและเว็บไซต์จึงต้องห้ามพลาดเรื่องสีด้วย

4. ลักษณะเฉพาะตัวของนายแบบนางแบบ

รูปลักษณ์ ทรงผม สีผิว รวมถึง กิริยาที่นายแบบนางแบบแสดงออก เช่น การยิ้ม การโบกมือ การก้มหน้าเศร้า ฯลฯ เป็นสิ่งที่ทำเป็น keyword ได้เช่นกัน ทั้งนี้ มีผู้เก็บสถิติพบว่าคนในแต่ละชนชาติมักใส่ keyword ในช่องสืบค้นของ Google หารูปนายแบบนางแบบที่ใกล้เคียงกับคนในประเทศตัวเอง ดังนั้น การใส่รายละเอียดรูปพรรณสัณฐานของคนในภาพให้ละเอียดเท่าใด ก็ทำให้มีโอกาสถูกค้นพบได้มากขึ้นด้วย

จะเห็นได้ว่า การเลือก keyword เพื่อระบุรายละเอียดของภาพ สำคัญต่อการสร้างโอกาสในการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้เว็บไซต์ที่มีรูปภาพดังกล่าว มีคะแนน SEO ดีขึ้น และยังอาจนำมาสู่การคลิกเข้าไปอ่านข้อมูลในเว็บไซต์ และเกิดการสั่งซื้อสินค้าต่าง ๆ ตามมาได้อีกด้วย

แนะนำวิธีสร้าง keyword SEO ให้แก่รูปภาพ

ปัญหา Error 404 ในเว็บไซต์ SEO จะแก้ไขอย่างไร

ปัญหา Error 404 ในเว็บไซต์ SEO จะแก้ไขอย่างไร

ปัญหาความผิดพลาด Error 404 หรือ 404 not found เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับทุกเว็บไซต์ แต่จะเป็นปัญหาที่มีนัยสำคัญมากสำหรับเว็บไซต์ที่ทำ SEO เนื่องจากมีผลต่อความเชื่อมั่นของกลุ่มลูกค้าผู้ใช้งาน และทำให้ค่าคะแนนการวิเคราะห์ SEO จากระบบอัลกอริทึมตกลง อันดับในการสืบค้นจากหน้าต่าง Search Google จึงร่วงหล่น ลดอำนาจในการแข่งขันทางธุรกิจกับคู่แข่งรายอื่น

การตรวจสอบปัญหา 404 Error

การตรวจสอบปัญหา 404 Error ทำได้โดยการเข้าไปที่ Google Search Console ซึ่งเป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์คุณภาพของเว็บไซต์ SEO ว่าสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ที่ Google กำหนดมากน้อยเพียงใด โดยให้เข้าไปดูรายละเอียดในหมวด Crawl error หากพบว่ามีรายชื่อ URL address ที่มีปัญหา 404 Error ก็จะต้องมาทำการแก้ไขเปลี่ยน URL address ใหม่ให้ลิงก์เชื่อมโยงกันได้ หรือเรียกว่าการทำ Redirection นั่นเอง

การที่เกิด 404 Error นั้นเป็นเพราะหลายสาเหตุ เช่น การใช้โปรแกรม Word press แบบรุ่นสาธิตเดโม เมื่อมีการแก้ไขในภายหลังจึงทำให้ลิงก์หาย หรือมีการเปลี่ยนตัวอักษรจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ จึงไม่สามารถเชื่อมโยงได้เป็นปกติ

เมื่อมีปัญหา 404 Error เทคนิคที่จะช่วยให้แก้ไขได้ง่าย ๆ คือการดาวน์โหลดปลั๊กอิน ซึ่งชนิดที่ง่ายที่สุดและไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม คือ Redirection ที่ออกแบบมาเพื่อแก้ไข Error 404 not found โดยเฉพาะ

โดยให้คลิกที่ source URL หรือ URL เดิม เพื่อคัดลอกมาแก้ไข แล้วเปลี่ยนเป็น URL ใหม่ในช่อง Destination URL โดยสามารถเลือกชนิดของการเปลี่ยนแปลงได้ว่าจะให้เป็นแบบถาวรหรือเปลี่ยนแปลงเป็น URL address นั้นเพียงชั่วคราวไปก่อน

หลังจากนั้นกด Activate เป็นการยืนยันการเปลี่ยนแปลงข้อมูลดังกล่าว และหากมีหลาย URL ที่ต้องแก้ไขก็ทำการกด Add Redirection เพิ่มเติมได้ที่มุมจอด้านล่าง

หลังจากการทำเสร็จจำเป็นต้องตรวจสอบซ้ำอีกครั้งว่า กระบวนการสำเร็จครบถ้วน 100% หรือไม่ โดยเข้าไปที่เมนู Redirection อีกครั้ง จะพบ URL ใหม่ขึ้นแทน URL ที่มีปัญหาตามที่เราได้แก้ไขไว้ครั้งล่าสุด

นอกจากนี้ ยังมี plugin อื่น ๆ ที่สามารถใช้แทน Redirectionได้ เช่น Rank Math SEO และ Yoast SEO รุ่น Premium (รุ่นฟรีจะไม่สามารถแก้ไขได้) ซึ่งจำเป็นต้องเรียนรู้เทคนิคในการใช้ที่แตกต่างกันไป แต่การันตีได้ว่าจะมีความสะดวกสบายและประหยัดเวลามากขึ้นอีก เหมาะกับผู้ทำหน้าที่ดูแลเว็บไซต์แบบมืออาชีพ ที่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพรวดเร็ว

จะเห็นได้ว่าหากเกิดปัญหาความผิดพลาด 404 Error กับ เว็บไซต์ SEO จะต้องทำการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพื่อไม่ให้กระทบต่อการเติบโตทางธุรกิจ ผู้มีหน้าที่ดูแลเว็บไซต์หรือเจ้าของเว็บไซต์จำเป็นจะต้องตรวจสอบ Error ชนิดนี้เป็นประจำ โดยเฉพาะกับเว็บไซต์ที่เปิดมานาน มักมีปัญหากับลิงก์เก่าที่เคยทำไว้ ควรดำเนินการแก้ไขให้เรียบร้อยเสียก่อน เพื่อให้การทำ SEO ได้ผลตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ

การตรวจสอบปัญหา 404 Error

ประโยชน์ของปลั๊กอินที่ใช้คู่กับโปรแกรม wordpress ทำ SEO

ประโยชน์ของปลั๊กอินที่ใช้คู่กับโปรแกรม wordpress ทำ SEO

โปรแกรม wordpress ช่วยในการพัฒนาเว็บไซต์ให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ SEO ที่ Google กำหนดได้ ซึ่งมีการออกแบบปลั๊กอินให้เสริมประสิทธิภาพของ wordpress ทำงานดียิ่งขึ้น ทั้งยังมีประโยชน์ในด้านอื่น ๆ ที่ผู้ทำเว็บไซต์ออนไลน์ควรรู้ด้วย

ประโยชน์จากปลั๊กอินที่คุณจะได้จากการดาวน์โหลดใช้งานคู่กับ wordpress มีดังนี้

1. ช่วยในการแชทกับลูกค้าและเก็บข้อมูลรายบุคคล

ความต่อเนื่องในการคุยกับลูกค้าแต่ละราย ที่สามารถดูข้อมูลย้อนหลังได้ ทำให้มีความสะดวกในการสั่งสินค้าและสร้างความประทับใจมากขึ้น ปลั๊กอินที่ทำเช่นนี้ได้ คือ MobileMonkey’s WP-Chatbot ที่จะทำให้คุยได้สะดวกผ่านระบบ Messenger ใน Facebook

2. ช่วยในการเลือกคีย์เวิร์ดและออกแบบส่วนต่างๆในเพจ

การคิดชื่อหัวข้อบทความ การเลือก keyword ที่มีประสิทธิภาพในการแข่งขันกับเว็บไซต์คู่แข่งอื่น การทำ meta-description ที่ครอบคลุมเนื้อหาในเพจ ฯลฯ คือ หัวใจสำคัญของการทำ SEO ที่ปลั๊กอิน Yoast SEO สามารถช่วยคุณทำได้ นับว่าเป็นปลั๊กอินที่คนทำเว็บไซต์ทั่วไปรู้จัก สามารถที่จะทำให้อันดับ SEO ของเว็บไซต์คุณสูงขึ้นได้ในเวลารวดเร็ว

3. ช่วยป้องกันมัลแวร์หรือไวรัสที่จะเป็นอันตรายต่อระบบ

การรักษาความลับลูกค้าและเสริมความปลอดภัยของข้อมูลตัวสินค้าและบริษัทเป็นสิ่งจำเป็นที่ปลั้กอิน อย่าง Jetpack สามารถทำให้ได้ ทั้งยังมีความสามารถวิเคราะห์เพื่อเพิ่มอันดับ SEO ให้แก่บทความและรูปภาพของคุณได้ด้วย

4. ช่วยป้องกันการก่อกวนจากผู้ไม่หวังดี

เราอาจเคยเห็นเพจหรือเว็บไซต์ที่มีผู้ไม่หวังดีมาใช้คำไม่สุภาพ พิมพ์ข้อความที่ไม่เป็นความจริง เพื่อลดความเชื่อมั่นในแบรนด์สินค้า รวมถึงการโพสต์ข้อความซ้ำ ๆ เป็นการรบกวนสายตาของผู้ใช้บริการเว็บไซต์รายอื่น สิ่งเหล่านี้เรียกว่าสแปม การดาวน์โหลดปลั๊กอินที่ชื่อว่า Akismet Anti-Spam สามารถป้องกันปัญหาเหล่านี้ได้ โดยคุณสามารถเลือกคำที่ไม่ต้องการให้คนโพสต์ได้ด้วยตัวเอง

5. ช่วยให้การช้อปปิ้งของลูกค้ามีความสะดวกมากขึ้น

ตัวช่วยสำคัญที่คนทำเว็บไซต์รุ่นใหม่รู้จัก คือ WooCommerce ที่จะช่วยให้ลูกค้าสามารถหยิบสินค้าตามหมวดหมู่ต่าง ๆ ลงในตะกร้าช้อปปิ้งได้ง่ายสะดวกขึ้น ทั้งยังช่วยแนะนำว่าสินค้าต่อไปที่ควรเลือกซื้อหรือเกี่ยวข้องกับสินค้าที่เลือกมาแล้วมีรายการใดบ้าง จึงช่วยเพิ่มยอดขายให้กับเว็บไซต์ของคุณได้ดีขึ้น ขณะเดียวกัน ก็ช่วยคำนวณราคาสินค้า ค่าจัดส่ง และดูแลเรื่องระบบการชำระเงินที่มีหลายช่องทางได้อย่างแม่นยำ

จะเห็นได้ว่า ปลั๊กอินในปัจจุบันถูกออกแบบให้มาตอบโจทย์การใช้งานของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายในแต่ละประเภทธุรกิจของเว็บไซต์ออนไลน์มากยิ่งขึ้น การเลือกดาวน์โหลดปลั๊กอินที่เหมาะสมมาใช้งานคู่กับ wordpress จะช่วยให้อันดับ SEO เว็บไซต์ของคุณสูงขึ้น และทำให้ประสบความสำเร็จในธุรกิจออนไลน์ได้มากขึ้นอย่างแน่นอน

ประโยชน์จากปลั๊กอินที่คุณจะได้จากการดาวน์โหลดใช้งาน

ชวนรู้จัก Google search Console 2019

ชวนรู้จัก Google search Console 2019

การทำเว็บไซต์ออนไลน์ให้ประสบความสำเร็จในยุค 2019 จำเป็นต้องรู้จักเทคนิค การทำ SEO ที่เหมาะสม รวมถึงโปรแกรมที่สามารถช่วยให้วิเคราะห์ได้ว่าเว็บไซต์ของคุณมีจุดบกพร่องตรงไหน เพื่อการพัฒนาที่ดียิ่งขึ้น จะทำให้มีความสามารถในการแข่งขันกับธุรกิจออนไลน์เจ้าอื่นได้ดีขึ้นตามไปด้วย

Google search Console จัดเป็นเครื่องมือวิเคราะห์เว็บไซต์ SEO ที่สำคัญที่ได้รับความนิยมทั่วโลก โดยสามารถที่จะหาจุดบกพร่องและข้อมูลต่าง ๆ ในเว็บไซต์ทางธุรกิจของคุณแล้ว วิเคราะห์ออกมาเป็นตัวเลข กราฟและเปอร์เซ็นต์ต่าง ๆ ตามความเหมาะสม เพื่อนำไปใช้ในการทำงานได้จริง

หลังจากการติดตั้ง Google search Console แล้วสามารถที่จะกดปุ่ม start เพื่อเข้าสู่การใช้งาน Google search Console โดยสามารถเลือกโดเมนที่จะให้ระบบทำการวิเคราะห์ทั้งทางเว็บไซต์ หรืออาจจะเลือก URL Prefix เพื่อให้วิเคราะห์บางส่วนในโดเมนย่อยก็ได้

การใช้งานต่าง ๆ ใน Google search Console ที่ควรทราบ มีดังนี้

1. Performance

เป็นส่วนที่แสดงประสิทธิภาพการนำเสนอข้อมูลต่าง ๆ ของเว็บไซต์ว่าสามารถสื่อสารได้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้มากน้อยเพียงใด ย่อมสัมพันธ์กับยอดขายสินค้าและบริการในแต่ละวันด้วย ซึ่งจะมีรายละเอียดอื่นที่ช่วยขยายตลาดธุรกิจได้ เช่น ประเทศภูมิภาคของผู้ที่เข้าชมเว็บไซต์ อัตราเฉลี่ยในการคลิกหรือ CTR (click through rate) ที่มีความหมายว่า เมื่อมีคนเห็นชื่อเว็บไซต์ของคุณจากการสืบค้นแล้วจะมีกี่คนที่คลิกเข้ามาชมข้อมูลในเว็บไซต์ ถ้าค่า CTR สูง ก็จะแสดงถึงโอกาสขายสินค้าได้มากขึ้นตามไปด้วย

2. URL Inspection

เป็นความสามารถใหม่ที่ Google ได้ทำขึ้น เพื่อที่จะแจ้งให้กับผู้พัฒนาเว็บไซต์ได้ทราบว่า ระบบ algorithm ของ Google ได้มีการเข้ามาเก็บข้อมูลเชิงเทคนิคครั้งล่าสุดเมื่อไหร่ เพื่อที่จะได้ดูว่าผลจากการทำ SEO มีการอัปเดตมากน้อยเพียงใด ทั้งยังมีคำอธิบายที่ช่วยบอกข้อบกพร่องว่าเว็บไซต์คุณว่ามีจุดอ่อนตรงไหนอีกที่ควรจะปรับปรุง เพื่อให้อันดับ SEO สูงขึ้นได้ นับว่าเป็นส่วนที่มีประโยชน์มากในยุค 2019

3. Mobile usability

เป็นค่าตัวเลขที่แสดงให้เห็นว่ามีผู้ใช้งานเว็บไซต์คุณผ่านระบบโทรศัพท์มือถือมากน้อยเพียงใด ซึ่งหากมีการใช้งานผ่านโทรศัพท์มือถือได้มาก ก็จะแสดงว่าเว็บไซต์ของคุณสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ที่ใช้งานผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ติดตามตัวมากขึ้น นำไปสู่การวิเคราะห์ที่จะขยายแบรนด์ผ่านหน้าจอโทรศัพท์สู่คน GenY และ GenZ ได้มากขึ้น ทำให้เพิ่มโอกาสเติบโตให้แก่แบรนด์ธุรกิจของคุณในระยะยาว

จะเห็นได้ว่า Google search Console เป็นตัวช่วยที่สำคัญในการทำธุรกิจขายสินค้าและบริการออนไลน์ในเว็บไซต์ SEO ยุคใหม่ หวังว่า บทความนี้จะเป็นข้อมูลพื้นฐานให้ทุกท่านนำไปต่อยอด และปรับใช้กับการทำเว็บไซต์ออนไลน์ให้ประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้นในระยะยาว

การใช้งานต่าง ๆ ใน Google search Console ที่ควรทราบ

เตือนภัย SEO แบบไหนเสี่ยงโดนแบน

เตือนภัย SEO แบบไหนเสี่ยงโดนแบน

SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นการพัฒนาเว็บไซต์ให้เข้าสู่มาตรฐานเดียวกัน โดยกำหนดเกณฑ์จากผู้ให้บริการ Search Engine อย่าง Bing, Yahoo และ Google ทำให้ผู้สืบค้นได้รับความประทับใจในการหาข้อมูลที่รวดเร็วตรงใจผู้ประกอบการยุคใหม่จึงนิยมทำเว็บไซต์ออนไลน์ ตามระบบ SEO ทั้งทำด้วยการศึกษาเองและการจ้างผู้เชี่ยวชาญในบริษัทรับจ้างทำ SEO

แต่ทั้งนี้ ก็มีผู้ทำ SEO จำนวนไม่น้อยที่ใช้เทคนิควิธีลัด ที่ทำให้อันดับการสืบค้นสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ก็เสี่ยงต่อการถูกแบนเว็บไซต์จากระบบ Algorithm ที่ Search Engine ใช้ในการวิเคราะห์ด้วย จะมีวิธีใดบ้างที่ไม่ควรทำ เราได้รวบรวมไว้ที่นี่แล้ว

1. การทำ Backlink แบบไม่โปร่งใส เช่น การเปิดเว็บไซต์ เพจหรือบล็อกจำนวนมาก ๆ แล้วก็สร้างการเชื่อมโยงกันเอง หากระบบ AI ตรวจพบ ก็จะถูกแบนจากระบบทั้งหมด

2. การ Copy เนื้อหาจากเว็บไซต์อื่นมาใส่ในเว็บไซต์ของตัวเอง โดยที่ไม่ได้มีการอัพเดตใหม่หรือปรับปรุงเนื้อหาใด ๆ จึงทำให้ระบบตรวจสอบได้ว่าถูก Copy มาซึ่งเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ ทางที่ดี ควรจะเลือก Keyword ที่ตรงกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายใช้ในการค้นหาข้อมูลของสินค้าและบริการที่คุณจำหน่าย แล้วก็สร้างบทความสาระใหม่ ๆ ข้อมูลอัปเดตด้วยตัวเอง

3. ลิงก์ที่เชื่อมโยงมีความเสียหาย โดยเฉพาะผู้ที่ทำเว็บไซต์รุ่นเก่ามานับสิบปี ควรจะเช็คว่า ลิงก์ ที่เคยทำไว้นั้นเชื่อมโยงได้จริงหรือไม่ หากขึ้นว่า Page Not Found หรือ Page Error ต้องแก้ไขโดยไว เพราะมีผลต่อความมั่นใจของผู้ใช้บริการ ขณะเดียวกัน ระบบของ Search Engine ก็ยังตรวจเจอความผิดพลาดเหล่านี้ได้ ซึ่งจะทำให้ถูกประมวลผลออกมาว่าเป็นเว็บไซต์ที่ไม่น่าเชื่อถือ

4. Hosting ไม่มีคุณภาพ Hosting เปรียบได้กับผู้บริหารนัดตลาดนัด ที่คุณต้องเลือกให้ดีสำหรับการเช่าแผงขายสินค้า หากเลือก Hosting ที่มีบริการบริหารจัดการไม่ดี เช่น การดาวน์โหลดข้อมูลใช้เวลานาน Server ล่มบ่อย จะทำให้ลูกค้าของคุณและผู้ใช้บริการไม่ประทับใจ ส่งผลให้อาจไม่กลับมาใช้อีก จึงควรเลือก Hosting ที่มีโปรแกรมเมอร์ชำนาญสูงและใช้ Server ที่มีประสิทธิภาพพอเหมาะที่จะรองรับธุรกิจของคุณได้อย่างต่อเนื่อง

5. ใส่ Keyword มากเกินไป ในแต่ละเพจ ถ้าใช้จำนวนคำ Keyword และความถี่มากเกินไป ทำให้เป็นการยัดเยียดให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึกรำคาญ ไม่เป็นที่ประทับใจแก่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย และยังทำให้ถูกวิเคราะห์ว่าเป็นบทความคุณภาพต่ำหรือ Spam ด้วย

จะเห็นได้ว่า การทำ SEO ที่ไม่เหมาะสมทั้งในส่วนของเนื้อหาบทความและส่วนของโครงสร้างและระบบ Hosting ล้วนกระทบต่อการเสี่ยงโดนแบนจาก Server ได้ ผู้ประกอบธุรกิจออนไลน์ที่ทำ SEO ด้วยตัวเองหรือแม้แต่จ้างบริษัทเอกชนทำ SEO จึงควรใส่ใจทำ SEO ที่ถูกต้องตามกฎเกณฑ์

Search Engine ใช้ในการวิเคราะห์

SEO คืออะไร จำเป็นแค่ไหนสำหรับคนทำเว็บไซต์ 2019

SEO คืออะไร จำเป็นแค่ไหนสำหรับคนทำเว็บไซต์ 2019

สำหรับพ่อค้าแม่ค้ามือใหม่ที่กำลังเข้าสู่วงการเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์ อาจเคยได้ยินการแนะนำจากกูรูทางการตลาดให้ทำ SEO ซึ่งยังไม่มีความเข้าใจมากพอ ทำให้มีความสงสัยว่าการทำ SEO นั้นจำเป็นหรือไม่สำหรับธุรกิจของท่าน

เราจึงได้รวบรวมข้อมูลที่สำคัญเพื่อให้ทุกท่านที่กำลังเริ่มทำเว็บไซต์ออนไลน์ ได้เข้าใจ SEO มากขึ้น และตอบได้ด้วยตัวเองว่า SEO จำเป็นแค่ไหนสำหรับเว็บไซต์ธุรกิจของท่าน ดังนี้

SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นการประชาสัมพันธ์การตลาดให้กับเว็บไซต์ของคุณ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ให้แค่ Search Engine และบริษัทโฆษณา เนื่องจากเป็นการพัฒนาเว็บไซต์ให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ที่ Search Engine อย่าง Bing, Yahoo และ Google กำหนด ในสองส่วนต่อไปนี้

1. On-Page SEO เป็นการทำให้เว็บไซต์ใช้ง่ายและตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้แก่

การจัดหมวดหมู่ของสินค้าให้ชัดเจน แยกออกจากโฆษณาแบนเนอร์

การใช้สี ธีม ตัวอักษรที่เป็นเอกลักษณ์ ทำให้สร้างความจดจำและสบายตาในการอ่าน

ใช้ Keyword ที่ได้จากการวิจัย ว่าตรงกับการค้นหาของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย เช่น คุณขายปริ้นเตอร์ออนไลน์ก็ควรใช้ “ปริ้นเตอร์ ออนไลน์ + รุ่นยี่ห้อ” ให้ชัดเจน เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายที่กำลังมองหาปริ้นเตอร์รุ่นดังกล่าวสืบค้นจากเว็บไซต์ของคุณได้โดยเร็ว

ทำบทความที่มีคุณภาพจากการใช้ Keyword SEO ที่เหมาะสม จะทำให้ผู้เข้ามาสืบค้นข้อมูลในเว็บไซต์ได้ทั้งความรู้และความประทับใจ ส่งผลทำให้อยากกลับเข้ามาใช้บริการในเว็บไซต์ซ้ำอีก

SEO จำเป็นแค่ไหนสำหรับเว็บไซต์ธุรกิจ

2. Off-Page SEO เป็นการเชื่อมโยง ลิงก์ ระหว่างเว็บไซต์ทางธุรกิจของคุณกับเว็บไซต์ภายนอก เพื่อเพิ่ม Traffic ของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต เข้ามาสู่เว็บไซต์ของคุณ

ตัวอย่างเช่น การที่คุณไปตอบคำถามให้ผู้ที่ต้องใช้งานปริ้นเตอร์ เช่น นักเรียนนักศึกษา หรือแม้แต่ฝ่ายจัดซื้อของบริษัทห้างร้านต่าง ๆ ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง ในเว็บไซต์ Pantip หรือในกลุ่ม Facebook เกี่ยวกับการเลือกปริ้นเตอร์ที่เหมาะสมกับการใช้งานแต่ละแบบ ทั้งปริ้นเตอร์ Inkjet และแบบเลเซอร์

เมื่อมีผู้สนใจสินค้า คุณก็สามารถให้ URL Address ไว้ได้ จะเป็นช่องทางที่ทำให้ได้ฐานลูกค้าและเพิ่มอันดับ SEO ในการสืบค้นได้เป็นอย่างดี

การทำ SEO ทั้งสองส่วนอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้ผลการประเมินคุณภาพเว็บไซต์จาก Search Engine อย่าง Bing, Yahoo และ Google สูงขึ้น และทำให้เมื่อมีผู้ใช้ Keyword ที่ตรงกับคุณกำหนด ในการค้นหาเว็บไซต์ ก็จะทำให้เว็บไซต์ทางธุรกิจของคุณ ถูกปรากฏเป็นอันดับต้น ๆ ของหน้าต่างสืบค้นหน้าแรกอยู่เสมอ จึงทำให้มีโอกาสได้ขายสินค้ามากขึ้น

จากที่กล่าวมา แสดงว่า การทำ SEO เป็นพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับเว็บไซต์รุ่นใหม่ และต้องเริ่มทำเสียแต่เนิ่น ๆ เพื่อให้รองรับต่อการเติบโตทางธุรกิจได้ดีในระยะยาว

ข้อดีของการทำ SEO ให้เว็บไซต์ที่หลายคนยังไม่รู้

ข้อดีของการทำ SEO ให้เว็บไซต์ที่หลายคนยังไม่รู้

การทำเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์เป็นช่องทางที่ทำให้มีรายได้จากกลุ่มลูกค้าเป้าหมายทั้งในไทยและต่างประเทศ เนื่องจากปัจจุบันเราอยู่ในยุค 5G ที่มีการเชื่อมโยงกันได้ทั่วโลกหากคุณสามารถทำให้เว็บไซต์ถูกสืบค้นได้ง่ายจาก Search Engine อย่าง Yahoo, Bing และ Google ก็จะทำให้มีโอกาสประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้นตามไปด้วย

การทำ SEO หรือ Search Engine Optimization จึงเป็นเทคนิคที่นักการตลาดออนไลน์แนะนำ เนื่องจากมีข้อดีหลายประการ ซึ่งแตกต่างจากการทำโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์แบบอื่น ซึ่งหลายคนอาจยังไม่รู้ ดังนี้

1. ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการโฆษณาได้

การใส่ Keyword SEO ลงในหน้าเพจ เพื่อผลิตบทความที่มีคุณภาพ โดยเลือกมาจากสถิติการค้นหาของ Search Engine จะทำให้ทุกครั้งที่มีผู้สืบค้นด้วย Keyword นั้น ๆ ระบบอัลกอริทึมของ Yahoo, Bing Google จะประมวลและนำเสนอเว็บไซต์ของคุณขึ้นมาเป็นอันดับต้น ๆ โดยอัตโนมัติ ซึ่งคุณไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ จึงเท่ากับเป็นการโฆษณาเว็บไซต์แบบฟรีนั่นเอง

2. ขายสินค้าได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง

โลกออนไลน์มีการเชื่อมโยงตลอดเวลา เกิดการซื้อขายผ่านระบบอินเทอร์เน็ต 5G นับล้านครั้งทั่วโลก หากคุณทำ SEO อย่างมีคุณภาพ ก็เท่ากับเพิ่มโอกาสในการขายและขยายฐานลูกค้าไปได้อย่างไม่จำกัดวันละ 24 ชั่วโมงเลยทีเดียว โดยเฉพาะหากทำเว็บไซต์เป็นภาษาต่างประเทศ ก็จะทำให้มีโอกาสขายสินค้าให้แก่ลูกค้าต่างชาติได้มากขึ้นกว่าภาษาไทยอย่างเดียว

3. เพิ่มเปอร์เซ็นต์การปิดยอดขาย

การใช้ Keyword SEO ที่เฉพาะเจาะจงกับกลุ่มเป้าหมาย ตัวอย่างเช่น คุณขายคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก ก็ควรระบุคำหรือวลีที่ใช้เป็น Keyword SEO ให้ครบถ้วน ทั้ง ยี่ห้อ รุ่นและสเปคเครื่อง เมื่อผู้ที่กำลังมองหาคอมพิวเตอร์รุ่นนั้นมาพิมพ์ในช่อง Search ของ Yahoo, Bing และ Google ก็จะปรากฏเว็บไซต์ของคุณขึ้นมาเป็นอันดับต้น ๆ คุณจึงมีโอกาสขายสินค้าได้มากกว่าเว็บไซต์อื่นที่เลือก Keyword SEO กว้างเกินไป

4. ช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน

นักธุรกิจหน้าใหม่มักกังวลว่าจะแข่งขันไม่ได้ เมื่อเทียบกับเว็บไซต์ขนาดใหญ่ของนักธุรกิจจำนวนมากที่เปิดมาก่อน แต่บรรดากูรูการตลาดกล่าวว่า หากคุณทำระบบ SEO ให้กับเว็บไซต์อย่างสม่ำเสมอ ย่อมจะเกิดการสะสมข้อมูลให้ระบบอัลกอริทึม (Algorithm) ประมวลและแสดงผลแบบอัตโนมัติ ซึ่งไม่สามารถมีบริษัทหรือแบรนด์ใดผูกขาดตำแหน่งในการนำเสนอผลการสืบค้นได้ นักธุรกิจหน้าใหม่จึงมีโอกาสขายสินค้าได้มากและมีศักยภาพในการแข่งขันสูงขึ้นไม่ต่างจากเจ้าตลาดเดิม

การทำ SEO มีข้อดีหลากหลายด้าน ทั้งด้านยอดขาย ขยายฐานลูกค้า สร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์ เพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน ฯลฯ หวังว่าบทความนี้จะทำให้ทุกท่านเห็นความสำคัญของการทำ SEO ให้กับเว็บไซต์มากยิ่งขึ้น เพื่อให้ประสบความสำเร็จในธุรกิจออนไลน์ได้อย่างยาวนาน

เทคนิคที่นักการตลาดออนไลน์แนะนำ

อยากทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จต้องรู้จัก SEO และ SEM

อยากทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จต้องรู้จัก SEO และ SEM

การทำธุรกิจในปัจจุบันนิยมใช้ช่องทางออนไลน์เนื่องจากผู้คนส่วนใหญ่ใช้โทรศัพท์มือถือและระบบอินเตอร์เน็ต เพื่อการสื่อสารตลอดจนการหาข้อมูลของสินค้าและบริการตลอด 24 ชั่วโมง การเปิดเว็บไซต์ออนไลน์จึงเป็นที่นิยมเพราะสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้อย่างรวดเร็วและทำให้มีประสิทธิภาพในการแข่งขันกับสินค้าของแบรนด์คู่แข่งได้ดียิ่งขึ้น

การทำ SEO และ SEM จึงเป็นสิ่งที่นักธุรกิจรุ่นใหม่ต้องให้ความสำคัญ ซึ่งเราได้รวบรวมประเด็นที่น่าสนใจมาไว้ที่นี่แล้ว

SEO หรือ Search Engine Optimization

1. การทำ SEO สามารถเห็นผลได้จริง เพีงแต่ต้องใช้เวลา เนื่องจาก SEO เป็นการพัฒนาคุณภาพของเว็บไซต์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ระบบ Algorithm ของ Search Engine อย่าง Yahoo และ Google วิเคราะห์เพื่อจัดอันดับเปรียบเทียบกับเว็บไซต์อื่น ๆ ให้ได้อันดับที่สูง เมื่อมีการสะสมข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ จากการผลิตบทความ SEO และสร้างสื่อมัลติมีเดียที่ช่วยส่งเสริมการขายที่ดึงดูดใจลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้มาก ก็จะทำให้ได้อันดับในการสืบค้นที่ดียิ่งขึ้นตามมาด้วย

2. การทำเว็บไซต์ให้ใช้งานง่าย ไม่ว่าจะเป็นระบบโทรศัพท์หน้าจอมือถือหรือคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ เนื่องจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวันของกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่จะพกพาโทรศัพท์มือถือ เพื่อใช้ในการหาข้อมูลและสั่งซื้อสินค้าต่าง ๆ แทบทุกที่ 24 ชั่วโมง การทำเว็บไซต์ให้สวยงามและใช้งานง่าย โดยไม่จำกัดเครื่องมือทางเทคโนโลยีจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ

3. การเชื่อมโยงลิงก์ของเว็บไซต์ภายนอกกับเว็บไซต์ทางธุรกิจ จะทำให้เข้าถึงผู้ที่กำลังประสบปัญหาต้องการคำแนะนำหรือมองหาสิ่งช่วยอำนวยความสะดวกอยู่ หากคุณมีความรู้และมีความถนัดในเรื่องเหล่านั้น ก็สามารถที่จะเข้าไปแนะนำตอบคำถามและแนบ Link ของเว็บไซต์คุณ เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายเข้ามาอ่านข้อมูลเพิ่มเติมในเว็บไซต์หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ที่นำไปสู่การขายสินค้าในอนาคตได้

SEM หรือ Search Engine Marketing

เป็นการประมูลพื้นที่ในการโฆษณาเว็บไซต์ ในอันดับ 1-5 ของหน้าต่างการสืบค้น จะทำให้ได้รับความเชื่อมั่นจากลูกค้าที่พิมพ์ Keyword ค้นหา และทำให้มียอดการขายที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตามการทำ SEM จะมีค่าใช้จ่ายทั้งในส่วนของการประมูลและจ่ายเพิ่มตามจำนวนครั้งของผู้ชมที่คลิกเข้าไปในเว็บไซต์ของคุณ เรียกว่าเป็นการจ่ายแบบ PPC หรือ Pay Per Click ที่คุณจะต้องมีการตั้งงบประมาณไว้ให้พร้อมเสมอ ดังนั้นโดยภาพรวม การทำ SEM จึงเห็นผลเร็ว แต่ก็เสียค่าใช้จ่ายสูงกว่าการทำ SEO

จะเห็นได้ว่า การทำ SEO และ SEM มีทั้งข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกัน คุณสามารถที่จะนำมาทั้งสองเทคนิคมาปรับประยุกต์ใช้แบบผสมผสานกันได้ หวังว่าบทความนี้จะทำให้ท่านที่สนใจการทำธุรกิจนำไปเป็นแนวทางในการศึกษาเพิ่มเติมมากยิ่งขึ้นต่อไป

การทำ SEO และ SEM

อย่าลืมใช้ Google Keyword Planner ให้เป็นประโยชน์

สำหรับใครหลาย ๆ คนที่วางแผนจะทำเว็บไซต์หรือจะขายสินค้าบางอย่าง ที่ต้องการให้ผู้คนได้เข้ามาเยี่ยมชมหรือเลือกซื้อสินค้า ผ่าน Google Search Engine ของ Google แล้ว Keyword เป็นสิ่งสำคัญอย่างมากในปัจจุบัน เพราะทาง Google ได้รวบรวมบรรดาคำค้นหาต่าง ๆ ผ่านทาง SEO และนำมาเป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์คำค้นหา ซึ่งคนที่จะทำเว็บนั้น รับรองได้เลยว่าจะต้องไม่พลาดเครื่องมือตัวนี้แน่นอนนั้นคือ Google Keyword Planner นั่นเอง Google Keyword Planner เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้คนทำเว็บ ดูสถิติการค้นหาคำ ที่คนทั่วโลกต้องการหาข้อมูล ที่ทาง Google พัฒนาขึ้นมาเพื่อให้คนทำเว็บได้วางแผนลงโฆษณา Google Adwords เพื่อที่จะได้วางแผนในการปรับปรุงแก้ไขเว็บไซต์ให้ติดอันดับใน Google นั่นเอง

จะเข้าใช้งานได้อย่างไร

อันดับแรกคุณต้องมี Account Gmail ก่อน เมื่อมีแล้วถึงจะสามารถสมัคร Google Adwords ได้ เมื่อ login เข้าไปแล้วก็จะเจอหน้าแรก ซึ่งไว้แสดงภาพรวมในการสร้างโฆษณาของคุณเอง เมื่อคุณต้องการเข้าใช้งาน Google Adwords Planner ให้สังเกตจะมีรูปประแจบนมุมขวามือของหน้าจอ ให้คลิกเข้าไปได้เลย

หน้าแนวคิดของ Keyword

จะเป็นภาพรวมของคำที่ค้นหามากที่สุด จะมีคำว่าอะไรบ้างที่เกี่ยวข้อง การค้นหาโดยเฉลี่ยในแต่ละเดือนมีปริมาณเท่าไร การแข่งขันเป็นอย่างไร ราคาที่เสนอถูกหรือแพง ซึ่งจะทำให้คุณสามารถกำหนดงบประมาณในการโฆษณาเองได้ เพราะ Keyword เปรียบเสมือนตัวที่ใช้เชื่อมกันกับ SEO ที่เมื่อมีคนค้นหาแล้ว Google จะทำหน้าที่ในการนำเสนอหน้าเว็บไซต์ของคุณผ่านหน้าเพจ Google นั่นเอง ซึ่งสามารถที่จะเลือกดูได้ 5 แบบ คือ

  • กำหนดเอง
  • เดือนที่ผ่านมา
  • 12 เดือนที่ผ่านมา
  • 24 เดือน
  • และทั้งหมดที่มี

ท่านเองสามารถกำหนดช่วงเวลาดูด้วยตัวเองได้หมด

Google Keyword Planner

ตาราง keyword มีส่วนสำคัญอะไรบ้าง

ในส่วนของตาราง Keyword นั้นจะประกอบไปด้วย

  1. คีย์เวิร์ดความความเกี่ยวข้อง เมื่อคุณทำการค้นหาคำที่ต้องการผ่าน Google ทางระบบก็จะคำนวณและประเมินผลคำที่เกี่ยวข้องกันมาด้วย เช่น เมื่อคุณต้องการหาคำว่า “มือสอง” ระบบก็จะทำการค้นหาคำที่เกี่ยวข้องมาด้วย เช่น สินค้ามือสอง, ขายของมือสอง, ซื้อ-ขายของมือสอง เป็นต้น
  2. การค้นหารายเดือนโดยเฉลี่ย ใช้แสดงผลการค้นหา Keyword ที่ทำการค้นหาและคำใกล้เคียง โดยดูจากการตั้งค่ากำหนดเป้าหมายตามช่วงเวลาที่เลือกไว้ ซึ่งสามารถที่จะดูคำค้นหาที่เป็นที่นิยมของปีนั้นได้ เช่น ช่วงเทศกาลปีใหม่ คนก็จะมักค้นหาคำว่า ของขวัญ เป็นต้น
  3. การแข่งขัน แสดงถึงระดับความสามารถในการแข่งขันของโฆษณานั้น ๆ แบ่งเป็นระดับการแข่งขันต่ำ ปานกลางและสูง
  4. ส่วนแบ่งการแสดงผลโฆษณา คือจำนวนการแสดงผลที่คุณจะได้รับ หารด้วย จำนวนการค้นหารวมของสถานที่ตั้งและเครือข่ายที่กำหนดเป้าหมายไว้ ซึ่งถ้าข้อมูลที่ Google ได้รับไม่เพียงพอก็จะเห็นเป็นเครื่องหมาย – ไว้
  5. ราคาเสนอสำหรับด้านบนของหน้า แบ่งออกเป็นสองคอลัมน์คือ ช่วงต่ำ และ ช่วงสูง ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยอ้างอิงตามประวัติที่บรรดาผู้ลงโฆษณาเคยจ่ายสำหรับคีย์เวิร์ดนั้น ๆ ทั้งนี้ ราคา CPC อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้เสมอ ขึ้นอยู่กับการตั้งค่าโฆษณาและพื้นที่ตั้งของธุรกิจ ราคาเสนอที่แสดงไว้นั้น จะทำให้สามารถวางแผนงบประมาณโฆษณาได้ง่ายยิ่งขึ้น
  6. สถานะบัญชี จะแสดงว่า Keyword นั้น ๆ อยู่ในบัญชีแล้วหรือไม่

เพราะการที่คุณทำเว็บแล้วไม่มีคนเข้ามาเยี่ยมชมเลยก็เปรียบเสมือนเว็บร้าง ซึ่งเมื่อทำเว็บมาไม่ตรงจุดประสงค์หรือคนค้นหาไม่เจอก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลยและต้องปิดตัวไปในที่สุด ดังนั้นการที่จะทำ SEO จึงจำเป็นต้องรู้ถึงสถิติของคำที่คนค้นหาบ่อยที่สุด ในช่วงเวลาที่ถูกต้องและราคาที่ไม่แพง