6 สิ่งจำเป็น ทำให้เว็บไซต์ SEO มัดใจลูกค้าอยู่หมัด

6 สิ่งจำเป็น ทำให้เว็บไซต์ SEO มัดใจลูกค้าอยู่หมัด

การทำเว็บไซต์ SEO มีโจทย์สำคัญที่ทำอย่างไรจะช่วยให้เว็บไซต์ยกอันดับในการสืบค้นเป็น top5 , top10 ให้ได้ เพราะสัมพันธ์โดยตรงกับยอดขายและภาพลักษณ์ของธุรกิจ เราจึงได้รวบรวม “ 6 สิ่งจำเป็น” ในการทำเว็บไซต์ SEO มัดใจลูกค้า มาฝากกัน ดังนี้

1. จำเป็นต้องมีคีย์เวิร์ดที่เหมาะสม เพราะจะเป็นตัวเชื่อมโยงระหว่างหน้าเว็บไซต์เรากับความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งการใช้โปรแกรมที่มีคุณภาพในการวิจัยคีย์เวิร์ดก็มีความสำคัญในการแสดงผลอย่างครอบคลุม ทั้งเปอร์เซ็นต์และตัวอย่างวลีประโยคอื่น ๆ ที่ใกล้เคียงกับการค้นหาคีย์เวิร์ดนั้น ๆ

2. จำเป็นต้องมีทีมงานที่เชี่ยวชาญในการทำ SEO เพื่อให้ดูแลทั้งส่วนหน้าบ้าน เช่น ดูแลเนื้อหาบทความที่มีคุณภาพ การใส่ภาพหรือมัลติมีเดียประกอบ ที่ช่วยส่งเสริมการขายสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และส่วนหลังบ้าน อาทิ การเชื่อมโยงดาต้า การส่งเมล์ การประสานงานลิ้งค์ต่าง ๆ เพื่อความคล่องตัวรวดเร็ว เสริมอำนาจการแข่งขันกับเจ้าของธุรกิจรายอื่น

3. จำเป็นต้องประเมินผล แม้ว่าการทำ SEO ต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนกว่าจะเห็นผล แต่การหมั่นติดตามผลจากเคลื่อนไหวของหน้าเพจ ผ่านรายงานประจำวันและสัปดาห์ จะทำให้เห็นแนวโน้มและวางแผนอนาคตของธุรกิจได้ดีขึ้น

6 สิ่งจำเป็น มัดใจลูกค้าอยู่หมัด

4. จำเป็นต้องใช้ได้หลายประเภทเครื่องมือสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานผ่านระบบมือถือ smartphone tablet หรือใช้งานออนไลน์ผ่านคอมพิวเตอร์ตั้งต้น ก็ควรเข้าอ่านบทความและใช้บริการออนไลน์ต่าง ๆ บนเว็บไซต์ได้ง่ายและรวดเร็วใกล้เคียงกัน หากสามารถรักษาจุดนี้ไว้ได้จะทำให้เว็บไซต์ของคุณยกระดับขึ้นสู่อันดับสืบค้น top five ได้อย่างแน่นอน

5. จำเป็นต้องเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายให้รวดเร็วฉับไว เช่น การมีทีมงานที่ทำหน้าที่สำรวจความสนใจในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสินค้าตามสังคมพูดคุยออนไลน์ต่าง ๆ และทำการโพสต์แสดงความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์มีสาระ พร้อมแนบลิ้งค์เพจหรือเว็บไซต์ เพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถตามลิ้งค์มาถึงเว็บไซต์หลักและคลิกดูข้อมูลอื่น ๆ ในเว็บไซต์เพิ่มเติม ทำให้ช่วยเพิ่มความนิยมของเว็บไซต์และทำให้ยอดขายดีขึ้นได้ด้วย

6. จำเป็นต้องดีไซน์แคมเปญที่ดึงดูดใจ ไม่เพียงการสื่อสารทางเดียวผ่านบทความ SEO เท่านั้น ที่จะช่วยรักษาลูกค้าไว้ได้ แต่การมีแคมเปญโปรโมชั่นที่น่าลุ้นหรือเป็นไปได้สูง เช่น หากร่วมตอบคำถามจะได้สินค้าขนาดทดลอง หรือได้รับของที่ระลึกจากบริษัท จะทำให้ได้รับความรู้สึกเชิงบวกจากผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น และแน่นอนว่าส่งผลถึงภาพลักษณ์ที่ดีและยอดขายที่เพิ่มขึ้นตามมา

เป็นอย่างไรกันบ้างกับ “6 สิ่งจำเป็น” ในการทำเว็บไซต์ SEO มัดใจลูกค้า จะเห็นได้ว่าแต่ละข้อสำคัญต่อการเพิ่มอันดับในการสืบค้นข้อมูลจาก search engine จึงทำให้มีโอกาสสูงอย่างทวีคูณในการเกิดลูกค้ากลุ่มใหม่ และยังช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นแก่ลูกค้ากลุ่มเดิมได้อีกด้วย

ทำให้เว็บไซต์-SEO-มัดใจลูกค้าอยู่หมัด

SEO สำคัญกับ content ออนไลน์ ยังไง

บทความสำคัญต่อความเชื่อมั่นของลูกค้า

การนำเสนอธุรกิจทาง “หน้าบ้านออนไลน์” ด้วยการทำ SEO ที่มีคุณภาพ เป็นสิ่งสำคัญของนักการตลาดยุคใหม่ เรียกว่า “ขาดไม่ได้” ในการช่วยเพิ่มโอกาสการขาย เนื่องจากเป็นช่องทางที่ให้ข้อมูลด้านสินค้าและบริการของธุกริจได้อย่างรวดเร็วสะดวกและส่งตรง (direct) ถึงลูกค้าได้ในเสี้ยววินาที เมื่อคลิกลิ้งค์เว็บเพจต่าง ๆ การทำ SEO ที่มีเนื้อหา หรือ content ที่สมบูรณ์ ให้ข้อมูลรอบด้านทั้งส่วนสินค้าและบริการ เทรนด์หรือกระแสที่เกี่ยวข้อง พร้อมกับข้อมูลเชิงการเปรียบเทียบระหว่างรุ่นสินค้า เป็นสิ่งที่ลูกค้าต้องการมากขึ้น เช่น การทำเว็บไซต์ขายอาหารเสริม ก็ควรมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพ โรคหรือความเจ็บป่วยต่าง ๆ หากกลุ่มลูกค้าเป็นคนทำงาน ก็ควรให้ความรู้เรื่องโรคออฟฟิศซินโดรม (Office syndrome) หากมีโรคใหม่ วัคซีน หรือเป็นช่วงที่มีโรคใดระบาด ก็ควรใส่ใจเพิ่มเนื้อหาที่อัพเดตทันสมัยลงไปด้วย

การทำ SEO ในบทความที่มีคุณภาพ จะทำให้ลูกค้ารู้สึกดีต่อภาพลักษณ์ธุรกิจ ทั้งนี้ควรเลือกผู้เขียน content SEO ที่มีคุณภาพ รู้ลึกรู้จริงในศาสตร์นั้น ๆ เช่น ด้านสุขภาพ ยา โรค วิตามิน อาหารเสริม ก็ควรให้แพทย์ เภสัชกร หรือนักวิทยาศาสตร์สายสุขภาพ เป็นผู้เขียนบทความ เป็นต้น ทั้งนี้ การมีข้อมูลเชิงวิชาการชัดเจน แต่เขียนด้วยภาษาเข้าใจง่าย อ่านแล้วเพลิดเพลิน นับเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง ที่จะทำให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงใจ จึงจำเป็นต้องเลือกมืออาชีพในการเขียนบทความด้วยเช่นกัน

บมความสำคัญต่อความเชื่อมั่นของลูกค้า

การทำบทความ SEO ที่มีคุณภาพ จึงสำคัญต่อการสร้างความเชื่อมั่นของลูกค้าและส่งผลบวกต่อยอดการขายทั้งระยะสั้นและระยะยาว และทำให้ลูกค้าไม่รู้สึกว่ากำลังถูกยัดเยียดขายหรือ hard sale จนไม่มั่นใจในข้อมูลที่นำเสนอ จะเห็นได้ว่า การทำ SEO จึงต้องใส่ใจคุณภาพ หรือ quality ของบทความอย่างยิ่ง ซึ่งจะสัมพันธ์ชัดเจนต่อการแชร์และทัศนคติของลูกค้า ซึ่งมีการวิเคราะห์ว่าได้ผลในการเพิ่มยอดขายและเพิ่มผู้ติดตามได้ดีและยั่งยืนกว่าการใช้กลยุทธิ์เดิม ๆ คือ การแลกลิ้งค์ ซึ่งหลายครั้งมักเชื่อมไปสู่เว็บไซต์ที่ไม่ค่อยให้สาระประโยชน์ที่ดีกับผู้ปริโภคกลุ่มเป้าหมาย กรณีแบบนี้ก็จะไม่ได้เพิ่มยอดขายให้ธุรกิจแต่อย่างใด ดังนั้น เราจึงควรเลือกผู้เชี่ยวชาญในการทำ SEO เว็บไซต์และเขียนบทความคุณภาพ และให้ระยะเวลาในการปรับปรุงเว็บไซต์ในด้านต่าง ๆ พร้อมกัน ได้แก่

SEO สำคัญกับ content ออนไลน์ ยังไง

การปรับผังโครงสร้างให้เป็นระเบียบตามแนวทางที่ search engine กำหนด

การสะสมเนื้อหาคอนเทนต์ใหม่ ๆ ที่มีคุณภาพและให้ความบันเทิงในเวลาเดียวกัน

การปรับลิ้งค์ ให้เหมาะสมกับธุรกิจ

เพื่อช่วยให้ธุรกิจสามารถไต่ขึ้นมาเป็นอันดับต้น ๆ ด้วยการสะสมดาต้า (data) ใหม่ ๆ ลงในระบบสืบค้น ซึ่งอาจใช้เวลาหลายเดือนหรือเป็นปี ขึ้นกับกระแสและประเภทของธุรกิจ

วิธีทำ SEO ดีที่สุดคือเขียนบทความมีคุณภาพ

ขั้นตอนก่อนเริ่มเขียนบทความ

เป็นที่รู้กันว่าปัจจัยสำคัญของการทำ SEO คือการเขียนบทความที่มีคุณภาพ แต่คำว่าคุณภาพหมายถึงอะไร แน่นอนว่าบทความที่ดีต้องมีเนื้อหาน่าอ่านและตรงกับความสนใจ ถ้าเว็บไซต์จำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ลูกค้าย่อมสนใจบทความเกี่ยวกับไมโครเวฟใช้ปรุงอาหารเมนูใดได้บ้าง ทิปการทำความสะอาดเครื่องดูดฝุ่น เคล็ดลับการใช้เครื่องไฟฟ้าให้ประหยัดไฟ หากนำบทความอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง เช่น ฝึกโยคะลดน้ำหนักเห็นผลเร็ว หรือจัดกระเป๋าเดินทางแนวแอดเวนเจอร์อย่างไร เป็นคอนเทนต์ที่มีประโยชน์และมีเนื้อหาสนุกน่าสนใจแต่ไม่สอดคล้องกับสิ่งที่ขายอยู่ในเว็บไซต์ จึงถือว่าไม่เกี่ยวข้องและผิดกับหลักเกณฑ์ของทาง Google ในการจัดอันดับเว็บไซต์นั่นเอง

ขั้นตอนก่อนเริ่มเขียนบทความ

ก่อนจะเริ่มเขียนบทความ อันดับแรกต้องรู้ความต้องการของผู้อ่าน เลือกหัวข้อเป็นที่นิยมในตลาดสินค้าของเราก่อน ถ้าคุณเปิดเว็บขายเสื้อผ้าออนไลน์ ควรเน้นหมวดเทรนด์การแต่งกาย เครื่องประดับ เครื่องสำอางและความสวยงามที่เกี่ยวข้องกัน พยายามวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้านเพื่อนำมาเขียนสิ่งที่ลูกค้าต้องการรู้มากที่สุด ไม่จำเป็นต้องใช้ศัพท์เทคนิคมากนัก เขียนอย่างสนุกและใช้ภาษาถูกต้องเข้าใจง่าย มีครบทั้งสาระและความบันเทิง ทำให้อ่านแล้วติดใจต้องกลับมาใช้งานอยู่เสมอ

ในด้านความยาวของบทความแบ่งออกเป็น 3 ระดับ เริ่มจากขั้นต่ำ 300 คำเป็นบทความเรื่องทั่วไป ขยับมาเป็น 500 คำถือว่ามีความยาวพอดีสำหรับใส่เนื้อหาที่มีประโยชน์และได้ความสนุกด้วย มีความยาวในระดับที่ผู้อ่านไม่เบื่อไปเสียก่อน แต่ถ้าต้องการเน้นรายละเอียดมากขึ้น ความยาวไม่ควรเกิน 700-1,000 คำ ซึ่งถือว่าค่อนข้างยาวไปสำหรับการแสดงเนื้อหาบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือ เพราะคนรุ่นใหม่เน้นการดูคลิปวิดีโอหรือรูปภาพที่สื่อให้เข้าใจง่ายและประหยัดเวลาด้วย

วิธีทำ SEO ดีที่สุดคือเขียนบทความมีคุณภาพ

บทความขนาด 300-500 คำมีเนื้อหาความยาวที่มีการจ้างเขียนบทความมากที่สุด ส่วนบทความที่ยาวอาจมีตั้งแต่ 750 คำไปจนถึง 1,500 คำ การเขียนให้เป็นบทความที่มีคุณภาพไม่ง่ายนัก โดยเฉพาะข้อตำหนิที่พบมากเป็นเรื่องคำซ้ำและคำฟุ่มเฟือยที่จะต้องตัดคำออก ขัดเกลาสำนวนภาษาให้กระชับและถ้อยคำสละสลวย จัดแบ่งโครงสร้างเนื้อหาเป็นย่อหน้า แบ่งวรรคตอนสวยงามน่าอ่าน พยายามสรุปใจความในแต่ละย่อหน้าแต่จะต้องเชื่อมโยงเนื้อหากับย่อหน้าอื่น ๆ มีคีย์เวิร์ดกระจายอยู่อย่างเหมาะสม การเขียนบทความจะต้องไม่ลอกเลียนแบบหรือซ้ำใคร นำไปโพสต์เชื่อมโยงกับโซเชียลมีเดีย เช่น Faccebook, Line, Instagram เมื่อคนอ่านพึงพอใจจะกดไลค์ กดแชร์ให้ ช่วยสร้างลิงก์ย้อนกลับมาเว็บไซต์มากขึ้น ซึ่งมีผลต่อการจัดอันดับเว็บไซต์อย่างแน่นอน

แม้ว่าการจ้างเขียนบทความจะมีราคาไม่แพง ทั้งยังสะดวกรวดเร็วด้วย แต่หลายเว็บไซต์หรือบล็อกนิยมเขียนบทความด้วยตัวเอง เพราะสามารถนำความรู้ทางธุรกิจมาตอบโจทย์คำถามลูกค้าของตนได้ดีที่สุด หากยังคิดไม่ออกว่าจะเขียนเรื่องอะไร หรือเขียนอย่างไร ให้เปิดดูเว็บไซต์ของคู่แข่งทางธุรกิจ อ่านบทความของเขาเป็นแนวทาง แต่ให้เขียนประเด็นที่ตนเองรู้และวิเคราะห์จากความต้องการของกลุ่มเป้าหมายของตนเป็นหลัก

วิธีค้นหาบทความยอดนิยม ในการทำ SEO

วิธีค้นหาบทความยอดนิยม ในการทำ SEO

ช่วงปลายปีผู้ประกอบการแต่ละบริษัทเริ่มทำบัญชีตรวจสอบผลการดำเนินงานช่วงครึ่งปีแรกและเกือบตลอดระยะ 1 ปีที่ผ่านมา รวมทั้งการโปรโมทและโฆษณาว่าได้ผลคุ้มค่ามากขนาดไหน การทำเว็บไซต์และบล็อกได้โพสต์บทความไว้จำนวนมาก จะตรวจสอบได้อย่างไรว่าโพสต์ไหนเป็นบทความยอดนิยม ถือเป็นส่วนหนึ่งของการปรับปรุงเว็บไซต์หรือบล็อก รวมถึงการทำ SEO เพื่อสร้างเครือข่ายคนติดตาม เรามาดูกันว่ามีวิธีใดบ้าง

ตรวจสอบจำนวนความคิดเห็น วิธีหนึ่งที่ง่ายในการดูว่าโพสต์นั้นเป็นที่นิยมหรือไม่ คือการดูจำนวนข้อคิดเห็นของคนที่เข้ามาดู ผู้ที่ได้อ่านโพสต์แล้วเขียนข้อความโต้ตอบเพื่อมีส่วนร่วมมากขึ้น หากคนเข้ามาดูมากจะทำให้มีโอกาสขายสินค้าและบริการมากขึ้น ถ้าคนแสดงความคิดเห็นมาก แปลว่าเนื้อหาบทความน่าสนใจและอาจเปิดประเด็นคำถามให้คนเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ความคิดเห็นจึงเป็นตัวบ่งชี้ว่ามีคนสนใจเว็บของเราแค่ไหน เป็นตัวชี้วัดว่าบทความของเรามีเนื้อหาน่าสนใจ ไม่ใช่กดดูแล้วมองข้ามไป ข้อเสียคือผู้คนจำนวนมากอาจอ่านโพสต์แล้วแต่มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่แสดงความคิดเห็น

ดูจำนวน Trackbacks หมายถึงการที่บุคคลอื่นเข้ามาอ่านบทความของคุณ แล้วเขียนแสดงความคิดเห็นในหน้าเว็บของตัวเองแล้วทำการ Trackback หรือส่งสัญญาณกลับมาที่เว็บหรือบล็อกของคุณ ควรตรวจสอบว่ามีบล็อกอื่นๆ ที่แสดงข้อคิดเห็นบางอย่างแล้วอ้างถึงโพสต์ของคุณหรือไม่ หากมีการลิงก์กลับมาที่คุณจำนวนมาก หมายความว่าโพสต์ของคุณอาจมีผลกระทบอย่างกว้างขวางในวงการบล็อกเกอร์ อย่างไรก็ตาม คุณภาพของการติดตามเหล่านั้นเป็นสิ่งสำคัญที่ควรตรวจสอบด้วย อาจเป็นข้อความขัดแย้งหรือโจมตีที่ไม่เกิดประโยชน์ใดๆ

คนเข้ามาติดตามจากโซเชียลมีเดีย สะท้อนให้เห็นจำนวนปริมาณคนเข้าชมเว็บไซต์ของคุณ ซึ่งติดตามมาจากโซเชียลมีเดียอย่าง เฟซบุ๊ก , อินสตาแกรม , ไลน์และช่องทางอื่นๆ เป็นตัวบ่งชี้ที่ดีมากว่าโพสต์ของคุณเป็นที่นิยมหรือไม่ ตรวจปรับปรุงเนื้อหาบทความหรือการใส่คีย์เวิร์ดเพื่อทำ SEO อย่างไร การสร้างเครือข่ายทางสังคมทำให้มีผู้เข้าชมเว็บไซต์มากขึ้น แต่คุณภาพของบทความคือจุดสำคัญที่จะทำให้คนคลิกเข้าอ่านบทความหรือมองผ่านเลยไป ถ้าทำให้มีผู้ติดตามอย่างต่อเนื่องได้ โพสต์นั้นจะเป็นประโยชน์ ไม่ใช่การลงทุนที่สูญเปล่าและยังมีผลให้การตอบรับในด้านธุรกิจและยอดขายดีขึ้นด้วย

แน่นอนว่าเป้าหมายของการทำ SEO เพื่อดึงดูดให้คนเข้ามาดูเว็บไซต์และบล็อก เป็นโอกาสได้โปรโมทแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักกว้างขวาง เพิ่มโอกาสขายสินค้าและบริการมากกว่าเดิม หัวใจหลักคือการทำบทความที่คนชื่นชอบ เนื้อหาน่าสนใจ อ่านสนุกและเป็นประโยชน์ การทำ Post Plugins ช่วยสรุปหัวข้อที่ผู้ใช้ให้คะแนนโพสต์สูงสุดโดยพิจารณาจากคุณภาพของบทความ วิธีนี้ช่วยให้รู้แนวทางว่าควรปรับแนวทางบทความให้เป็นอย่างไรจึงจะถูกใจและดึงดูดความสนใจผู้ใช้ส่วนใหญ่มากขึ้นไปอีก

การทำ SEO ไม่ใช่เรื่องไกลตัว รู้ไว้ได้เปรียบ

พื้นฐานการทำ seo

ทุกวันนี้คนขายสินค้าทางออนไลน์กันมาก ต้องการอะไร ก็เพียงใส่คำค้นหาลงไปในกูเกิ้ล สิ่งที่ค้นหาก็จะปรากฏออกมาให้เห็นทั้งสินค้าจำหน่ายในประเทศและนอกประเทศ มีระบบธุรกรรมออนไลน์บนมือถือ ซื้อง่ายจ่ายคล่อง ทำให้นักธุรกิจหน้าใหม่สนใจเข้ามาแย่งชิงพื้นที่ตลาดการค้าบนอินเทอร์เน็ต จำนวนคู่แข่งที่มากทำให้กระตุ้นยอดขายหรือเปิดตัวให้ลูกค้าใหม่รู้จักเป็นเรื่องยาก หากผู้ประกอบการทำ SEO จะมีโอกาสเข้าถึงลูกค้าในวงกว้างมากขึ้น หลายคนเข้าใจว่าเป็นเรื่องซับซ้อน ยุ่งยาก แต่ความจริงแล้วพบว่าการทำ SEO ก็คือคีย์เวิร์ดที่ใช้ค้นหาบนกูเกิ้ลซึ่งเชื่อมโยงกับคีย์เวิร์ดของสินค้า บริการ หรือแม้แต่บทความในเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก และอินสตาแกรมนั่นเอง

SEO อยู่ไม่ไกลตัวคุณ

ในเมื่อการทำ SEO ไม่ใช่เรื่องไกลตัว ทั้งยังเคยมีประสบการณ์ใช้งานอยู่อย่างคุ้นเคย จึงไม่ควรกังวลว่าจะเข้าใจมันยาก พื้นฐานของการทำ SEO และทำเว็บไซต์ตลอดจนสื่อสังคมออนไลน์ดูจะหลอมเป็นเนื้อเดียวกับการทำ SEO ไปแล้ว ควรสังเกตและเรียนรู้ว่าผู้ที่ประสบความสำเร็จนั้นทำอย่างไรจึงเข้าถึงลูกค้า สร้างแรงจูงใจและปิดการขายได้รวดเร็วตามที่คิดไว้ ก่อนอื่นเรามาพิจารณาในเรื่องเนื้อหาบทความที่ใส่ไว้ในเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก และอื่นๆ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นการอัพเดทเรื่องราวที่สดใหม่ ควรพิจารณาเลือกบทความที่น่าสนใจและเกี่ยวข้องกับสินค้าเพื่อสร้างความเชื่อมโยงให้เกิดความสนใจและต้องการซื้อในภายหลัง

จากประสบการณ์ของคนทำธุรกิจสตาร์ทอัพ ส่วนใหญ่พบว่าไอเดียในการนำเสนอสินค้าของเราดี มีเนื้อหาบทความที่น่าสนใจ แนะนำให้เห็นความสดใหม่และแปลกของผลิตภัณฑ์ แต่เพราะจุดด้อยในข้อที่มีงบประมาณจำกัด ไม่สามารถผลิตสินค้าออกมาจำนวนมาก เป็นผลให้ต้นทุนการผลิตต่อชิ้นสูง ราคาของสินค้าจึงต้องสูงตามไปด้วยเพื่อให้เกิดผลกำไรและอยู่รอดได้ การเขียนบทความจึงเป็นช่องทางเอาตัวรอดเพื่อเน้นอธิบายให้เข้าใจว่าสินค้าของเรามีดีอย่างไร แตกต่างจากคู่แข่งอย่างไร ทำไมต้องเลือกเรา โดยชูจุดขายด้วยความแปลกใหม่ ไม่เหมือนใคร ยังไม่มีใครทำมาก่อน หรือจำนวนผลิตจำกัด ใช้เป็นจุดเด่นที่เพิ่มมูลค่าให้กับตัวสินค้า ช่วยให้รู้สึกว่าราคาสูงไปนิดแต่ซื้อมาแล้วเกินคุ้ม หาคำตอบที่ดีให้กับตัวเองและลูกค้า ถือเป็นเคล็ดลับที่ช่วยให้สตาร์ทอัพหลายคนประสบความสำเร็จได้ โดยไม่ต้องกังวลว่าราคาที่ตั้งไว้สูงเกินไป ไม่ต้องกลัวยอดขายต่ำหรือขายขาดทุน

เล่าถึงตรงนี้หลายคนคงคิดว่าบทความน่าจะมีเนื้อหายืดยาวแทบตีพิมพ์เป็นพ็อกเกตบุ๊กได้ เคล็ดลับอย่างหนึ่งของการทำคอนเทนต์ให้มีคุณภาพและเหมาะกับการทำ SEO คือ เนื้อหาที่กระชับและแน่น ไม่สั้นเกินไปจนใส่ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ได้ไม่หมด การเขียนบทความยาวหลายพันคำก็ไม่น่าอ่าน ทั้งยังโหลดบนอุปกรณ์มือถือได้เร็วด้วย ระยะเนื้อหาบทความ 1,000 คำ เป็นความยาวระดับที่ติดอันดับท็อปมากที่สุด เรียบเรียงให้ดี น่าอ่าน รวบรวมคุณสมบัติ เสนอประโยชน์และตอบโจทย์ความสนใจของผู้อ่าน จะกลายเป็นตัวช่วยสำคัญที่จะแนะนำธุรกิจให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างและมีโอกาสแข่งขันได้ดีขึ้น

การตลาดกับseo

Adwords ช่วยให้อันดับดีจริงหรือปล่าว ?

แอตเวิร์ด

Google Adword เป็นหนึ่งในช่องทางของการทำตลาดออนไลน์ ผ่านรูปแบบของการค้นหา โดยหวังกลุ่มเป้าหมายที่มีการค้นหาผ่าน Google ในคำค้นหาที่เกี่ยวข้อง อย่างเช่น เราต้องการให้เช่าคอนโดแถวเมืองทองธานี เราเพียงแค่เอา Sale Page ของเราไปลงโฆษณากับ AdWord แล้วระบุกลุ่มเป้าหมาย ระบุพื้นที่ หรือระบุคีย์เวิร์ด สามารถทำได้ทั้งหมด เมื่อโฆษณาเราถูกเผยแพร่ออกไปแล้ว วงเงินลงโฆษณาต่อวันยังคงเหลืออยู่ เวลามีผู้ที่สนใจหาคอนโดปล่อยเช่าในเมืองทองแล้วเจอโฆษณาของเรา เขาเป็นลูกค้าในที่สุด

ทำแอดเวิร์ด ต้องวิเคราะห์แคมเปญให้รอบด้าน

นี่คือการตลาด Adwords แบบง่ายๆ เราต้องรู้จักการบริหารอัตราค่าโฆษณาต่อคลิก การแสดงผลวิเคราะห์ว่า CTR ของโฆษณาเราต่ำไปหรือเกินกว่าที่ควรจะเป็นหรือเปล่า จะปรับส่วนไหนดี แต่ท้ายที่สุดนั้นมันก็ถูกเชื่อมโยงกับเรื่องของ SEO อีกจนได้ หลายคนมีความเชื่อว่าการลงโฆษณา Adword จะทำให้ฟูเกิลให้คะแนนกับเว็บไซต์เราเพิ่มขึ้นมาอยู่ระดับหนึ่ง เว็บไซต์ที่ยังไม่มีอันดับอาจจะมีอันดับได้ทันตาเห็นมาเอาเว็บของตัวเองลงโฆษณากับ AdWord

ข้อนี้บอกเลยว่าไม่เป็นความจริง ตัวผู้เขียนเองลองมาหมดแล้ว ทั้งรูปแบบการตลาดผ่านตลาดทั่วไป รวมไปถึงการตลาดสายเทาที่ไร้คู่แข่ง เราไม่ควรจะมาหวังให้อันดับเว็บไซต์ของเราดีขึ้นจากการทำ Adword แต่เราควรไปโฟกัสที่คุณภาพของเว็บไซต์ คุณภาพของ Page Speed ปริมาณลิงค์เข้าออกโดยรวมและอื่นๆที่เป็นปัจจัยโดยตรงกับเอสอีโอ

ทำเว็บดีต่อผู้บริโภค อันดับก็จะดีเอง

อันดับดี

อย่างที่ Google บอกว่า ทำเว็บให้ดี ทำเว็บให้ถูกใจ ลูกค้า แล้วเว็บเราเราจะอันดับดีขึ้นเอง ข้อนี้เป็นความจริง เมื่อเว็บไซต์เราดีมีพื้นฐานโดยรวมดี มีคนเยี่ยมชมอยู่อย่างสม่ำเสมอ และที่สำคัญบอทของ Google สามารถอ่านเข้าใจโค้ดตัวอย่างเว็บของเราได้ เว็บของเราก็จะมีอันดับดีโดยไม่ต้องมานั่งเสียลงโฆษณาแอดเวิร์ดอีกเลย คนไหนคิดจะยอมลงทุนลงแอดเวิร์ดเพื่อหวังให้เว็บอันดับดีขึ้น แนะนำให้อยู่ทำเดี๋ยวนี้

เคล็ดลับสร้างเว็บ ให้ได้เปรียบคู่แข่ง ทำอย่างไร ?

สร้างเว็บให้เหนือชั้น

หากคุณกำลังทำธุรกิจอะไรสักอย่าง เป็นสินค้าทั่วไปที่มีคู่แข่งมากและพยายามมองหาช่องทางดึงความสนใจจากผู้บริโภคให้กลายมาเป็นลูกค้าของตนเอง ไอเดียการทำตลาดแบบ SEO เป็นวิธีที่ง่าย ใช้โปรโมทสินค้าและแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักรวดเร็ว สร้างความได้เปรียบคู่แข่งทำให้มีโอกาสปิดการขายได้ง่ายกว่า กระบวนการทำงานของ SEO ช่วยให้เว็บไซต์ของเราปรากฏขึ้นก่อนในการค้นหาทางอินเทอร์เน็ต ถือเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดที่ทำให้กลุ่มเป้าหมายรับข้อมูลข่าวสารของสินค้าของเราก่อนคู่แข่งอื่นๆ การติดหน้าแรกของกูเกิลสะท้อนความน่าเชื่อถือ พร้อมกับเสริมสร้างภาพลักษณ์ให้เกิดความนิยมชมชอบ ซึ่งมีส่วนต่อการตัดสินใจซื้ออีกด้วย มาดูกันว่ามีวิธีการใดบ้างทำให้แบรนด์ดูดีมีภาษีเหนือกว่าคู่แข่ง

รวมทริกเพิ่มความเหนือชั้นให้เว็บไซต์

ปรับแต่งเว็บไซต์ : ก่อนอื่นควรสำรวจข้อมูลว่าลูกค้าต้องการผลิตภัณฑ์อะไรพิเศษเพื่อวางโครงสร้างเว็บไซต์นำเสนอในสิ่งที่สะดุดความสนใจลูกค้ามากที่สุด หากผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายเป็นสินค้าระดับพรีเมียมที่มุ่งเจาะตลาดลูกค้าที่ต้องการผลิตภัณฑ์ดีๆ มีคุณค่าทางจิตใจ ควรสำรวจว่ากลุ่มเป้าหมายใช้หลักการอะไรในการตัดสินใจซื้อ แล้วผลักดันขึ้นมาเป็นจุดแข็ง ทำให้สินค้าหรือบริการของเราขายดีขึ้น โดยเรียงตามลำดับความสำคัญ หนึ่ง สอง สาม เช่น ลูกค้าชอบสินค้าเกรดพรีเมียม ให้จัดเมนูสินค้าคุณภาพสูงอยู่ในหน้าแรก ตามด้วยสินค้าหายาก และสินค้าสั่งทำพิเศษที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร

โปรโมทสินค้า : เนื้อหาในเว็บไซต์มักจะเป็นรูปแบบบทความหรือคลิปวิดีโอสั้นๆ ที่ดึงดูดผู้อ่านให้ติดตามข้อมูลของสินค้าและบริการ พยายามเรียงเรียบเนื้อหาให้กระชับ เข้าใจง่าย ไม่หลงประเด็น ค่อยๆ เผยถึงข้อดี ประโยชน์ แนะนำการใช้งาน ตลอดจนวาทศิลป์ที่โน้มน้าวใจลูกค้าเห็นสรรพคุณของผลิตภัณฑ์ว่าใช้แล้วคุ้มค่าอย่างไร ซื้อแล้วมีประโยชน์ขนาดไหน ทำไมถึงยอมควักกระเป๋าจ่าย การสำรวจความชอบของลูกค้าในเบื้องต้นไม่เสียเวลาเปล่า เพราะจะช่วยให้ผลิตงานเขียนออกมาได้ดีและเจาะใจผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

โปรโมทแบรนด์ : เป็นช่องทางการโฆษณาสินค้าที่ใช้สื่อต่างๆ ให้เกิดประโยชน์ โลกของการสื่อสารออนไลน์เปิดช่องทางให้ธุรกิจเติบโตก้าวหน้ารวดเร็ว สามารถเข้าถึงผู้บริโภคที่สนใจซื้อสินค้าผ่านทางอินเทอร์เน็ตมากขึ้น การตัดสินใจซื้อง่ายด้วยระบบธุรกรรมออนไลน์ที่มีขั้นตอนง่ายๆ บนมือถือ เรียกว่าเป็นมิติใหม่ของที่ผู้ประกอบการทุกรายควรปรับตัวอย่างรวดเร็วแสวงหารายได้จากการโปรโมทสินค้าทางเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ไลน์ และอื่นๆ

เปรียบเทียบให้เห็นว่าดีกว่าคู่แข่ง : การเปรียบเทียบจะไม่มุ่งโจมตีฝ่ายตรงข้าม เปลี่ยนมาเป็นยกข้อดีของเราให้เห็นความแตกต่าง ทั้งเรื่องการจัดโปรโมชั่นซื้อ 2 ชิ้นขึ้นไปมีของแถม หรือนาทีทองลดราคาพิเศษ เปิดโอกาสให้ลูกค้าพิจารณาเห็นว่าเลือกทางไหนคุ้มค่ากว่า

เคล็ดลับการทำ SEO ข้อดีตรงที่สินค้าหรือแบรนด์ของเราอาจจะเหมือนกับผลิตภัณฑ์ของคู่แข่ง แต่ถ้าเว็บไซต์ติดอันดับหน้าแรกๆ ในการค้นหา ลูกค้าจะค้นหาเจอได้ง่าย จำนวนคนเข้าชมเว็บไซต์มากขึ้น เห็นก่อนมีสิทธิขายได้ก่อน เกิดประโยชน์แน่นอน

เทคนิค SEO ที่จะทำลายเว็บไซต์ของคุณ

เทคนิค SEO

การเพิ่มประสิทธิภาพในกลไกการค้นหาด้วยการใช้กลยุทธ์ที่ได้รับความนิยมเมื่อหลายปีก่อนเนื่องจากได้ผลดีแต่หลายๆอย่างเปลี่ยนแปลงไปจนหมดแล้ว ในยุคนี้การทำบางสิ่งเป็นเรื่องร้ายแรงสำหรับเว็บไซต์ของคุณ เราอาจเรียกว่ามันเป็นเทคนิคและกลยุทธ์ SEO ที่ล้าสมัย ลองมาดูบางส่วนของเทคนิค SEO ที่เลวร้ายที่สุดที่จะทำลายเว็บไซต์ของคุณ ดังนั้น พยายามหลีกเลี่ยงที่จะทำเรื่องราวต่อไปนี้

Keyword stuffing หรือคือการใส่คำหลัก (Keyword เป้าหมาย) ซ้ำซ้อนกันหลายครั้ง ต้นปี 2000 มันยังใช้ได้ผลนั่นคือข้อเท็จจริง อย่างไรก็ตามในปัจจุบันหากทำแบบนั้นภัยพิบัติกำลังรอคอยที่จะเกิดขึ้นและมันจะเกิดขึ้น เทคนิคนี้เป็นสิ่งต้องห้ามขนาดใหญ่ในสายตาของ Google และเว็บไซต์ของคุณจะถูกแบนหรือถูกตัดออกจากดัชนีผลการค้นหาใน Google ได้ แต่บางคนก็ยังทำวิธีนี้อยู่ เช่น เว็บไซต์ขายอุปกรณ์ตกปลา : “อุปกรณ์ตกปลาที่ดีที่สุดที่นี่เรามีอุปกรณ์ตกปลาที่เหมาะกับคุณ ที่ให้อุปกรณ์ตกปลาที่ดีที่สุด เมื่อคุณมาที่นี่เรามีทั้งหมดที่เกี่ยวกับอุปกรณ์ตกปลา”

Duplicate content เนื้อหาที่ซ้ำกัน หากคุณใช้วิธีการคัดลอกเนื้อหาในเว็บไซต์โดยเอามาจากเว็บไซต์อื่นๆ ก็ต้องรู้ว่า Google เกลียดเนื้อหาที่ซ้ำซ้อนและพร้อมที่จะแจ้งให้คุณทราบ อย่างไรก็ตามเนื้อหาที่ซ้ำกันเป็นเรื่องที่ยุ่งยากที่จะจัดการ ตัวอย่างเช่น หากคุณเป็นผู้สร้างเนื้อหาต้นฉบับและเว็บไซต์อื่นๆ เป็นฝ่ายคัดลอกเนื้อหา (พร้อมการอ้างอิง) อย่างไรก็ตามหาก Google เห็นว่าเนื้อหาของคุณไม่ใช่ต้นฉบับ เว็บไซต์ของคุณจะถูกลงโทษ

URL hijacking และ typosquatting ซึ่งหมายถึงการจงใจใช้ URL และการพิมพ์หรือสะกดผิด แม้ว่าการพิมพ์ผิดเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ แต่ Google ขณะนี้สามารถตรวจพบได้เมื่อการพิมพ์ผิดนั้นไม่ใช่ข้อผิดพลาดที่เกิดจากความไม่ตั้งใจ เมื่อเว็บมาสเตอร์ใช้ URL และสร้างเว็บไซต์โดยใช้คำที่สะกดผิด ตัวอย่างเช่น การสร้างโดเมนที่เป็นลอกเลียนจากแบรนด์ โดยเจตนาให้คนเข้าใจผิดจะทำให้คุณได้รับการลงโทษโดย Google ทันที ยิ่งไปกว่านั้นคุณสามารถถูกฟ้องโดยแบรนด์หรือ บริษัท ตัวจริงได้อย่างง่ายดาย

การทำ รีไดเร็คจากโดเมนที่หมดอายุ การใช้ 301 redirect ทำงานได้ดีในช่วงต้นปี 2000 และน่าแปลกใจที่มีผู้ดูแลเว็บบางรายที่ยังคงทำอยู่ การใช้ประโยชน์จากโดเมนที่หมดอายุจะถูกลงโทษโดย Google และเครื่องมือค้นหาอื่น ๆ ที่ร้ายแรง

การสร้างเนื้อหาอัติโนมัติ การเขียนบทความลงในเว็บไซต์เป็นเรื่องยากและบางครั้งก็น่าเบื่อหน่าย จึงมีผู้ผลิตโปรแกรมขึ้นมาเพื่อสร้างเนื้อหาแบบอัติโนมัติให้กับเจ้าของเว็บไซต์ แน่นอนว่ามันทำให้เว็บไซต์มีบทความหรือคอนเทนท์ได้มากมาย แต่คุณน่าจะรู้ดีว่าเนื้อหาที่ดึงมานั้นมาจากเว็บไซต์อื่นๆ ซึ่งเป็น Duplicate content ที่ไม่ได้เป็นผลดีกับเว็บไซต์ และแม้โปรแกรมเหล่านั้นจะมีฟังก์ชั่นเพื่อหลบหนีการทำเนื้อหาซ้ำซ้อนโดยใช้การรีไรท์ (Rewrite) คุณภาพของบทความที่ออกมานั้นในปัจจุบันยังไม่มีโปรแกรมใดทำออกมาได้ดีจนเป็นที่พอใจของ Google และ Google จะรู้ว่าถึงเว็บไซต์ของคุณจะไม่ได้ใช้เนื้อหาซ้ำแต่ก็เป็นบทความขยะที่มีผลร้ายแรงไม่แพ้กัน

หลักพื้นฐานในการทำ SEO เบื้องต้นมีอะไรบ้าง?

หลักพื้นฐานในการทำ SEO เบื้องต้นมีอะไรบ้าง?

สำหรับการทำ SEO ในเบื้องต้นนั้น เราควรเริ่มต้นศึกษารายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับ SEO ให้ดีเสียก่อน เพื่อที่คุณจะได้เข้าใจถึงกระบวนการทำ SEO โดยรวม แล้วจึงค่อย ๆ เริ่มต้นศึกษาหลักในการทำ SEO ไปทีละสเต็ป ๆ แบบเจาะลึกอีกที เพราะการทำ SEO จำเป็นจะต้องอาศัยความรู้และความเข้าใจของแต่ละคนเป็นหลัก ส่งผลทำให้การทำ SEO ของเทพ SEO แต่ละท่านไม่เหมือนกัน เพราะผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นย่อมขึ้นอยู่กับประสบการณ์ เทคนิค พร้อมทั้งการวิเคราะห์และการสังเกตการณ์ของแต่ละคนโดยตรงนั่นเอง ส่วนถ้าหากใครอยากจะศึกษาหรือเรียนรู้ด้วยตนเองก็ยังคงสามารถทำได้ เพื่อที่จะสร้างผลลัพธ์ที่ดีให้กับธุรกิจของคุณได้ในอนาคต โดยลำดับแรก ๆ ที่คุณจะต้องเรียนรู้ นั่นก็คือ พื้นฐานผ่านการทำ SEO

On page และ off page

On page คือ การปรับแต่งเว็บไซต์ของเราเพื่อที่จะทำให้ bot ของทาง google นั้นได้เข้ามาเก็บข้อมูลเว็บไซต์ของเราได้ง่ายยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคีย์เวิร์ด หรือแม้กระทั่งการใส่ meta tag ซึ่งจริง ๆ แล้วการปรับ on page ให้เป็นที่ชื่นชอบของ google จำเป็นจะต้องอาศัยข้อมูลที่หลากหลายเป็นสำคัญ เพื่อบ่งบอกว่าเว็บไซต์ของเรามีคุณภาพดีจริง นั่นเอง

ส่วน off page เปรียบเสมือนเป็นการส่ง link ที่มาจากเว็บไซต์ภายนอกโดยตรง ซึ่ง bot ของ google จะทำการติดตาม link เหล่านี้ ซึ่งถ้าหากไม่มีลิงค์ที่ส่งตรงมายังเว็บไซต์ของเราแล้ว bot ก็จะไม่ค้นพบเว็บไซต์ของเรา สุดท้ายก็มีผลทำให้เกิด index ช้าได้ในที่สุด

Backlink

การทำ backlink จะมีลักษณะคล้ายคลึงกับการทำ off page แต่การทำ backlink คือการทำให้ลิงค์จากเว็บไซต์อื่น ๆ ที่มีคุณภาพ ได้ส่งตรงมายังเว็บไซต์ของเราโดยตรง ซึ่งเราจะสามารถหวังพึ่งผลทาง SEO ได้อย่างแน่นอน โดยเฉพาะเว็บไซต์ที่มี ranking สูงกว่าเป็นหลัก มักจะสร้างผลลัพธ์ที่ดีเสมอ

การทำ content

ในส่วนของเนื้อหาถือได้ว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมาก หากทางด้าน google ได้ตรวจค้นพบว่าบทความภายในเว็บไซต์ของเรา เป็นบทความที่ก็อปปี้คนอื่นเขามา google จะพิจารณาให้เว็บไซต์ของเราไม่ index ในที่สุด

Keyword

รายละเอียดส่วนใหญ่จะแอบแฝงอยู่ใน content เนื่องจากผู้เข้าชมมักจะใช้คีย์เวิร์ดเพื่อทำการค้นหา เพราะฉะนั้นแล้วคีย์เวิร์ดจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญด้วยเช่นเดียวกัน

ทั้งหมดนี้ถือได้ว่าเป็นพื้นฐานผ่านการทำ SEO ซึ่งในกรณีที่เราได้เน้นย้ำไปกับการทำ SEO พื้นฐานทั้งหมดนี้อย่างครบถ้วน และได้มีการศึกษาและทำ SEO แบบเจาะลึกทีละเรื่อง เพื่อให้การทำ SEO ของเรามีลักษณะที่ครอบคลุมและแข็งแกร่งยิ่งขึ้นกว่าเดิม ย่อมส่งผลดีต่อเว็บไซต์ของเราเป็นที่แน่นอน

ขั้นตอนการตรวจเช็คเว็บไซต์ ว่าอยู่ในฐานข้อมูลของ google หรือไม่ ?

สำหรับในเรื่องของการตรวจเช็คเว็บไซต์ของคุณนั้น ว่าในปัจจุบันได้อยู่ในฐานข้อมูลของ google หรือไม่? ถือได้ว่าเป็นการตรวจสอบที่มีความสำคัญอย่างมาก เพราะถ้าหากคุณพลาดและทาง google เองก็ยังคงไม่สามารถนำเว็บไซต์ของคุณ มาทำการจัดอันดับและทำการแสดงผลในการค้นหาได้นั้น ย่อมส่งผลเสียต่อเว็บไซต์ของคุณอย่างแน่นอน เพราะถ้าหากเว็บไซต์ของคุณไม่ได้เข้าไปอยู่ในฐานข้อมูลของ google ต่อให้คุณพยายามทำ SEO มากขนาดไหน อันดับเว็บไซต์ของคุณก็คงจะไม่ดีขึ้นไปจากเดิม การพัฒนาพร้อมทั้งการตรวจสอบเว็บไซต์จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญ อย่างน้อยก็ทำให้คุณได้รับรู้ถึงสถานะเว็บไซต์ของคุณเองในปัจจุบัน ว่าอยู่ในขั้นตอนไหน ต้องปรับปรุงเรื่องใดบ้าง และที่สำคัญคุณจะได้ทราบอีกว่า เว็บไซต์ของคุณหากได้ทำการเปรียบเทียบกับคู่แข่งขันแล้ว คุณมีสิทธิ์ที่จะได้เปรียบคู่แข่งมากน้อยขนาดไหน นั่นเอง ส่วนวิธีการตรวจเช็คเว็บไซต์ว่าอยู่ในฐานของข้อมูล google หรือไม่ มีขั้นตอนดังนี้

วิธีเช็คเว็บไซต์ผ่านหน้า Search

ขั้นตอนแรก : ให้คุณเริ่มต้นด้วยการเข้าไปที่ google หลังจากนั้นให้พิมพ์คำว่า site:youdomain.com ภายในช่องคำค้นหา ซึ่งคุณจะได้ผลการค้นหาออกมาเป็น URL

ขั้นตอนที่สอง : เมื่อคุณได้ URL สำหรับคำที่คุณได้พิมพ์ค้นหาก่อนหน้านี้แล้ว ถือได้ว่าเป็น URL ของเว็บไซต์ของคุณที่ปรากฏอยู่ในฐานข้อมูล google หลังจากนี้คุณจะสามารถทำการระบุ URL ที่คุณต้องการค้นหาได้ทันที และถ้าหากเว็บไซต์ของคุณนั้น ไม่ปรากฏอยู่บนฐานข้อมูลของ google คุณสามารถแก้ไขได้ผ่านการใช้เครื่องมือ Google Webmaster Tool หรือ GWT ดังนี้

วิธีแก้ไขเมื่อพบว่า เว็บไซต์ของคุณไม่ได้อยู่บนฐานข้อมูลของ google

ให้ไปที่เว็บไซต์โดยพิมพ์คำว่า https://www.google.com/webmasters/tools/submit-url สำหรับ GWT มักจะมีลักษณะที่คล้ายคลึงกับอีเมล์ เพราะฉะนั้นแล้วคุณจะต้องทำการล็อกอินเข้าไปเท่านั้น ส่วนยูเซอร์เนมและพาสเวิร์ดที่จะต้องใช้เข้า คุณสามารถใช้จีเมล์แอคเค้าท์ของคุณได้ทันที เมื่อได้ทำการล็อคอินเข้าไปแล้ว สิ่งที่คุณเห็นต่อจากนี้ก็คือหน้าเว็บไซต์ ให้คุณทำการใส่ URL เว็บไซต์คุณลงไป และให้กด Submit Request เมื่อถึงขั้นตอนนี้ให้คุณรอ 30 นาที ก็จะมีอีเมล์จาก google search console ส่งหาคุณทางจีเมล์ โดยจะมีการแจ้งว่าในขณะนี้นั้น ทาง google ได้ทำการเก็บข้อมูลเว็บไซต์ของคุณแล้ว

และทั้งหมดนี้ก็คือขั้นตอนการเช็คเว็บไซต์ของคุณว่าอยู่ในฐานข้อมูลของ google หรือไม่ ตลอดจนกระทั่งเป็นวิธีการแก้ไขเมื่อค้นพบว่า ในขณะนั้นเว็บไซต์ของคุณไม่ได้อยู่ในฐานข้อมูลของ google เมื่อคุณได้ทำตามขั้นตอนอย่างครบถ้วน หลังจากนี้เว็บไซต์ของคุณจะอยู่ในฐานข้อมูลของ google อย่างชัดเจน