ทำไมผู้เชี่ยวชาญการตลาด แนะนำให้คุณทำ SEO

ทำไมผู้เชี่ยวชาญการตลาด แนะนำให้คุณทำ SEO

ในปี 2020 เป็นที่รู้กันว่าทั่วโลกมีภาวะไวรัสโควิด-19 ระบาด ซึ่งจะส่งผลอย่างมากต่อพฤติกรรมการซื้อขายสินค้าและบริการ โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว ทำให้ผู้คนนิยมหันมาซื้อขายสินค้าผ่านทางระบบออนไลน์มากขึ้น ผู้เชี่ยวชาญทางการตลาดจึงแนะนำให้คุณทำเว็บไซต์ SEO เพื่อให้ธุรกิจของคุณมีภาวะการคล่องตัวมากขึ้นและดีต่อการเติบโตธุรกิจในระยะยาว เรามาดูกันว่ามีเหตุผลอะไรอีกบ้าง

คนที่เคยมีหน้าร้าน เพิ่มช่องทางใหม่บนโลกออนไลน์

จากระเบียบปฏิบัติด้าน social distance ทำให้ผู้คนต้องอยู่บ้านมากขึ้นและสั่งของทางระบบออนไลน์ การทำเว็บไซต์ด้วยระบบ SEO เป็นการวางรากฐานที่ดีต่อธุรกิจยุคใหม่ที่ยั่งยืนในทศวรรษหน้า และยังแสดงถึงการปรับตัวได้ทันต่อสถานการณ์โลก

นักธุรกิจใหม่เปิดตัวในตลาดออนไลน์

มีผู้ได้รับผลกระทบรายได้ที่น้อยลงจากงานประจำหรือว่างงาน หลายคนมีประวัติการทำงานที่ดี มีชื่อเสียงในวงสังคมมาก่อน เช่น เป็นแอร์โฮสเตส พนักงานบริษัทเอกชน ดารานักแสดง ฯลฯ หันมาทำธุรกิจออนไลน์แทน เช่น ขายอาหาร ขนมเบเกอรี่ ขายเสื้อผ้ากระเป๋ามือสอง ฯลฯ เป็นการสร้างภาพลักษณ์และแหล่งรายได้ใหม่ ที่แสดงถึงความขยัน ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา ยิ่งทำ SEO ให้เว็บไซต์หรือเพจด้วยก็ยิ่งเติบโตไว

เพื่อตอกย้ำความมั่นใจให้ธุรกิจออนไลน์ที่เปิดมานาน

เว็บไซต์ที่พัฒนาด้วย SEO มาโดยตลอดต่อเนื่อง จะมีข้อมูลสะสมที่ยาวนาน ยิ่งทำ SEO ต่อไปก็ยิ่งดีต่อการจัดอันดับและส่งผลต่อความเชื่อมั่นในกลุ่มลูกค้าเป้าหมายให้เกิดการคลิกเข้ามาชมและสั่งซื้อสินค้ามากกว่าเว็บไซต์ที่อยู่อันดับล่าง ๆ ลงไป

แบรนด์สินค้าเข้าถึงลูกค้าต่างประเทศ

การหาลูกค้าต้องไม่มีขีดจำกัดในปี 2020 คุณต้องมองหาตลาดต่างประเทศด้วยต้นทุนต่ำ การทำเว็บไซต์ SEO ด้วยภาษาต่างประเทศจะทำให้ลูกค้าเข้าถึงแบรนด์สินค้าได้มากขึ้น โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายทำการตลาดมากอย่างในอดีต

เข้าถึงลูกค้าที่กำลังต้องการสินค้าของคุณจริง ๆ

การเลือก keyword สำหรับบทความ SEO ที่ดีมีความเฉพาะเจาะจง มีประโยชน์มากในการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย เช่น ถ้าคุณจำหน่ายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ ยิ่งระบุรายละเอียดของรุ่นเครื่องลงไปให้ชัดมากเท่าใด เมื่อมีลูกค้าที่กำลังต้องการสินค้ารุ่นนั้น ๆ มาสืบค้น ก็ยิ่งมีโอกาสเข้ามาอ่านข้อมูลในเว็บไซต์และตัดสินใจสั่งซื้อได้อย่างรวดเร็ว มากกว่าการใช้ keyword กว้าง ๆ เพียงคำว่า คอมพิวเตอร์ หรือ มือถือ

การทำ SEO ในปี 2020 ให้ประโยชน์กับธุรกิจในทุกวงการ ทั้งในเรื่องยอดขาย การสร้างความเชื่อมั่นในแบรนด์สินค้า การสร้างฐานลูกค้าที่กว้างขึ้นไปเรื่อย ๆ ทั้งในไทยและต่างประเทศ เราหวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์แก่นักธุรกิจที่ต้องการพัฒนาตัวเองและเสริมสร้างธุรกิจให้แข็งแกร่งผ่านวิกฤตโควิดไปให้ได้อย่างราบรื่น ในปี 2020

เหตุผลที่ธุรกิจออนไลน์ทำ SEO แล้วไม่ปัง

เหตุผลที่ธุรกิจออนไลน์ทำ SEO แล้วไม่ปัง

ปฏิเสธไม่ได้ว่า โลกธุรกิจในยุคปัจจุบันนี้ต้องอาศัยช่องทางการทำออนไลน์เพิ่มมากขึ้น จะยึดช่องทางการค้าขายแบบออฟไลน์อย่างเดียวก็เห็นท่าว่าน่าจะไปไม่รอด โลกออนไลน์จึงกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของวงจรธุรกิจไปโดยปริยาย

จริงอยู่ที่ว่า การทำการค้าผ่านระบบออนไลน์ในปัจจุบันนั้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่การทำออนไลน์อย่างไรให้ได้ผลกับธุรกิจนี้เอง ที่ถือว่าเป็นเรื่องยาก และเป็นบทเรียนที่นักธุรกิจจำเป็นต้องเรียนรู้ ซึ่งตัวช่วยในการทำออนไลน์ที่นักธุรกิจน่าจะรู้จักกันดีคงหนีไม่พ้นเรื่องการทำ SEO เป็นแน่ ตัวช่วยในการค้นหาเว็บไซต์ด้วยคีย์เวิร์ดที่จะนำผู้ชมไปสู่หน้าเว็บไซต์สินค้าได้อย่างรวดเร็ว แถมยังช่วยทำให้หน้าเว็บไซต์ติดอันดับต้น ๆ ที่จะทำให้ผู้ชมได้เห็นก่อนหน้าเว็บไซต์อื่นนั่นเอง

ฟังดูเผิน ๆ ก็เหมือนจะเป็นเรื่องง่าย ว่าหากสามารถทำ SEO ให้ติดอันดับเว็บไซต์ได้ ก็จะมีคนเข้ามาชมมาช้อป ซื้อสินค้าบริการมากยิ่งขึ้น เหมือนเว็บฟุตบอล ทีเด็ดบอล ที่รับป้ายโฆษณาเว็บพนันกันเยอะถ้ามีทราฟฟิคคนเข้าเยอะ แต่ความเป็นจริงแล้วยังมีอีกหลายธุรกิจที่ต่อให้ทำ SEO ดีแค่ไหน ก็ไม่ช่วยให้การขายสินค้าและบริการดีขึ้น นั่นอาจเป็นเพราะสาเหตุดังนี้

ไม่มีความแปลกใหม่ : การสร้างบทความที่ดีมีคุณภาพนั้น ถือเป็นส่วนหนึ่งในการถูกจัดอันดับ SEO ให้ดีขึ้นได้จริง แต่อย่าลืมว่าปัจจุบัน บทความที่ดีมีคุณภาพนั้นมีเยอะแบบเกลื่อนตลาดเลยก็ว่าได้ สิ่งเดียวที่จะทำให้ SEO ถูกดันไปอยู่อันดับต้น ๆ ได้ ต้องอาศัยบทความที่ดี มีคุณภาพ และมีความแปลกใหม่ ไม่ใช้งานคัดลอกหรือยืมของคนอื่นมา หรือไม่ใช่งานกลวง ๆ ที่มีแต่คีย์เวิร์ดแต่ไม่มีสาระใด ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อ่าน

ทำ Keyword แบบหว่าน : มักชอบมีคนเข้าใจผิดว่า การทำ SEO คือต้องอาศัยคีย์เวิร์ดเป็นตัวการสำคัญอย่างเดียว จริงอยู่ที่ว่าคีย์เวิร์ดจะเป็นตัวนำไปสู่เว็บไซต์เมื่อเกิดการค้นหา แต่การจับคีย์เวิร์ดยัดแบบผิดประเด็นเนื้อหาของเว็บไซต์ จะยิ่งทำให้กลายเป็นบทความที่ไร้คุณภาพและไม่ได้ถูกดันให้ขึ้นติดอันดับ SEO นั่นเอง

เว็บไซต์ไร้การดึงดูด : เมื่อใดที่โครงสร้างเว็บไซต์เป็นที่น่าสนใจและสามารถชักชวนผู้ชมเข้ามาชมได้มากขึ้น และใช้เวลาอยู่ในเว็บไซต์นั้นนานขึ้น Google ก็จะทำการเก็บสถิติเหล่านี้เพื่อนำไปดันเว็บไซต์ให้ติดอันดับ SEO เมื่อมีการค้นหา หน้าตาเว็บไซต์จึงถือว่าเป็นด่านแรกที่จะตัดสินว่าสามารถดึงดูดผู้ชมได้มากน้อยเพียงใด

มองข้าม Mobile และ Tablet : ปัจจุบันผู้บริโภคส่วนใหญ่จะชมเว็บไซต์ผ่านทางหน้าจอมือถือ หรืออุปกรณ์เคลื่อนที่อื่น ๆ มากกว่าการชมผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ หากนักธุรกิจไม่มีการปรับโหมดเว็บไซต์สำหรับอุปกรณ์เหล่านี้ด้วย จะให้เว็บไซต์ถูกมองข้ามจากทั้งผู้บริโภคและ Google และไม่ถูกผลักดันให้ติดอันดับ SEO ก็ได้

เรื่องของการทำ SEO อาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายของนักธุรกิจบางคน แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันคือเรื่องจำเป็นที่นักธุรกิจต้องเรียนรู้และลงมือทำ เพื่อการนำพาสินค้าและบริการของธุรกิจเข้าสู่ตลาดที่กว้างมากยิ่งขึ้นโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายสูงเหมือนการโฆษณา ยอมอดทนเพื่อการเรียนรู้และลงมือทำเสียหน่อย อย่างน้อยก็มีแต่จะได้มากกว่าเสียอย่างแน่นอน

อยากให้เว็บไซต์เป็นที่รู้จัก ต้องเรียนรู้ประโยชน์จาก SERP

อยากให้เว็บไซต์เป็นที่รู้จัก ต้องเรียนรู้ประโยชน์จาก SERP

การจะทำให้เว็บไซต์อยู่ในหน้าจอแสดงผลของ Google อันดับต้น ๆ เมื่อมีการสืบค้นด้วย keyword หรือคำสำคัญหนึ่ง ๆ ได้ เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยเทคนิคสองส่วน คือ SEO และ SEM ซึ่งผู้ที่จะประสบความสำเร็จได้รวดเร็ว ควรรู้จักเรียนรู้ประโยชน์จาก SERP ใน Google ให้มากที่สุด ดังที่เราได้รวบรวมข้อมูลที่น่าสนใจมาฝากกัน ดังนี้

SERP ย่อมาจากคำว่า Search Engine Result Page หมายถึงหน้าต่างที่แสดงผลการค้นหาเว็บไซต์ต่าง ๆ ทั้งในไทยและต่างประเทศ ขึ้นกับ keyword ที่คนใช้

ตัวอย่างเช่น หากคุณกำลังทำธุรกิจร้านขายไอศกรีม โดยเช่าพื้นที่ในสยาม ซึ่งเป็นที่รู้กันว่ามีร้านคู่แข่งจำนวนมาก คุณจึงต้องการให้ผู้คนรู้จักร้านอย่างรวดเร็ว โดยให้ค้นหาเจอร้านคุณได้ง่าย ๆ บน SERP ของ Google คุณก็ต้องใช้ keyword ที่น่าสนใจ เช่น ร้านไอติม อร่อย สยาม ซึ่งคุณสามารถเรียนรู้การหา keyword ที่มีคุณภาพได้จาก Google Search Console ด้วย เมื่อมีคนพิมพ์หาร้านไอศกรีมด้วยคำนี้ ก็จะปรากฏผลเว็บไซต์ออกมา ซึ่งหากมีเว็บไซต์ของร้านคุณแสดงในอันดับต้น ๆ ก็จะมีคนสนใจและแวะไปอุดหนุนมากขึ้นได้

โดยหลักการตลาดแล้ว ผลการสืบค้นใน SERP ของ Google จะแยกเป็น 2 ส่วน คือ

ส่วนของ SEO หรือ อีกชื่อคือ organic SERP listings ที่มาจากการพัฒนาเว็บไซต์ทางธุรกิจของตัวเองอย่างต่อเนื่อง

เว็บไซต์ที่ปรากฏในหน้าจอการสืบค้นส่วนนี้ จะได้มาจากการประมวลเปรียบเทียบคุณภาพเว็บไซต์ของระบบ algorithm ใน Google ที่มีการเก็บข้อมูลอย่างละเอียดและวิเคราะห์อย่างซับซ้อน มีการอัปเดตผลที่ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา ทำให้มีความน่าเชื่อถือสูงและทำให้ผู้ใช้งาน Google มีความมั่นใจในร้านค้าต่าง ๆ ที่ปรากฏอันดับต้น ๆ เป็นอย่างมาก

ส่วนของ SEM ที่มาจากการเช่าพื้นที่โฆษณา มีอีกชื่อว่า paid SERP listings

เว็บไซต์ที่ใช้เทคนิคการตลาดแบบเช่าพื้นที่โฆษณาจะได้รับผลที่ดีด้านยอดขายและการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักอย่างรวดเร็วในระยะสั้น 1-2 วัน กรณีนี้เจ้าของธุรกิจจะมั่นใจได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า เว็บไซต์ตนเองจะแสดงอยู่ในอันดับที่ 1 ถึง 3 ของหน้าจอ Google แน่นอน ซึ่งเราจะสามารถสังเกตเห็นได้ว่ามีคำว่าโฆษณาหรือสปอนเซอร์อยู่ที่หน้าเว็บไซต์เหล่านั้น

ทั้งนี้ผู้สนใจสามารถประมูลพื้นที่โฆษณาแข่งกับเจ้าของเว็บไซต์อื่น ๆ ที่ต้องการใช้ keyword ในการสืบค้นเดียวกัน และชำระค่าโฆษณาให้แก่ Google แบบ pay per click หรือ ตามจำนวนการคลิกเข้ามาชม ซึ่งสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้ ตามวงเงินและช่วงเวลาที่ต้องการ

จะเห็นได้ว่า หากประสงค์จะทำการตลาดออนไลน์ให้ประสบความสำเร็จ ต้องศึกษาผ่าน SERP ที่แสดงผลการทำทั้ง SEO และ SEM ของเว็บไซต์ชั้นนำใน keyword นั้น ๆ แล้วนำมาปรับปรุงเว็บไซต์ในแนวทางที่คล้ายคลึงกัน เราหวังว่าบทความนี้จะเป็นแนวทางให้ทุกท่านสนใจศึกษาเรียนรู้ประโยชน์จาก SERP เพิ่มขึ้น เพื่อเพิ่มอำนาจการแข่งขันในธุรกิจออนไลน์ต่อไป

ผลการสืบค้นใน SERP ของ Google

วิธีทำ SEO ให้รูปภาพ ตามหลักการ SEO ที่ถูกต้อง

วิธีทำ SEO ให้รูปภาพ ตามหลักกสน SEO ที่ถูกต้อง

การทำ SEO หรือ search engine optimization ตามที่ Google กำหนดเกณฑ์ไว้ นอกจากสามารถทำกับเนื้อหาบทความในเว็บไซต์ของคุณแล้ว ยังทำกับรูปภาพได้ด้วย เพื่อให้ติดอันดับการสืบค้นหมวดรูปภาพหรือ Google image search ได้ในด้านบน ๆ ส่งผลให้มีการคลิกเข้ามาชมรายละเอียดในเว็บไซต์ ซึ่งนำไปสู่การขายสินค้าของคุณได้มากขึ้นด้วย

การทำ SEO ให้รูปภาพ มีขั้นตอนทั่วไป 3 ข้อ คือ

การทำ sitemap

sitemap เปรียบเหมือนสารบัญรูปภาพในเว็บไซต์ ควรมี เพื่อให้ระบบ algorithm ของ Google มาเก็บข้อมูลของภาพประกอบบทความต่าง ๆ ในแต่ละเพจของคุณ ได้อย่างรวดเร็วและไม่ผิดพลาด ซึ่ง sitemap สำหรับรูปภาพมี 2 ชนิด คือ

(1) แบบ default จะลงข้อมูลแค่ URL หรือที่อยู่ของภาพ

(2) แบบ Extension เป็นแบบที่แนะนำเพราะสามารถใส่รายละเอียดชนิดของไฟล์ภาพหรือไฟล์วีดีโอได้ด้วย

โดยเว็บไซต์ที่ช่วยในการทำ sitemap ที่แนะนำ คือ www.xml-sitemaps.com สามารถสร้าง sitemap ได้เยอะมาก ถึงเกิน 1 ล้านภาพ และมีการคิดค่าใช้จ่ายที่ไม่แพงเกินไป หรืออาจใช้งาน Yoast SEO ซึ่งเป็น plugin เครื่องมือเสริมสำหรับผู้ที่ใช้งานทำ SEO บน wordpress

การปรับแต่งรายละเอียดเบื้องหลังของรูปภาพ

ต้องไปที่ฟังก์ชัน alt tag ใส่ keywords ที่ตรงกับรูปภาพประกอบนั้น ๆ ให้มากที่สุด โดยควรเป็นคำที่ตรงกับการสืบค้นจริงของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายและสัมพันธ์กับเนื้อหาในบทความด้วย ทั้งควรใส่รายละเอียดว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร มีองค์ประกอบในภาพสีอะไรบ้าง ฯลฯ เพราะระบบ algorithm ของ Google ไม่สามารถแยกแยะสีได้ดีอย่างระบบของ Facebook

นอกจากนี้ การเลือกตำแหน่งการจัดวางภาพให้เหมาะสมใกล้เคียงกับบทความท่อนที่อธิบายภาพนั้น ก็สำคัญต่อการประมวลผลของ Google ถ้าต้องการให้คะแนนการวิเคราะห์ SEO สูงขึ้น ก็ไม่ควรพลาดรายละเอียดส่วนนี้ด้วย

การตรวจสอบผลความเรียบร้อย

หลังจากการทำข้อ 1 และ 2 แล้วให้ทำการตรวจสอบประสิทธิภาพการทำว่าเรียบร้อยไหม โดยการไปที่ Google search Console แล้วคลิกไปดูในหมวดรูปภาพ ว่าตัวเลขที่ปรากฏ ของรูปภาพที่จัดส่งและรูปภาพที่ทำดัชนี ตรงกับที่ได้ทำ sitemap ไปแล้วหรือไม่ และหลังจากนั้น ก็ควรทำการตรวจสอบผ่านหน้าจอของ Google ด้วย เพื่อความมั่นใจ โดยไปที่ search image ใน google แล้วคำพิมพ์คำว่า site: ตามด้วยชื่อโดเมนของเว็บไซต์คุณ จะต้องเห็นรูปภาพที่คุณได้ทำการอัปโหลดขึ้นระบบทั้งหมด จึงแสดงว่าเรียบร้อยจริง

การทำ SEO ให้รูปภาพสำคัญต่อการเสริมอำนาจในการแข่งขันทางธุรกิจ ทั้งนี้ การทำรูปประกอบด้วยตัวเองจะทำให้คะแนน SEO สูงกว่าการใช้รูปปลอดลิขสิทธิ์จากเว็บไซต์ภาพฟรี การเรียนรู้การตัดต่อด้วยตัวเอง เช่น photoshop จึงจำเป็นเช่นกัน อย่าลืมว่า หากทำ SEO ให้ภาพสม่ำเสมอ ก็จะทำให้เพิ่มยอดขายและสร้างแบรนด์ให้เป็นที่จดจำได้มากขึ้นแน่นอน

การทำ SEO ให้รูปภาพ มีขั้นตอนทั่วไป 3 ข้อ

เทคนิคการคิด keyword ให้รูปภาพในเว็บไซต์ SEO

เทคนิคการคิด keyword ให้รูปภาพในเว็บไซต์ SEO

รูปภาพที่ใช้ประกอบบทความต่าง ๆ ในเว็บไซต์สามารถใส่ keyword SEO ได้เช่นเดียวกับเนื้อหาบทความ ซึ่งจะทำให้ไม่พลาดโอกาสในการสืบค้นรูปและยังช่วยเพิ่มค่า traffic ทำให้อันดับคะแนน SEO ของเว็บไซต์ดีขึ้นได้ด้วย

แนะนำวิธีสร้าง keyword SEO ให้แก่รูปภาพ

1. ตอบ 4 คำถามพื้นฐาน

4 คำถามที่คนทั่วไปมักนึกถึง คือ ใคร กำลังทำอะไร อยู่ที่ไหน อย่างไร เป็นการเริ่มต้นที่ดีในการคิด keyword ในแต่ละภาพมักจะมีคนหรือสัตว์เป็นตัวหลัก และมีสิ่งที่อยู่รอบข้างเป็นองค์ประกอบเสริม เพื่อความสมบูรณ์

4 ประเด็นนี้ เป็นสิ่งที่คนทำเว็บไซต์ต้องฝึกฝนเป็นอันดับแรก ๆ ในการคิด keyword ที่มีคุณภาพ อย่าลืมว่า ยิ่งใส่รายละเอียดได้มากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งทำให้ภาพถูกสืบค้นจากกลุ่มลูกค้าที่หลากหลายได้มากขึ้นเท่านั้น

2. ธีมของรูปภาพ

ธีมของรูปภาพต้องอาศัยประสบการณ์ในการสังเกต หากมีประสบการณ์ในงานเขียนมาก่อนจะทำให้นึกคำศัพท์ได้มาก เช่น ภาพที่มีนางแบบเป็นผู้หญิงอายุ 20 ถึง 25 ปีกำลังยิ้มร่าเริง ธีมของรูปภาพที่ควรใส่ลงไป คือ ความสวยความงาม การแต่งงาน ความรัก สุขภาพดี ผิวขาวกระจ่างใส การออกกำลังกาย คุณแม่มือใหม่ ฯลฯ

แต่หากเป็นรูปผู้ชายลงพุงวัยหลังเกษียณ ก็มักจะเป็นธีมสุขภาพ อย่าง การดูแลผู้สูงวัย ปัญหาโรคความดัน โรคเบาหวาน โรคอ้วน การประกันสุขภาพ การบริหารเงินหลังเกษียณ ฯลฯ

3. อุปกรณ์ที่ใช้ในฉาก และสีสัน

เรามักจะให้นางแบบหรือนายแบบถือสิ่งของไว้ในมือ เช่น แก้วกาแฟ ช้อนส้อม ปากกา สมุด มือถือ ฯลฯ ซึ่งมักมีสีสันแตกต่างกันไปด้วย ให้นำรายละเอียดเรื่องสีสัน เช่น สีเหลือง เขียวสะท้อนแสง สีพาสเทล ฯลฯ ใส่เป็น keyword เสมอ

เนื่องจากระบบ algorithm ของ Google ไม่มีการแยกแยะสีสันที่ชัดเจนเหมือนอย่างระบบใน Facebook หากต้องการเพิ่มอันดับ SEO ที่ชัดเจนให้รูปภาพและเว็บไซต์จึงต้องห้ามพลาดเรื่องสีด้วย

4. ลักษณะเฉพาะตัวของนายแบบนางแบบ

รูปลักษณ์ ทรงผม สีผิว รวมถึง กิริยาที่นายแบบนางแบบแสดงออก เช่น การยิ้ม การโบกมือ การก้มหน้าเศร้า ฯลฯ เป็นสิ่งที่ทำเป็น keyword ได้เช่นกัน ทั้งนี้ มีผู้เก็บสถิติพบว่าคนในแต่ละชนชาติมักใส่ keyword ในช่องสืบค้นของ Google หารูปนายแบบนางแบบที่ใกล้เคียงกับคนในประเทศตัวเอง ดังนั้น การใส่รายละเอียดรูปพรรณสัณฐานของคนในภาพให้ละเอียดเท่าใด ก็ทำให้มีโอกาสถูกค้นพบได้มากขึ้นด้วย

จะเห็นได้ว่า การเลือก keyword เพื่อระบุรายละเอียดของภาพ สำคัญต่อการสร้างโอกาสในการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้เว็บไซต์ที่มีรูปภาพดังกล่าว มีคะแนน SEO ดีขึ้น และยังอาจนำมาสู่การคลิกเข้าไปอ่านข้อมูลในเว็บไซต์ และเกิดการสั่งซื้อสินค้าต่าง ๆ ตามมาได้อีกด้วย

แนะนำวิธีสร้าง keyword SEO ให้แก่รูปภาพ

ปัญหา Error 404 ในเว็บไซต์ SEO จะแก้ไขอย่างไร

ปัญหา Error 404 ในเว็บไซต์ SEO จะแก้ไขอย่างไร

ปัญหาความผิดพลาด Error 404 หรือ 404 not found เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับทุกเว็บไซต์ แต่จะเป็นปัญหาที่มีนัยสำคัญมากสำหรับเว็บไซต์ที่ทำ SEO เนื่องจากมีผลต่อความเชื่อมั่นของกลุ่มลูกค้าผู้ใช้งาน และทำให้ค่าคะแนนการวิเคราะห์ SEO จากระบบอัลกอริทึมตกลง อันดับในการสืบค้นจากหน้าต่าง Search Google จึงร่วงหล่น ลดอำนาจในการแข่งขันทางธุรกิจกับคู่แข่งรายอื่น

การตรวจสอบปัญหา 404 Error

การตรวจสอบปัญหา 404 Error ทำได้โดยการเข้าไปที่ Google Search Console ซึ่งเป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์คุณภาพของเว็บไซต์ SEO ว่าสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ที่ Google กำหนดมากน้อยเพียงใด โดยให้เข้าไปดูรายละเอียดในหมวด Crawl error หากพบว่ามีรายชื่อ URL address ที่มีปัญหา 404 Error ก็จะต้องมาทำการแก้ไขเปลี่ยน URL address ใหม่ให้ลิงก์เชื่อมโยงกันได้ หรือเรียกว่าการทำ Redirection นั่นเอง

การที่เกิด 404 Error นั้นเป็นเพราะหลายสาเหตุ เช่น การใช้โปรแกรม Word press แบบรุ่นสาธิตเดโม เมื่อมีการแก้ไขในภายหลังจึงทำให้ลิงก์หาย หรือมีการเปลี่ยนตัวอักษรจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ จึงไม่สามารถเชื่อมโยงได้เป็นปกติ

เมื่อมีปัญหา 404 Error เทคนิคที่จะช่วยให้แก้ไขได้ง่าย ๆ คือการดาวน์โหลดปลั๊กอิน ซึ่งชนิดที่ง่ายที่สุดและไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม คือ Redirection ที่ออกแบบมาเพื่อแก้ไข Error 404 not found โดยเฉพาะ

โดยให้คลิกที่ source URL หรือ URL เดิม เพื่อคัดลอกมาแก้ไข แล้วเปลี่ยนเป็น URL ใหม่ในช่อง Destination URL โดยสามารถเลือกชนิดของการเปลี่ยนแปลงได้ว่าจะให้เป็นแบบถาวรหรือเปลี่ยนแปลงเป็น URL address นั้นเพียงชั่วคราวไปก่อน

หลังจากนั้นกด Activate เป็นการยืนยันการเปลี่ยนแปลงข้อมูลดังกล่าว และหากมีหลาย URL ที่ต้องแก้ไขก็ทำการกด Add Redirection เพิ่มเติมได้ที่มุมจอด้านล่าง

หลังจากการทำเสร็จจำเป็นต้องตรวจสอบซ้ำอีกครั้งว่า กระบวนการสำเร็จครบถ้วน 100% หรือไม่ โดยเข้าไปที่เมนู Redirection อีกครั้ง จะพบ URL ใหม่ขึ้นแทน URL ที่มีปัญหาตามที่เราได้แก้ไขไว้ครั้งล่าสุด

นอกจากนี้ ยังมี plugin อื่น ๆ ที่สามารถใช้แทน Redirectionได้ เช่น Rank Math SEO และ Yoast SEO รุ่น Premium (รุ่นฟรีจะไม่สามารถแก้ไขได้) ซึ่งจำเป็นต้องเรียนรู้เทคนิคในการใช้ที่แตกต่างกันไป แต่การันตีได้ว่าจะมีความสะดวกสบายและประหยัดเวลามากขึ้นอีก เหมาะกับผู้ทำหน้าที่ดูแลเว็บไซต์แบบมืออาชีพ ที่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพรวดเร็ว

จะเห็นได้ว่าหากเกิดปัญหาความผิดพลาด 404 Error กับ เว็บไซต์ SEO จะต้องทำการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพื่อไม่ให้กระทบต่อการเติบโตทางธุรกิจ ผู้มีหน้าที่ดูแลเว็บไซต์หรือเจ้าของเว็บไซต์จำเป็นจะต้องตรวจสอบ Error ชนิดนี้เป็นประจำ โดยเฉพาะกับเว็บไซต์ที่เปิดมานาน มักมีปัญหากับลิงก์เก่าที่เคยทำไว้ ควรดำเนินการแก้ไขให้เรียบร้อยเสียก่อน เพื่อให้การทำ SEO ได้ผลตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ

การตรวจสอบปัญหา 404 Error

ประโยชน์ของปลั๊กอินที่ใช้คู่กับโปรแกรม wordpress ทำ SEO

ประโยชน์ของปลั๊กอินที่ใช้คู่กับโปรแกรม wordpress ทำ SEO

โปรแกรม wordpress ช่วยในการพัฒนาเว็บไซต์ให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ SEO ที่ Google กำหนดได้ ซึ่งมีการออกแบบปลั๊กอินให้เสริมประสิทธิภาพของ wordpress ทำงานดียิ่งขึ้น ทั้งยังมีประโยชน์ในด้านอื่น ๆ ที่ผู้ทำเว็บไซต์ออนไลน์ควรรู้ด้วย

ประโยชน์จากปลั๊กอินที่คุณจะได้จากการดาวน์โหลดใช้งานคู่กับ wordpress มีดังนี้

1. ช่วยในการแชทกับลูกค้าและเก็บข้อมูลรายบุคคล

ความต่อเนื่องในการคุยกับลูกค้าแต่ละราย ที่สามารถดูข้อมูลย้อนหลังได้ ทำให้มีความสะดวกในการสั่งสินค้าและสร้างความประทับใจมากขึ้น ปลั๊กอินที่ทำเช่นนี้ได้ คือ MobileMonkey’s WP-Chatbot ที่จะทำให้คุยได้สะดวกผ่านระบบ Messenger ใน Facebook

2. ช่วยในการเลือกคีย์เวิร์ดและออกแบบส่วนต่างๆในเพจ

การคิดชื่อหัวข้อบทความ การเลือก keyword ที่มีประสิทธิภาพในการแข่งขันกับเว็บไซต์คู่แข่งอื่น การทำ meta-description ที่ครอบคลุมเนื้อหาในเพจ ฯลฯ คือ หัวใจสำคัญของการทำ SEO ที่ปลั๊กอิน Yoast SEO สามารถช่วยคุณทำได้ นับว่าเป็นปลั๊กอินที่คนทำเว็บไซต์ทั่วไปรู้จัก สามารถที่จะทำให้อันดับ SEO ของเว็บไซต์คุณสูงขึ้นได้ในเวลารวดเร็ว

3. ช่วยป้องกันมัลแวร์หรือไวรัสที่จะเป็นอันตรายต่อระบบ

การรักษาความลับลูกค้าและเสริมความปลอดภัยของข้อมูลตัวสินค้าและบริษัทเป็นสิ่งจำเป็นที่ปลั้กอิน อย่าง Jetpack สามารถทำให้ได้ ทั้งยังมีความสามารถวิเคราะห์เพื่อเพิ่มอันดับ SEO ให้แก่บทความและรูปภาพของคุณได้ด้วย

4. ช่วยป้องกันการก่อกวนจากผู้ไม่หวังดี

เราอาจเคยเห็นเพจหรือเว็บไซต์ที่มีผู้ไม่หวังดีมาใช้คำไม่สุภาพ พิมพ์ข้อความที่ไม่เป็นความจริง เพื่อลดความเชื่อมั่นในแบรนด์สินค้า รวมถึงการโพสต์ข้อความซ้ำ ๆ เป็นการรบกวนสายตาของผู้ใช้บริการเว็บไซต์รายอื่น สิ่งเหล่านี้เรียกว่าสแปม การดาวน์โหลดปลั๊กอินที่ชื่อว่า Akismet Anti-Spam สามารถป้องกันปัญหาเหล่านี้ได้ โดยคุณสามารถเลือกคำที่ไม่ต้องการให้คนโพสต์ได้ด้วยตัวเอง

5. ช่วยให้การช้อปปิ้งของลูกค้ามีความสะดวกมากขึ้น

ตัวช่วยสำคัญที่คนทำเว็บไซต์รุ่นใหม่รู้จัก คือ WooCommerce ที่จะช่วยให้ลูกค้าสามารถหยิบสินค้าตามหมวดหมู่ต่าง ๆ ลงในตะกร้าช้อปปิ้งได้ง่ายสะดวกขึ้น ทั้งยังช่วยแนะนำว่าสินค้าต่อไปที่ควรเลือกซื้อหรือเกี่ยวข้องกับสินค้าที่เลือกมาแล้วมีรายการใดบ้าง จึงช่วยเพิ่มยอดขายให้กับเว็บไซต์ของคุณได้ดีขึ้น ขณะเดียวกัน ก็ช่วยคำนวณราคาสินค้า ค่าจัดส่ง และดูแลเรื่องระบบการชำระเงินที่มีหลายช่องทางได้อย่างแม่นยำ

จะเห็นได้ว่า ปลั๊กอินในปัจจุบันถูกออกแบบให้มาตอบโจทย์การใช้งานของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายในแต่ละประเภทธุรกิจของเว็บไซต์ออนไลน์มากยิ่งขึ้น การเลือกดาวน์โหลดปลั๊กอินที่เหมาะสมมาใช้งานคู่กับ wordpress จะช่วยให้อันดับ SEO เว็บไซต์ของคุณสูงขึ้น และทำให้ประสบความสำเร็จในธุรกิจออนไลน์ได้มากขึ้นอย่างแน่นอน

ประโยชน์จากปลั๊กอินที่คุณจะได้จากการดาวน์โหลดใช้งาน

ชวนรู้จัก Google search Console 2019

ชวนรู้จัก Google search Console 2019

การทำเว็บไซต์ออนไลน์ให้ประสบความสำเร็จในยุค 2019 จำเป็นต้องรู้จักเทคนิค การทำ SEO ที่เหมาะสม รวมถึงโปรแกรมที่สามารถช่วยให้วิเคราะห์ได้ว่าเว็บไซต์ของคุณมีจุดบกพร่องตรงไหน เพื่อการพัฒนาที่ดียิ่งขึ้น จะทำให้มีความสามารถในการแข่งขันกับธุรกิจออนไลน์เจ้าอื่นได้ดีขึ้นตามไปด้วย

Google search Console จัดเป็นเครื่องมือวิเคราะห์เว็บไซต์ SEO ที่สำคัญที่ได้รับความนิยมทั่วโลก โดยสามารถที่จะหาจุดบกพร่องและข้อมูลต่าง ๆ ในเว็บไซต์ทางธุรกิจของคุณแล้ว วิเคราะห์ออกมาเป็นตัวเลข กราฟและเปอร์เซ็นต์ต่าง ๆ ตามความเหมาะสม เพื่อนำไปใช้ในการทำงานได้จริง

หลังจากการติดตั้ง Google search Console แล้วสามารถที่จะกดปุ่ม start เพื่อเข้าสู่การใช้งาน Google search Console โดยสามารถเลือกโดเมนที่จะให้ระบบทำการวิเคราะห์ทั้งทางเว็บไซต์ หรืออาจจะเลือก URL Prefix เพื่อให้วิเคราะห์บางส่วนในโดเมนย่อยก็ได้

การใช้งานต่าง ๆ ใน Google search Console ที่ควรทราบ มีดังนี้

1. Performance

เป็นส่วนที่แสดงประสิทธิภาพการนำเสนอข้อมูลต่าง ๆ ของเว็บไซต์ว่าสามารถสื่อสารได้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้มากน้อยเพียงใด ย่อมสัมพันธ์กับยอดขายสินค้าและบริการในแต่ละวันด้วย ซึ่งจะมีรายละเอียดอื่นที่ช่วยขยายตลาดธุรกิจได้ เช่น ประเทศภูมิภาคของผู้ที่เข้าชมเว็บไซต์ อัตราเฉลี่ยในการคลิกหรือ CTR (click through rate) ที่มีความหมายว่า เมื่อมีคนเห็นชื่อเว็บไซต์ของคุณจากการสืบค้นแล้วจะมีกี่คนที่คลิกเข้ามาชมข้อมูลในเว็บไซต์ ถ้าค่า CTR สูง ก็จะแสดงถึงโอกาสขายสินค้าได้มากขึ้นตามไปด้วย

2. URL Inspection

เป็นความสามารถใหม่ที่ Google ได้ทำขึ้น เพื่อที่จะแจ้งให้กับผู้พัฒนาเว็บไซต์ได้ทราบว่า ระบบ algorithm ของ Google ได้มีการเข้ามาเก็บข้อมูลเชิงเทคนิคครั้งล่าสุดเมื่อไหร่ เพื่อที่จะได้ดูว่าผลจากการทำ SEO มีการอัปเดตมากน้อยเพียงใด ทั้งยังมีคำอธิบายที่ช่วยบอกข้อบกพร่องว่าเว็บไซต์คุณว่ามีจุดอ่อนตรงไหนอีกที่ควรจะปรับปรุง เพื่อให้อันดับ SEO สูงขึ้นได้ นับว่าเป็นส่วนที่มีประโยชน์มากในยุค 2019

3. Mobile usability

เป็นค่าตัวเลขที่แสดงให้เห็นว่ามีผู้ใช้งานเว็บไซต์คุณผ่านระบบโทรศัพท์มือถือมากน้อยเพียงใด ซึ่งหากมีการใช้งานผ่านโทรศัพท์มือถือได้มาก ก็จะแสดงว่าเว็บไซต์ของคุณสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ที่ใช้งานผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ติดตามตัวมากขึ้น นำไปสู่การวิเคราะห์ที่จะขยายแบรนด์ผ่านหน้าจอโทรศัพท์สู่คน GenY และ GenZ ได้มากขึ้น ทำให้เพิ่มโอกาสเติบโตให้แก่แบรนด์ธุรกิจของคุณในระยะยาว

จะเห็นได้ว่า Google search Console เป็นตัวช่วยที่สำคัญในการทำธุรกิจขายสินค้าและบริการออนไลน์ในเว็บไซต์ SEO ยุคใหม่ หวังว่า บทความนี้จะเป็นข้อมูลพื้นฐานให้ทุกท่านนำไปต่อยอด และปรับใช้กับการทำเว็บไซต์ออนไลน์ให้ประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้นในระยะยาว

การใช้งานต่าง ๆ ใน Google search Console ที่ควรทราบ

เตือนภัย SEO แบบไหนเสี่ยงโดนแบน

เตือนภัย SEO แบบไหนเสี่ยงโดนแบน

SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นการพัฒนาเว็บไซต์ให้เข้าสู่มาตรฐานเดียวกัน โดยกำหนดเกณฑ์จากผู้ให้บริการ Search Engine อย่าง Bing, Yahoo และ Google ทำให้ผู้สืบค้นได้รับความประทับใจในการหาข้อมูลที่รวดเร็วตรงใจผู้ประกอบการยุคใหม่จึงนิยมทำเว็บไซต์ออนไลน์ ตามระบบ SEO ทั้งทำด้วยการศึกษาเองและการจ้างผู้เชี่ยวชาญในบริษัทรับจ้างทำ SEO

แต่ทั้งนี้ ก็มีผู้ทำ SEO จำนวนไม่น้อยที่ใช้เทคนิควิธีลัด ที่ทำให้อันดับการสืบค้นสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ก็เสี่ยงต่อการถูกแบนเว็บไซต์จากระบบ Algorithm ที่ Search Engine ใช้ในการวิเคราะห์ด้วย จะมีวิธีใดบ้างที่ไม่ควรทำ เราได้รวบรวมไว้ที่นี่แล้ว

1. การทำ Backlink แบบไม่โปร่งใส เช่น การเปิดเว็บไซต์ เพจหรือบล็อกจำนวนมาก ๆ แล้วก็สร้างการเชื่อมโยงกันเอง หากระบบ AI ตรวจพบ ก็จะถูกแบนจากระบบทั้งหมด

2. การ Copy เนื้อหาจากเว็บไซต์อื่นมาใส่ในเว็บไซต์ของตัวเอง โดยที่ไม่ได้มีการอัพเดตใหม่หรือปรับปรุงเนื้อหาใด ๆ จึงทำให้ระบบตรวจสอบได้ว่าถูก Copy มาซึ่งเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ ทางที่ดี ควรจะเลือก Keyword ที่ตรงกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายใช้ในการค้นหาข้อมูลของสินค้าและบริการที่คุณจำหน่าย แล้วก็สร้างบทความสาระใหม่ ๆ ข้อมูลอัปเดตด้วยตัวเอง

3. ลิงก์ที่เชื่อมโยงมีความเสียหาย โดยเฉพาะผู้ที่ทำเว็บไซต์รุ่นเก่ามานับสิบปี ควรจะเช็คว่า ลิงก์ ที่เคยทำไว้นั้นเชื่อมโยงได้จริงหรือไม่ หากขึ้นว่า Page Not Found หรือ Page Error ต้องแก้ไขโดยไว เพราะมีผลต่อความมั่นใจของผู้ใช้บริการ ขณะเดียวกัน ระบบของ Search Engine ก็ยังตรวจเจอความผิดพลาดเหล่านี้ได้ ซึ่งจะทำให้ถูกประมวลผลออกมาว่าเป็นเว็บไซต์ที่ไม่น่าเชื่อถือ

4. Hosting ไม่มีคุณภาพ Hosting เปรียบได้กับผู้บริหารนัดตลาดนัด ที่คุณต้องเลือกให้ดีสำหรับการเช่าแผงขายสินค้า หากเลือก Hosting ที่มีบริการบริหารจัดการไม่ดี เช่น การดาวน์โหลดข้อมูลใช้เวลานาน Server ล่มบ่อย จะทำให้ลูกค้าของคุณและผู้ใช้บริการไม่ประทับใจ ส่งผลให้อาจไม่กลับมาใช้อีก จึงควรเลือก Hosting ที่มีโปรแกรมเมอร์ชำนาญสูงและใช้ Server ที่มีประสิทธิภาพพอเหมาะที่จะรองรับธุรกิจของคุณได้อย่างต่อเนื่อง

5. ใส่ Keyword มากเกินไป ในแต่ละเพจ ถ้าใช้จำนวนคำ Keyword และความถี่มากเกินไป ทำให้เป็นการยัดเยียดให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึกรำคาญ ไม่เป็นที่ประทับใจแก่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย และยังทำให้ถูกวิเคราะห์ว่าเป็นบทความคุณภาพต่ำหรือ Spam ด้วย

จะเห็นได้ว่า การทำ SEO ที่ไม่เหมาะสมทั้งในส่วนของเนื้อหาบทความและส่วนของโครงสร้างและระบบ Hosting ล้วนกระทบต่อการเสี่ยงโดนแบนจาก Server ได้ ผู้ประกอบธุรกิจออนไลน์ที่ทำ SEO ด้วยตัวเองหรือแม้แต่จ้างบริษัทเอกชนทำ SEO จึงควรใส่ใจทำ SEO ที่ถูกต้องตามกฎเกณฑ์

Search Engine ใช้ในการวิเคราะห์

SEO คืออะไร จำเป็นแค่ไหนสำหรับคนทำเว็บไซต์ 2019

SEO คืออะไร จำเป็นแค่ไหนสำหรับคนทำเว็บไซต์ 2019

สำหรับพ่อค้าแม่ค้ามือใหม่ที่กำลังเข้าสู่วงการเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์ อาจเคยได้ยินการแนะนำจากกูรูทางการตลาดให้ทำ SEO ซึ่งยังไม่มีความเข้าใจมากพอ ทำให้มีความสงสัยว่าการทำ SEO นั้นจำเป็นหรือไม่สำหรับธุรกิจของท่าน

เราจึงได้รวบรวมข้อมูลที่สำคัญเพื่อให้ทุกท่านที่กำลังเริ่มทำเว็บไซต์ออนไลน์ ได้เข้าใจ SEO มากขึ้น และตอบได้ด้วยตัวเองว่า SEO จำเป็นแค่ไหนสำหรับเว็บไซต์ธุรกิจของท่าน ดังนี้

SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นการประชาสัมพันธ์การตลาดให้กับเว็บไซต์ของคุณ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ให้แค่ Search Engine และบริษัทโฆษณา เนื่องจากเป็นการพัฒนาเว็บไซต์ให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ที่ Search Engine อย่าง Bing, Yahoo และ Google กำหนด ในสองส่วนต่อไปนี้

1. On-Page SEO เป็นการทำให้เว็บไซต์ใช้ง่ายและตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้แก่

การจัดหมวดหมู่ของสินค้าให้ชัดเจน แยกออกจากโฆษณาแบนเนอร์

การใช้สี ธีม ตัวอักษรที่เป็นเอกลักษณ์ ทำให้สร้างความจดจำและสบายตาในการอ่าน

ใช้ Keyword ที่ได้จากการวิจัย ว่าตรงกับการค้นหาของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย เช่น คุณขายปริ้นเตอร์ออนไลน์ก็ควรใช้ “ปริ้นเตอร์ ออนไลน์ + รุ่นยี่ห้อ” ให้ชัดเจน เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายที่กำลังมองหาปริ้นเตอร์รุ่นดังกล่าวสืบค้นจากเว็บไซต์ของคุณได้โดยเร็ว

ทำบทความที่มีคุณภาพจากการใช้ Keyword SEO ที่เหมาะสม จะทำให้ผู้เข้ามาสืบค้นข้อมูลในเว็บไซต์ได้ทั้งความรู้และความประทับใจ ส่งผลทำให้อยากกลับเข้ามาใช้บริการในเว็บไซต์ซ้ำอีก

SEO จำเป็นแค่ไหนสำหรับเว็บไซต์ธุรกิจ

2. Off-Page SEO เป็นการเชื่อมโยง ลิงก์ ระหว่างเว็บไซต์ทางธุรกิจของคุณกับเว็บไซต์ภายนอก เพื่อเพิ่ม Traffic ของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต เข้ามาสู่เว็บไซต์ของคุณ

ตัวอย่างเช่น การที่คุณไปตอบคำถามให้ผู้ที่ต้องใช้งานปริ้นเตอร์ เช่น นักเรียนนักศึกษา หรือแม้แต่ฝ่ายจัดซื้อของบริษัทห้างร้านต่าง ๆ ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง ในเว็บไซต์ Pantip หรือในกลุ่ม Facebook เกี่ยวกับการเลือกปริ้นเตอร์ที่เหมาะสมกับการใช้งานแต่ละแบบ ทั้งปริ้นเตอร์ Inkjet และแบบเลเซอร์

เมื่อมีผู้สนใจสินค้า คุณก็สามารถให้ URL Address ไว้ได้ จะเป็นช่องทางที่ทำให้ได้ฐานลูกค้าและเพิ่มอันดับ SEO ในการสืบค้นได้เป็นอย่างดี

การทำ SEO ทั้งสองส่วนอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้ผลการประเมินคุณภาพเว็บไซต์จาก Search Engine อย่าง Bing, Yahoo และ Google สูงขึ้น และทำให้เมื่อมีผู้ใช้ Keyword ที่ตรงกับคุณกำหนด ในการค้นหาเว็บไซต์ ก็จะทำให้เว็บไซต์ทางธุรกิจของคุณ ถูกปรากฏเป็นอันดับต้น ๆ ของหน้าต่างสืบค้นหน้าแรกอยู่เสมอ จึงทำให้มีโอกาสได้ขายสินค้ามากขึ้น

จากที่กล่าวมา แสดงว่า การทำ SEO เป็นพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับเว็บไซต์รุ่นใหม่ และต้องเริ่มทำเสียแต่เนิ่น ๆ เพื่อให้รองรับต่อการเติบโตทางธุรกิจได้ดีในระยะยาว