เลือกทางผิดเว็บไซต์เปลี่ยน กับ SEO ทั้ง 3 สาย

เลือกทางผิดเว็บไซต์เปลี่ยน กับ SEO ทั้ง 3 สาย

เชื่อว่าทุกคนคงรู้จักกับการทำ SEO นั่นก็คือทำอย่างไรก็ได้ให้เว็บไซต์ของตนเองสามารถติดอันดับการค้นหาของ Google ได้ ภายใต้กฎ กติกาและเงื่อนไขที่ทาง Google กำหนด เราจะเรียกคนที่ทำตามกติกานี้ว่า SEO สายขาว แต่ในมุมสว่างย่อมมีมุมมืดเสมอนั่นคือการทำ SEO สายเทา และ SEO สายดำ ซึ่งการทำ SEO ทั้ง 3 สายมีความแตกต่างกันอย่างไรไปดูกันเลย

1.WHITE HAT SEO

SEO สายขาว คือการทำ SEO ที่เป็นไปตามกฎ กติกาที่ทาง Google เป็นผู้กำหนดขึ้นมา โดยจะเน้นไปที่คุณภาพของเว็บไซต์เป็นหลัก มีเนื้อหาและข้อมูลเป็นที่น่าติดตาม มีความรู้ที่น่าสนใจ เป็นเว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือและ Backlink ที่มีคุณภาพ สามารถใช้เป็นแหล่งอ้างอิงให้แก่เว็บไซต์หรือผู้ใช้งานอื่น ๆ ได้

  • คุณลักษณะที่สำคัญของเว็บไซต์ที่ทำ SEO สายขาว
  • เนื้อหาและบทความจะต้องไม่มีการทำซ้ำ copy จากเว็บไซต์อื่น
  • ไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ในเรื่องของรูปภาพและเนื้อหาอื่น ๆ
  • มีการทำ Research Keyword อย่างดี
  • Backlink มีความน่าเชื่อถือ
  • ไม่ทำ Spam Keyword
  • รองรับการใช้งานทั้งคอมพิวเตอร์และมือถือ

2.GREY HAT SEO

SEO สายเทา คือ การอาศัยช่องโหว่ของ สายขาวและสายดำมาประยุกต์ เพื่อไม่ให้ Ai ของ Google สามารถตรวจจับได้ ซึ่งจะให้ผลการค้นหาเร็วกว่าการทำสายขาวเพียว ๆ หรือพูดง่าย ๆ คือ เล่นในกติกาแต่มีตุกติกบ้าง แม้จะเสี่ยงการโดนแบนจาก Google แต่เสี่ยงน้อยกว่า หรือถ้าหากโดนทำโทษก็โดนไม่มากเหมือนเช่นการทำ SEO สายดำ ซึ่ง SEO สายเทา มีการแข่งขันสูงมาก เพราะนอกจากจะช่วยทำให้เว็บไซต์ติดอันดับได้ไวแล้ว ยังต้องรักษากฎกติกาให้เป็นไปตามที่ Google กำหนดอีกด้วย หากจะเปรียบเทียบกับนักกีฬาก็เหมือนพวกที่แอบใช้สารกระตุ้นที่กว่าจะตรวจพบก็แข่งขันจบไปแล้วนั่นเอง

3.BLACK HAT SEO

SEO สายดำ ชื่อก็บ่งบอกอยู่แล้วว่าเป็นฝ่ายตรงข้ามกับสายขาว ดังนั้น SEO ทุกอย่างที่ทำจะอยู่นอกเหนือกฎ กติกาของ Google ซึ่ง SEO สายดำเป็นการอาศัยช่องโหว่ของอัลกอริทึมของ Google ล้วน ๆ โดยอาศัยการตลบหลัง Ai ของ Google อีกทีหนึ่ง คล้าย ๆ ดักปล้นรถขนเงินที่ขนเงินออกจากธนาคาร พอได้ข้อมูลจาก Ai ของ Google ก็นำไปวิเคราะห์และจัดการช่องโหว่ที่มี ส่งผลให้เว็บไซต์จัดอันดับการค้นหาอย่างรวดเร็ว เรียกได้ว่าแซงสายขาวภายในวันเดียวทั้งที่สายขาวอุตส่าห์ทำมาเป็นปี ๆ เลย แต่ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะโดน Google แบนด้วยการไม่แสดงผลหน้าเว็บไซต์นั้นตลอดกาล ยิ่งในปัจจุบัน Ai ของ Google มีการพัฒนาและตรวจจับที่เข้มงวดมากยิ่งขึ้น ก็เพื่อป้องกันเว็บไซต์ที่อาศัยการทำ BLACK HAT SEO นี้ เพื่อผู้ใช้งานจะได้เข้าถึงเนื้อหาที่ดีที่สุดและปลอดภัยด้วย

ยกตัวอย่างการทำ SEO สายดำ

  • Spam Link การทำลิงก์ไม่มีคุณภาพ ลิงก์เสียชี้มาที่เว็บไซต์ เช่น โฆษณาต่าง ๆ จากเว็บพนัน, เว็บหนังเถื่อน เป็นต้น
  • Cloaking การซ่อนเนื้อหาที่มีความสลับซับซ้อนหลาย ๆ ขั้นตอนเพื่อปกปิด อำพราง
  • Keyword Stuffing การมุ่งเน้นแต่ Keyword เดิม ๆ ไม่มีเนื้อหาที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ใช้งาน

การทำ SEO ทั้ง 3 แบบ สายไหนดี สายไหนยั่งยืน สายไหนโกง ก็ขึ้นอยู่กับเจ้าของเว็บไซต์แล้วว่าอยากให้เว็บไซต์ของตนเองอยู่บนโลกออนไลน์ตลอดไปหรือไม่ หรือต้องการโดนแบนไปตลอด หากคุณหวังที่จะสร้างเว็บที่ดีมีคุณภาพแล้วล่ะก็ การทำ SEO สายขาวที่อยู่ในกรอบกติกาดูจะมีภาษีดีกว่า แม้จะค่อยเป็นค่อยไปแต่เติบโตแบบยั่งยืน ดีกว่าดังได้วันเดียวแล้วหายไปเลย

ทำไมนักธุรกิจออนไลน์ต้องเรียนรู้วิธีทำอันดับ Seach Engine

ทำไมนักธุรกิจออนไลน์ต้องเรียนรู้วิธีทำอันดับ Seach Engine

SEO เป็นเทคนิคการตลาดออนไลน์ที่ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากแนะนำให้นักธุรกิจที่เข้ามาสู่ระบบการซื้อขายผ่านอินเทอร์เน็ตได้ศึกษาการตั้งแต่ในช่วงเริ่มต้น เพราะจะทำให้ได้รับประโยชน์ในด้านต่าง ๆ

ทำให้เว็บไซต์มีคุณภาพ

เว็บไซต์ประกอบด้วยทั้งส่วน on-page และ off-page SEO ที่ต้องเก็บรายละเอียดต่าง ๆ ให้หมด เช่น การจัดหมวดหมู่สินค้าในเว็บไซต์ การทำหน้าเพจที่มีคุณภาพ การเชื่อมโยงหน้าเพจไปยังลิงก์ภายนอก การทำเนื้อหาบทความที่มี keyword SEO ที่ตรงกับการค้นหาของลูกค้า ฯลฯ หากทำได้อย่างสม่ำเสมอและสอดคล้องตามหลักเกณฑ์ SEO ของ Google ก็จะเพิ่มอันดับการสืบค้นบนหน้าจอ google ตามไปด้วย

ช่วยให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้า

คนทั่วไปจะค้นหาเกี่ยวกับสินค้าและบริการต่าง ๆ ด้วยวลีหรือประโยคหนึ่ง ๆ ถ้าต้องการเข้าถึงลูกค้าเป้าหมายก็ต้องเขียนบทความที่มีสาระความรู้ดีและเลือก keyword SEO ที่เหมาะสมเอามาใส่ในบทความด้วยเสมอ เช่น รองเท้ากีฬาใส่วิ่งมาราธอน เสื้อยืดออกกำลังกายผู้ชาย รองเท้าแฟชั่นเกาหลีราคาถูก ของเล่นเด็กราคาถูก ฯลฯ หากนักธุรกิจออนไลน์มองข้ามการทำ SEO ก็จะแทบไม่มีโอกาสเข้าถึงลูกค้าได้เลย

ช่วยเสริมกับการทำ SEM

SEM หรือ Search Engine Marketing หมายถึงการซื้อพื้นที่โฆษณาโดยการประมูล keyword SEO ที่ผู้คนนิยมใช้ค้นหาใน Google เพื่อแสดงเว็บไซต์นั้น ๆ บนหน้าแรกของกูเกิ้ล เรายอมรับว่า SEM เป็นส่วนค่าใช้จ่ายที่บริษัทต้องเตรียมเอาไว้เพื่อประชาสัมพันธ์ แต่หากมีเงินทุนจำกัด การทำ SEO อย่างสม่ำเสมอจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายส่วนนี้ได้ และแนะนำให้ทำคู่กันกับ SEM ในช่วงโปรโมทการขายสำคัญ เช่น ช่วงวันปีใหม่ วาเลนไทน์ คริสต์มาส สงกรานต์ ฯลฯ ที่ผู้คนนิยมซื้อของขวัญให้แก่กัน

เข้าถึงลูกค้าต่างประเทศ

ในอดีตนั้นการเดินทางไปต่างประเทศเพื่อโปรโมทสินค้าเป็นสิ่งที่จำเป็น และต้องใช้งบประมาณเป็นจำนวนมาก หากคุณมีเงินทุนน้อยก็ถ้าเป็นไปไม่ได้เลยที่จะไปค้าขายกับต่างประเทศได้ ในปัจจุบันเพียงมีคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือและอินเทอร์เน็ต คุณก็สามารถที่จะทำเว็บไซต์ SEO เชื่อมโยงไปถึงลูกค้าต่างชาติได้ โดยใช้ keyword ที่ชาวต่างชาตินิยมค้นหาในการเขียนบทความแนะนำสินค้าและบริการ

สามารถแข่งกับบริษัทใหญ่ได้

SEO เป็นตัวช่วยที่ดีด้านการแข่งขันเพราะทำให้บริษัทน้องใหม่ที่มีความขยันและทำบทความมีคุณภาพสม่ำเสมอยังสามารถขายสินค้าและบริการได้แม่จะมีบริษัทใหญ่เป็นเจ้าตลาดอยู่ เราสามารถโค่นอันดับ 1 คีย์ ผลบอล หรือคีย์ครีมหน้าใสได้หมดถ้าเราขยันมากพอ แม้จะเป็นเว็บเล็กๆก็ตาม โดยระยะเวลาทำ SEO อย่างต่อเนื่อง 3 ถึง 6 เดือน เป็นช่วงที่เริ่มเห็นผลนี้

หากอยากเห็นผลทางด้านยอดขายและการสร้างชื่อเสียงของแบรนด์ เราแนะนำว่าควรศึกษาการทำ SEO ตั้งแต่เนิ่น ๆ อาศัยความสม่ำเสมอในการทำตามหลักการ ก็จะทำให้คุณเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่เติบโตได้ในอนาคต แม้จะมีคู่แข่งจำนวนมากในโลกออนไลน์

SEO ทำแล้วได้อะไรบ้าง 2022

SEO ทำแล้วได้อะไรบ้าง 2022

SEO เป็นเทคนิคการตลาดออนไลน์ที่นิยมมากทั้งในไทยและต่างประเทศ ซึ่งมีกูรูมากมายแนะนำให้คนที่ต้องการขายสินค้าในอินเตอร์เน็ตต้องเรียนรู้เทคนิคไว้ เพื่อให้ประสบผลสำเร็จในการทำธุรกิจยุคใหม่ เรามาดูกันว่าทำ SEO แล้วจะได้อะไรบ้าง

1. ทำเว็บไซต์แบบมีทิศทาง
หากคุณไม่เคยทำเว็บไซต์มาก่อนหรือแม้แต่เป็นมือใหม่ในการเขียนบทความ เมื่อจะทำเว็บไซต์เป็นของตัวเองก็ไม่ง่ายที่จะหาแนวทางที่เหมาะสม และคงต้องใช้เวลานานในการจับหลักให้ได้ การเรียนรู้อย่างสะเปะสะปะจะทำให้คุณเสียเวลาและเสียกำลังใจได้ง่าย การทำตามหลักการ SEO จึงเป็นเทคนิคที่ง่ายและมีประสิทธิภาพในการนำเสนอข้อมูลสู่สายตากลุ่มคนเป้าหมายมากที่สุด

2. เพิ่มโอกาสธุรกิจอยู่รอด
คงไม่ดีแน่หากคุณเสียเวลาทำเว็บไซต์ไปเนิ่นนาน แต่กลับไม่มีการตอบสนองใด ๆ ทั้งด้านผู้อ่านหรือผู้สั่งซื้อสินค้าบนเว็บไซต์คุณ อย่าลืมว่าการทำเว็บไซต์จะมีต้นทุน เช่น การจ้างคนเขียนบทความ SEO ค่าโดเมนรายเดือน ค่ากราฟิกประกอบ ฯลฯ การทำตามหลัก SEO จะเป็นตัวช่วยที่สำคัญในการทำให้อันดับของการสืบค้นผ่านระบบกูเกิ้ลอยู่ด้านบน ๆ ทำให้มีโอกาสถูกเห็นง่ายขึ้นอย่างมาก และตามมาด้วยการได้รับออเดอร์สินค้าในไม่ช้า ซึ่งจะทำให้ธุรกิจมีโอกาสอยู่รอดได้มากขึ้น

3. ขายสินค้าได้ตลอด 24 ชม. ทั่วโลก
หากเป็นในอดีต คงไม่มีใครเชื่อว่าคุณสามารถขายสินค้าให้ชาวต่างชาติได้ง่ายและเร็วผ่านระบบออนไลน์ในเว็บไซต์คุณ แต่ปัจจุบันปี 2022 มันเป็นเรื่องง่ายมากที่จะทำได้ เพียงแค่ทำ SEO ให้แก่เว็บไซต์ตัวเอง จนมีอันดับสูงขึ้นและเข้าถึงลูกค้าต่างชาติในภาษาต่าง ๆ คุณก็มีโอกาสขายของได้ทุกวัน ๆ ละ 24 ชั่วโมงแล้ว ทั้งนี้มีตัวช่วยเช่น โปรแกรมแปลงภาษาอัตโนมัติที่คุณสามารถติดตั้งในเว็บไซต์ได้ หรือ จะจ้างนักเขียนในภาษาต่างประเทศ ที่เป็นชาติกลุ่มเป้าหมาย เช่น จีน ญี่ปุ่น อังกฤษ ฯลฯ ก็จะทำให้บรรลุวัตถุประสงค์นี้ง่ายขึ้น

4. มีอำนาจแข่งขันสูงขึ้น
หากคุณเป็นผู้ประกอบการรายเล็ก ๆ ที่มีศักยภาพด้านกำลังคนและสามารถจ่ายได้เล็กน้อยสำหรับค่าโฆษณา คุณคงจะกลัวว่าจะสู้กับบริษัทใหญ่ที่มีทุนสูงและมีผู้เชี่ยวชาญในด้านเทคนิคต่าง ๆ ได้อย่างไร การทำ SEO เป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ให้ เมื่อทำอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้คะแนนสะสมของข้อมูลในระบบ algorithm ใน google สูงขึ้นเรื่อย ๆ จนทำให้เว็บถูกนำเสนอในอันดับท็อปของหน้าต่างค้นหาได้ จึงเป็นโอกาสให้เจ้าของธุรกิจรายเล็กสามารถแข่งขันได้ง่ายขึ้นนั่นเอง

จะเห็นได้ว่าการทำ SEO เป็นสิ่งที่ให้โอกาสดี ๆ แก่ธุรกิจและการสร้างแบรนด์ของคุณ ทั้งนี้ หากต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายก็ควรศึกษาการทำ SEO ด้วยตัวเอง จากหนังสือหรือการลงเรียนคอร์สสอนที่มีกูรูเป็นที่ปรึกษาในรายละเอียดต่าง ๆ เราหวังว่าคุณจะเห็นความสำคัญของการทำ SEO มากขึ้น และนำไปพิจารณาว่าจะทำกับเว็บไซต์ของคุณในรูปแบบใดต่อไป

ส่องเทรนด์การทำ SEO 2022 ที่นักการตลาดไม่ควรพลาด

ส่องเทรนด์การทำ SEO 2022 ที่นักการตลาดไม่ควรพลาด

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการทำการตลาดออนไลน์ ถือเป็นเทรนด์การตลาดที่มาแรงเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในยุคที่ผู้บริโภคต่างค้นหาข้อมูลผ่าน Search Engine กันเสียเป็นส่วนใหญ่ นั่นทำให้ SEO หรือ Search Engine Optimization ได้รับความนิยมในหลายธุรกิจ และแน่นอนว่าเทรนด์การตลาดออนไลน์สามารถเปลี่ยนแปลงได้เรื่อย ๆ ตามพฤติกรรมของผู้บริโภค เช่นเดียวกับในปี 2022 ที่เทรนด์การทำ SEO อาจเปลี่ยนไป ทำให้นักการตลาดออนไลน์ต้องปรับตัว เพื่อให้ทันกับกระแสการทำ SEO อยู่เสมอ

เทรนด์การทำ SEO ในปี 2022 ให้ความสำคัญกับเรื่องใดบ้าง

1. การทำ Voice Search
แม้ว่าคนจำนวนมากจะนิยมค้นหาข้อมูลที่ต้องการผ่านคีย์เวิร์ด แต่ถึงอย่างนั้นกลับพบว่าในต่างประเทศนั้นมีผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตจำนวนมากที่หันมาค้นหาข้อมูลที่ต้องการผ่านฟังก์ชันการค้นหาด้วยเสียงหรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Voice Search โดยมีอัตราการใช้งานที่เติบโตแบบก้าวกระโดด อีกทั้งในปัจจุบัน Search Engine ชื่อดังอย่าง Google ยังพัฒนาการค้นหาด้วยเสียงเป็นภาษาไทยได้ค่อนข้างสมบูรณ์แล้ว นั่นจึงทำให้นักการตลาดออนไลน์ต้องตื่นตัวในการพัฒนาคอนเทนต์ให้รองรับการค้นหาผ่าน Voice Search เพื่อเพิ่มความได้เปรียบในการทำ SEO

2. การพัฒนา Mobile Friendly
ต้องยอมรับเลยว่าสมาร์ทโฟนเป็นไอเทมที่ขาดไม่ได้จริง ๆ ในยุคนี้ จึงไม่แปลกที่โทรศัพท์มือถือจะถูกพัฒนาให้ทำหน้าที่ได้หลายอย่าง โดยผู้คนส่วนใหญ่นิยมค้นหาข้อมูลต่าง ๆ ผ่านสมาร์ทโฟน นั่นทำให้เทรนด์การทำ SEO ในปี 2022 ยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาเว็บไซต์เพื่อให้สอดคล้องกับการใช้งานผ่านสมาร์ทโฟนเป็นหลัก เพื่อให้ผู้ใช้งานเกิดความพึงพอใจและใช้เวลาอยู่ในเว็บไซต์นาน โดยการที่กลุ่มเป้าหมายใช้เวลาอยู่ในเว็บไซต์ต่อเนื่องเป็นเวลานาน แน่นอนว่าจะสะท้อนถึงความพึงพอใจในการใช้งานและส่งผลให้ Search Engine ให้คะแนนเว็บไซต์มากขึ้น

3. การทำ Sub Keyword
แน่นอนว่าการทำ SEO จะต้องให้ความสำคัญกับการทำ Main Keyword หรือคีย์เวิร์ดหลักเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ในปี 2022 นักการตลาดควรให้ความสำคัญกับการทำ Sub Keyword หรือคีย์เวิร์ดรองมากขึ้น เพราะ Search Engine พัฒนาระบบเพื่อให้รองรับการค้นหา Sub Keyword ที่มีความหมายใกล้เคียงกับ Main Keyword เพื่อการค้นหาข้อมูลตอบโจทย์มากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นการเขียนคอนเทนต์เพื่อรองรับ SEO จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับทั้งคีย์เวิร์ดหลักและคีย์เวิร์ดรอง เพื่อสร้างความได้เปรียบในการทำ SEO

จะเห็นว่าในปี 2022 การทำ SEO จะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคมากขึ้นและแน่นอนว่าย่อมส่งผลดีต่อธุรกิจ เพราะมีโอกาสที่กลุ่มเป้าหมายจะค้นหาธุรกิจหรือแบรนด์ของคุณได้ง่ายยิ่งขึ้น ดังนั้น นักการตลาดออนไลน์ที่ต้องการปั้นแบรนด์ให้ปัง อย่าลืมให้ความสำคัญกับการทำ SEO ครอบคลุมทุกด้าน เพื่อให้เว็บไซต์ติดหน้าแรกการค้นหาและอยู่ในใจผู้บริโภคเสมอ

3 แนวคิดพิชิต SEO ฉบับเข้าใจง่าย

3 แนวคิดพิชิต SEO ฉบับเข้าใจง่าย

การทำ SEO (search engine optimization) มีขั้นตอนการลงมือทำที่สลับซับซ้อนพอสมควร ถ้าคนที่ไม่มีพื้นฐานทางด้านนี้มาก่อนหรือไม่ได้ศึกษามาทางด้านนี้โดยเฉพาะ อาจทำให้สับสนมึนงงได้ ส่วนมากผู้ประกอบการจึงมักใช้วิธีจ้างมืออาชีพเข้ามาทำ แต่ว่าก่อนที่จะจ้างใคร เราก็ควรศึกษาเรียนรู้พื้นฐานเอาไว้บ้างเพื่อจะได้คุยกับผู้รับจ้างได้ง่าย และเข้าใจตรงกัน วันนี้เราจะมาเรียนรู้แนวคิดของการทำ SEO ซึ่งมี 3 ข้อ ดังนี้

แนวคิดที่ 1 การเลือกใช้ keyword
สิ่งที่สำคัญที่สุดของการทำ SEO ให้ประสบความสำเร็จ ก็คือการเลือกใช้ Keyword ซึ่งหมายถึงคำที่ใช้ในการค้นหาข้อมูลหรือบทความใด ๆ จึงเป็นคำหลักที่ถูกนำมาใช้เป็นแก่นสร้างคอนเทนต์ ทั้งนี้ ควรเลือกใช้ถ้อยคำที่เฉพาะเจาะจง เช่น ขายเสื้อผ้าสำหรับเด็กอายุ 7 ขวบ เป็นต้น ถ้าเปรียบคอนเทนต์เป็นร่างกาย keyword ก็เปรียบเสมือนหัวใจของคอนเทนต์ที่ขาดไม่ได้

แนวคิดที่ 2 การปรับแต่งเนื้อหาบนเว็บไซต์ (on-page)
เมื่อเลือก keyword ได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือ การนำคอนเทนต์ที่เตรียมไว้อัปโหลดไปแสดงบนเว็บไซต์ คอนเทนต์อาจมีหลากหลาย ทั้งภาพถ่าย คลิปวิดีโอ หรืองานเขียน แต่ที่นิยมนำมาทำเป็น SEO คือคอนเทนต์ที่เป็นงานเขียนประเภทบทความให้ความรู้ โดยควรพิจารณาจุดปลีกย่อยดังต่อไปนี้

บทความต้องยาวแค่ไหน?
ความยาวของบทความขึ้นอยู่กับเนื้อหา มีตั้งแต่ 500 คำ ถึง 3,000 คำ หรืออาจมากกว่านั้นก็ได้

บทความควรมีจำนวนมากน้อยแค่ไหน?
จำนวนไม่สำคัญ เน้นที่คุณภาพเป็นหลักหรือที่เราเรียกว่าบทความเอเวอร์กรีน (evergreen) คุณภาพดีข้ามกาลเวลา อ่านในปี พ.ศ. ไหนก็ยังได้สาระความรู้อยู่

ภาพประกอบต้องมีหรือไม่?
บทความที่ดีควรจะมีภาพประกอบที่ทำให้ขยายความหมายได้ชัดเจนขึ้น ทั้งมีสีสันสวยงาม มีการใช้ภาษาที่เหมาะกับผู้รับสาร การทำภาพประกอบที่สวยงามเป็นจุดสำคัญในการดึงดูดสายตาคนอ่านได้มากขึ้นด้วย

ความสดใหม่
จุดสำคัญของคอนเทนต์ คือ ต้องเป็นบทความที่สดใหม่ ไม่ได้ไปคัดลอกใครมา เพราะทาง Google สามารถตรวจสอบได้ มีผลอาจถูกปิดกั้นการมองเห็น ที่สำคัญอาจถูกฟ้องร้องฐานละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย

ต้องทำคลิปวิดีโอด้วยหรือไม่?
ปัจจุบันความนิยมดูคลิปวิดีโอมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น เราอาจพิจารณาทำคลิปวิดีโอสอดแทรกลงไปในเว็บไซต์ของเราด้วยก็ได้ เช่น คลิปวิดีโอแนะนำการใช้งานสินค้า เป็นต้น

แนวคิดที่ 3 การทำ​ SEO นอกเว็บไซต์ (off-page)
ถามว่ามีความจำเป็นต้องทำ SEO นอกเว็บไซต์ไหม? คงต้องตอบว่า มีก็ได้ แต่หากไม่มีก็ไม่เป็นไร เพราะจากสถิติพบว่าแม้ไม่มีเว็บไซต์ภายนอกลิงก์มายังเว็บไซต์ของเราเลย แต่ถ้าใช้ keyword ได้ถูกต้องแล้ว เว็บไซต์ของเราก็สามารถขึ้นหน้าแรกได้เหมือนกัน การทำ SEO นอกเว็บไซต์โดยมากจะเป็นตัวเสริมเพิ่มความน่าเชื่อถือให้เว็บไซต์ของเราเท่านั้นเอง

แม้ว่าการทำ SEO จะไม่ใช่เครื่องมือที่ดีที่สุดในการเพิ่มยอดขายให้กับธุรกิจ แต่ก็ปฎิเสธไม่ได้ว่า SEO เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ทางการตลาดที่น่าสนใจ โดยเฉพาะผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นทำธุรกิจใหม่ ๆ จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการประชาสัมพันธ์ได้อย่างมาก

เปรียบเทียบข้อดี – ข้อเสียของการทำ SEO ด้วยตัวเอง

เปรียบเทียบข้อดี - ข้อเสียของการทำ SEO ด้วยตัวเอง

SEO ถือเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยทำการตลาดบนโลกออนไลน์ได้อย่างไร้ขีดจำกัดและมีประสิทธิภาพ แต่ถึงอย่างนั้นหลายคนก็คงกำลังพิจารณาอยู่ว่าควรทำเอง หรือจ้างบริษัทเฉพาะทางดี? วันนี้เราจะมาบอกถึง ข้อดี-ข้อเสีย ของการทำ SEO ด้วยตัวเอง เพื่อประกอบการตัดสินใจ

ข้อดี

1. ลดค่าใช้จ่าย
หากเราเลือกที่จะทำ SEO ด้วยตัวเองจะช่วยให้เรา “ประหยัดต้นทุน” ที่ต้องจ้างบริษัทเฉพาะทางมาทำในส่วนนี้ไปได้ค่อนข้างมาก นอกจากนี้เรายังสามารถนำเงินส่วนนี้ไปใช้ในการพัฒนาธุรกิจทางด้านอื่นได้อีกด้วย

2. ได้เพิ่มทักษะให้ตัวเอง
การทำ SEO มีรายละเอียดปลีกย่อยที่เราต้องศึกษาเพิ่มเติมมากมาย ดังนั้นทักษะที่คุณจะได้เรียนรู้อย่างแน่นอนเลย คือเรื่องของการเขียนบทความ การจับประเด็น และการวิเคราะห์รายละเอียดเพื่อให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า และความรู้เกี่ยวกับเว็บไซต์ที่จะมีเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน

3. เราเข้าใจกลุ่มลูกค้าเรามากที่สุด
การทำ SEO เราจำเป็นจะต้องเข้าใจในตัวสินค้าและเข้าใจลูกค้าเป็นอย่างดี เพื่อใช้ประกอบการเลือกหัวข้อ ตลอดจน Keyword ที่จะนำมาใช้งาน ซึ่งแน่นอนว่าเจ้าของแบรนด์หรือตัวเราเอง ย่อมรู้จักสินค้าและบริการดีที่สุดแล้ว ดังนั้นการทำ SEO ด้วยตัวเองจึงเป็นการตัดสินใจที่ดี

4. รับงานเพิ่มรายได้เสริม
เมื่อตัวเรามีความรู้ด้าน SEO แล้ว ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะนำความรู้นี้ไปให้บริการแก่เว็บไซต์หรือเพจต่าง ๆ ที่เจ้าของไม่มีเวลาศึกษาดูแลเอง เท่ากับเราดูแลกิจการเว็บไซต์ออนไลน์ของเราเองได้ควบคู่กับรับงานเสริมรายได้บนฐานความรู้เดียวกัน

ข้อเสีย

1. ต้องใช้เวลาในการศึกษา
ดังที่กล่าวไปในข้อก่อนหน้า SEO มีรายละเอียดที่ต้องศึกษาค่อนข้างมาก ในส่วนนี้จึงไม่ค่อยเหมาะสำหรับคนที่ไม่มีเวลาที่จะเรียนรู้ การจ้างบริษัทที่รับทำทางด้านโดยเฉพาะจึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด

2. เสี่ยงต่อการผิดพลาดครั้งใหญ่
ในปัจจุบัน แม้ว่าการแบ่งปันแนวทางและให้ความรู้เรื่องการทำ SEO จะมีให้เห็นอยู่มาก แต่หากเราทำส่วนใดส่วนหนึ่งผิดพลาดไป ก็อาจนำมาซึ่งผลเสียที่อาจจะยากเกินกว่าจะกู้คืนกลับมาได้ เราจึงต้องวางแผนการทำงานให้ดี

3. ทักษะครึ่ง ๆ กลาง ๆ ไม่เพียงพอ
แม้จริงอยู่ที่เราสามารถพัฒนาทักษะได้ แต่ถึงอย่างนั้นเราก็จำเป็นต้องมีความรู้ในเรื่องของเว็บไซต์ ทั้ง UX,UI และความแตกต่างระหว่างเนื้อหาโฆษณากับเนื้อหาบทความทั่วไปที่ชัดเจน และหากเราไม่มีทักษะทางด้านการเขียน SEO เลยก็อาจเป็นเรื่องยากมากที่จะจัดวาง SEO ให้อยู่ในจุดที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

การทำ SEO มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ซึ่งขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแต่ละบุคคลว่ายอมรับด้านใดได้มากกว่ากัน แต่ถึงอย่างนั้น เพื่อประกอบการพิจารณาและการตัดสินใจในเรื่องนี้ให้เหมาะสม เราก็ควรศึกษาเกี่ยวกับความรู้พื้นฐานของ SEO ไว้สักหน่อย รับรองเลยว่าเราจะพบทางที่เหมาะสมกับเราอย่างแน่นอน

สรุปกลยุทธ์ SEO สำหรับเพิ่มรายได้บน Website

สรุปกลยุทธ์ SEO สำหรับเพิ่มรายได้บน Website

เว็บไซต์ คือ เครื่องมือสำคัญในการสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์ที่สามารถใช้เป็นช่องทางในการสร้างรายได้จากการขายสินค้าหรือบริการ หรือสร้างเป็นเว็บไซต์สำหรับเผยแพร่ความรู้หรือสิ่งที่น่าสนใจเพื่อให้เช่าพื้นที่ในการวางโฆษณา ซึ่ง search engine optimization หรือ SEO คือเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพในการเพิ่มปริมาณการเข้าถึงและปรับเว็บไซต์ให้รองรับการแสดงผลในหน้าแรกบน search engine อันดับหนึ่งของโลกอย่าง Google.com โดยกลยุทธ์สำหรับเพิ่มรายได้บน Website มีดังนี้

วิเคราะห์คีย์เวิร์ดที่กลุ่มเป้าหมายใช้ในการหาข้อมูล Keyword หรือ คำค้นหา เป็นสิ่งสำคัญที่ใช้ในการค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตที่สามารถค้นหาข้อมูลเหล่านั้นได้จาก search engine ซึ่งการใช้เวลาในการวิเคราะห์คีย์เวิร์ดที่กลุ่มเป้าหมายใช้ในการค้นหามากที่สุดและมีจำนวนเว็บไซต์คู่แข่งที่นำไปใช้น้อย ย่อมทำให้การติดอันดับบน search engine ได้ง่ายกว่า เมื่อได้คีย์เวิร์ดที่ต้องการแล้ว ให้นำคีย์เวิร์ดที่ได้มาจัดวางในส่วนต่าง ๆ บนเว็บไซต์ แต่ส่วนที่สำคัญที่สุด คือ การนำคีย์เวิร์ดมาแทรกในบทความที่มีประโยชน์อย่างต่อเนื่องและมีปริมาณที่เหมาะสม

จัดแต่งหน้าเว็บไซต์ให้น่าสนใจ การจัดแต่งหน้าเว็บไซต์ให้มีความสวยงาม ไม่เพียงแต่ช่วยดึงดูดสายตาและสร้างความน่าเชื่อถือต่อเว็บไซต์ได้ดีกว่า แต่ยังทำให้กลุ่มเป้าหมายใช้เวลาบนเว็บไซต์ได้นานกว่าด้วย โดยการจัดแต่งหน้าเว็บไซต์ให้น่าสนใจควรคำนึงถึงเฉดสี การจัดวางแพลตฟอร์มเพื่อให้เกิดความสะดวกสบายในการค้นหาข้อมูลที่ต้องการ รวมถึงมีความรวดเร็วในการโหลดหน้าเว็บไซต์

กระตุ้น Action จากกลุ่มเป้าหมาย การสร้างคอนเทนต์ให้มีความน่าสนใจ กำลังได้รับความสนใจจากกลุ่มเป้าหมายและมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันเป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่ม action จากกลุ่มเป้าหมายได้ดีกว่าการ โดย Action ที่จะได้รับจากกลุ่มเป้าหมาย คือ การแชร์ข้อมูลบน Social media หรือมีการคอมเมนต์ล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้ Bot ใน search engine มองว่าเป็นเว็บไซต์คุณภาพทั้งสิ้น ซึ่ง Action ที่เกิดขึ้นกับเว็บไซต์เป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มปริมาณการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายจากแหล่งอื่น ๆ เข้าสู่เว็บไซต์และก่อให้เกิดเป็นรายได้ที่เพิ่มมากขึ้น

การสร้าง Content ที่มีคุณภาพ คอนเทนต์คุณภาพที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าถึงเว็บไซต์ไม่ได้หมายถึงความทันสมัยของข้อมูลเท่านั้น แต่ต้องเป็นคอนเทนต์ที่มีการจัดวางรูปแบบให้ถูกต้องตามกฏที่ Google ได้กำหนดไว้ เช่น การสร้างคอนเทนต์ที่มีความยาวมากกว่า 300 คำขึ้นไป, มีคีย์เวิร์ดหรือคำค้นหาในปริมาณที่เหมาะสม, มีการเว้นวรรคย่อหน้าให้เป็นระเบียบ น่าอ่านและมีภาพประกอบที่ตรงกับเนื้อหา

เว็บไซต์ที่มีประสิทธิภาพเป็นเครื่องมือที่สามารถเพิ่มรายได้จากกลุ่มเป้าหมายบนโลกออนไลน์ได้เป็นอย่างดี ทำให้การใช้เวลาในการศึกษาเรื่อง SEO จึงเป็นสิ่งที่สามารถนำมาพัฒนาเว็บไซต์ให้มีประสิทธิภาพ ทันสมัย และตอบรับกับข้อกำหนดของ search engine ซึ่งช่วยให้เกิดการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขึ้น

เขียนบทความอย่างไร มีผลต่อการทำ SEO ให้ติดอันดับสูงสำเร็จ

เขียนบทความอย่างไร มีผลต่อการทำ SEO ให้ติดอันดับสูงสำเร็จ

บทความที่ดีเป็นอย่างไร เขียนคอนเทนท์แบบไหนให้เว็บไซต์ติดอันดับหน้าแรกของ Google แบบเห็นผลจริง เหตุผลที่งานเขียนมีความสำคัญต่อการทำ SEO เพราะผู้ค้นไม่ได้ต้องการเห็นสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการอ่านบทความเกี่ยวกับสินค้าและข้อมูลอื่น ๆ ที่มีประโยชน์ด้วย สรุปว่าถ้ามีบทความดี ๆ ถูกใจผู้อ่านจะทำให้เว็บไซต์เป็นที่ยอมรับและสร้างแรงดึงดูดให้กลับมาใช้เว็บไซต์นั้นอีก

นักเขียนที่มีฝีมือสร้างสรรค์บทความคุณภาพช่วยสนับสนุนการทำ SEO ให้เว็บไซต์ได้รับความไว้วางใจและค้นพบง่ายในอินเทอร์เน็ต หลักการสำคัญของการเขียนบทความตามหลัก SEO อยู่ที่การเลือกคีย์เวิร์ดแทรกในบทความอย่างกลมกลืน เป็นคำที่ค้นหาบนเสิร์จเอนจินแล้วพบง่ายและได้รับความนิยมสูง

มีคนใช้คำนั้นค้นหาข้อมูลใน Google บ่อยครั้งมาก คีย์เวิร์ดเปรียบได้กับประตู ถ้าเลือกคำหรือวลีที่เหมาะสมจะนำทางผู้ชมเข้าเว็บไซต์มากขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ผลักดันให้เว็บติดหน้าแรก ๆ ของ Google ยิ่งอยู่อันดับต้นได้มากเท่าไรยิ่งทำให้คนคลิกเข้าชมก่อนและมีโอกาสเพิ่มยอดขายได้มากขึ้น

นอกจากคำค้นหาที่เหมาะสมแล้ว การแทรกคำในเนื้อหาต้องปรับให้ลงตัว อ่านแล้วลื่นไหลและสมเหตุสมผล ยิ่งเพิ่มความน่าเชื่อถือทำให้จำนวนคนเข้าเว็บไซต์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความน่าเชื่อถือเป็นสิ่งสำคัญทำให้คนอ่านบทความแล้วเห็นคุณค่า ก่อนเขียนบทความต้องตั้งเป้าหมายว่าในเนื้อหาจะมีอะไรบ้าง ไม่เพียงการเลือกคีย์เวิร์ดให้ตรงกับคำค้นหายอดนิยมเท่านั้นแต่จะต้องเลือกใช้ถ้อยคำที่เข้าใจง่ายและโทนอารมณ์การเขียนในบทความให้ตรงกับความนิยมของกลุ่มผู้อ่านเพื่อกระตุ้นความสนใจและสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้อ่านตัดสินใจซื้อในที่สุด

ทุกวันนี้คนเราท่องอินเทอร์เน็ตค้นหาสินค้าหรือบริการที่ต้องการโดยใช้คีย์เวิร์ดกันทั้งนั้น แน่นอนว่าเกือบทั้งหมดเป็นการ Search ด้วยคีย์เวิร์ด ไม่ได้พิมพ์ชื่อ URL ของเว็บไซต์โดยตรง การเลือกคีย์เวิร์ดเป็นชื่อเว็บไซต์จึงมีความสำคัญไม่น้อยและใช้คำเดียวกันนั้นในการเชื่อมโยงกับเนื้อหาของบทความ แทรกคีย์เวิร์ดลงไปอย่างเป็นธรรมชาติโดยใส่คีย์เวิร์ดกระจายไปในเนื้อหา โดยมีปริมาณคีย์เวิร์ดราว 1-2 คำ ต่อ 100 คำ เท่ากับบทความที่มีความยาว 500 คำควรใส่คีย์เวิร์ดระหว่าง 3-5 คำนั่นเอง รวมถึงใส่คีย์เวิร์ดในชื่อของบทความและ Meta Description โดยใช้คำภาษาไทยหรืออังกฤษก็ได้ ขึ้นอยู่กับคีย์เวิร์ดที่ใช้บ่อยและสอดคล้องกับเนื้อหาของคอนเทนต์

ไอเดียคีย์เวิร์ดสามารถค้นหามาจากเว็บไซต์ของคู่แข่งในธุรกิจเดียวกันหรือเครื่องมือหาคีย์เวิร์ดฟรีในอินเทอร์เน็ตที่มีอยู่มากมาย เป็นเครื่องมือใช้คัดเลือกคีย์เวิร์ดที่วิเคราะห์ว่ามีคำไหนใช้บ่อยและติดอันดับคีย์เวิร์ดค้นหาที่มีประสิทธิภาพที่สุด เลือกมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อบทความทำให้มีผู้เข้าชมเว็บไซต์เพิ่มขึ้น การเขียนเนื้อหาที่มีคุณภาพคือ น่าอ่าน สำนวนกระชับ เข้าใจง่าย ข้อสำคัญคือมีประโยชน์ต่อผู้อ่านอย่างแท้จริง เพราะถึงจะเขียนออกมาดีแต่ไม่ตรงกับความต้องการก็ไม่เกิดประโยชน์ คนไม่เข้ามาอ่านและการทำ SEO ให้ติดอันดับต้น ๆ ก็เป็นไปได้ยากเช่นกัน

เรื่องควรรู้เกี่ยวกับ SEO ของมือใหม่

เรื่องควรรู้เกี่ยวกับ SEO ของมือใหม่

การทำ SEO จะเป็นตัวช่วยเพิ่มคุณภาพของเว็บไซต์หรืองานต่าง ๆ ของคุณบนโลกอินเทอร์เน็ตให้มีความเหมาะสมต่อความต้องการของผู้อื่น เป็นการจับคู่ที่จะทำให้คุณสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายของตัวเองได้ง่ายและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ซึ่งการค้นหาบน Search Engine ชื่อดังอย่าง Google ในแต่ละวัน มีมากกว่าล้านครั้งต่อชั่วโมง และตกอยู่ราว 80,000 กว่าครั้งต่อวินาที ดังนั้นถ้าธุรกิจหรือคอนเทนต์ของคุณไปปรากฏบน Google แล้วอยู่ในอันดับแรก ๆ ของหน้า 1 ได้ ย่อมทำให้เกิดโอกาสของการมองเห็นที่เพิ่มสูงขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว

สำหรับมือใหม่ที่ต้องการให้เว็บไซต์ของคุณขึ้นเป็นอันดับแรกของ Google คุณควรรู้ว่า SEO คืออะไร และเรื่องราวต่าง ๆ ที่มีความสำคัญในการทำ seo ให้มากขึ้น ชื่อของ seo ย่อมาจาก Search Engine Optimization ที่จะช่วยทำให้ Google หันมาสนใจ Content และการเคลื่อนไหวต่าง ๆ บนเว็บไซต์ของคุณได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ดังนั้นจึงมีเทคนิคหลายรูปแบบเพื่อการปรับปรุงให้เว็บไซต์หรือ Content ของคุณเป็นที่สนใจ ซึ่งทาง Google จะมี Keyword Planner ที่จะทำให้การวาง Keyword ของคุณมีประสิทธิภาพมากขึ้น การค้นหาของกลุ่มเป้าหมายมาสู่เว็บไซต์ของคุณจะง่ายกว่าเดิม นอกจากนี้ยังมีการทำ Backlink เพื่อเชื่อมโยงกลับมายังภายในเนื้อหาต่าง ๆ ของ Content หรือภายในเว็บไซต์ รวมไปถึงโซเชียลที่จะทำให้คุณสามารถดึงความสนใจของทั้ง Google และผู้ค้นหาได้มากขึ้น ส่วนการใช้งาน Keyword นั้นจะมีทั้งการใช้แบบเดี่ยว, แบบคู่, การวางหัวข้อแบบ H1- H2, การทำตัวหนา, การทำตัวเอียง และการทำสีสันต่าง ๆ ที่อาจจะทำให้คุณรู้สึกสับสนได้ ดังนั้นจึงควรอ่านรายละเอียดของการวางคีย์เวิร์ด​ในรูปแบบต่าง ๆ ให้ดีก่อน เมื่อเข้าใจแล้วจะทำให้การสร้าง Content Marketing เป็นเรื่องที่ง่ายมากขึ้น นอกจากต้องมีการวางโครงสร้างของเว็บไซต์ที่เป็นหนึ่งในรูปแบบสำคัญที่คุณควรศึกษาให้ดีหรือจ้างผู้ที่มีความชำนาญเฉพาะด้านมาทำการดูแล เพื่อทำให้เว็บของคุณมีความเคลื่อนไหวอย่างถูกต้องและถูกใจ Google โดยต้องเริ่มต้นตั้งแต่การทำ HTTPS เพื่อสร้างความปลอดภัยในการรับ-ส่งข้อมูลบนเว็บไซต์, การใช้งาน Responsive Design เพื่อทำให้สามารถเปิดดูได้อย่างเหมาะสมกับทุกอุปกรณ์ที่คนยุคนี้ชอบใช้งาน, การเพิ่มคะแนนให้กับหน้าเว็บไซต์ด้วยการใช้ Backlink, การใช้เทคนิคของการลงคลิปวิดีโอ, การทำคอนเทนต์ในหมวดหมู่หลัก, การใช้งาน Hosting ที่มีชื่อเสียง และการใช้เทคนิคต่าง ๆ ที่จะช่วยให้การทำ SEO มีประสิทธิภาพ ซึ่งเรื่องเหล่านี้คุณจะต้องศึกษาไว้ทั้งหมด เพื่อทำให้เว็บไซต์หรือโซเชียลเพจของคุณประสบความสำเร็จบนหน้าแรกของ Google​ นำมาซึ่งผลตอบแทนทางธุรกิจคือ​ ยอดขายที่เพิ่มขึ้น

เมื่อคุณต้องการทำ SEO ก็สามารถเริ่มต้นศึกษาด้วยตัวคุณเองก่อน จากนั้นถ้าคุณต้องการความมั่นใจมากขึ้น สามารถเลือกผู้ที่มีประสบการณ์และความรู้ตรงด้านนี้ เพื่อมาเป็นผู้ช่วยในการสร้างสรรค์เว็บไซต์ที่ดีที่สุดและถูกใจ Google เพื่อให้สามารถไต่อันดับเป็นเว็บอันดับแรก​ ๆ​ ที่กลุ่มเป้าหมายจะเห็นเว็บไซต์ของคุณก่อนใคร พร้อมให้ผลของการติดอันดับที่ยาวนานอย่างมีคุณภาพอีกด้วย

ทำความรู้จักกับบทความ SEO

ทำความรู้จักกับบทความ SEO

SEO เป็นคำย่อของ “Search Engine Optimization” ซึ่งหมายถึง การปรับปรุงเนื้อหาบทความของเราให้เหมาะสมกับการใช้งานผ่าน Search Engine ต่าง ๆ เช่น Google, Yahoo! และ Bing เป็นต้น ซึ่งเป้าหมายหลัก คือ ต้องการให้เนื้อหาในบทความติดอันดับต้น ๆ จากค้นหาผ่าน Search Engine ดังกล่าว

Google เป็นผู้ให้บริการ Search Engine ที่ได้รับความนิยมสูงสุดจากทั่วโลก และเป็นอันดับหนึ่งในหลาย ๆ ประเทศ ทั้งในประเทศไทย สหรัฐอเมริกา อังกฤษ อินเดีย และญี่ปุ่น เป็นต้น ดังนั้นในการทำ SEO จึงเน้นที่ Google เป็นหลัก โดยเน้นไปที่การทำบทความให้มีคุณภาพให้ตรงกับข้อมูล Keyword ที่จะส่งผลต่อการค้นหาบทความเราได้ง่ายขึ้น

กลยุทธ์สำคัญที่ทำให้บทความติด SEO ก็คือ การใส่ Keyword เป้าหมาย (หรือ Keyword หลัก) และ Keyword ที่เกี่ยวข้อง (Keyword รอง) ที่เหมาะสมลงไปในบทความ โดยจะต้องเน้น Keyword ที่สอดคล้องกับเนื้อหาที่แสดงในหน้าเว็บไซต์ ซึ่งเราสามารถหาได้จากเครื่องมือต่าง ๆ เช่น Google Keyword Planner, KWFinder และ Ahrefs เป็นต้น

เมื่อเลือก Keyword ที่เหมาะสมแล้ว การจัดให้มีการกระจายในบทความอย่างสม่ำเสมอจะช่วยทำให้ติดหน้าแรกได้ง่ายขึ้น ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะมีการใส่ Keyword เป้าหมายลงในชื่อบทความด้วย เพื่อให้ Search Engine Algorithm จะได้สามารถค้นหาเจอได้อย่างรวดเร็ว และกระจาย Keyword อื่น ๆ ให้มีความหนาแน่นอยู่ในบทความอย่างเหมาะสม

ควรหลีกเลี่ยงการใช้ Keyword ซ้ำ ๆ กันเป็นจำนวนมากในบทความ เนื่องจาก Search Engine จะมองว่าเป็น Keyword Spam หรือ Keyword Stuffing ที่แสดงถึงการพยายามใส่ (ยัด) มากเกินไปลงในบทความ ทำให้เนื้อหาดูไม่เป็นธรรมชาติ

การทำ SEO ให้ติดอันดับต้น ๆ ของ Google ควรเน้นเนื้อหาที่มีคุณภาพ เนื้อหาแบบเจาะลึกหรือเนื้อหาที่มีประโยชน์กับผู้อ่าน เพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้งานที่ค้นหาด้วย Keyword ที่เราต้องการ ซึ่งการจัดโครงสร้างของเว็บไซต์ที่ได้มาตรฐาน ใช้ง่าย จะช่วยเพิ่มโอกาสให้เราติดอันดับได้มากขึ้นด้วย

นอกจากนี้เนื้อหาในบทความไม่ควรคัดลอกมาจากที่อื่น ควรเรียบเรียงเนื้อหาด้วยตัวเองหรือเรียบเรียงจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ พร้อมทั้งระบุลิงก์เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับบทความของเราลงไปด้วย เพื่อให้ Google รู้ว่าบทความของเราอยู่ในหมวดหมู่ไหน ซึ่งการกระทำดังกล่าวเราเรียกว่า การทำ External Link โดยในการเลือกเราจะต้องเลือกลิงก์ไปยังเว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือ

โดยสรุป บทความ SEO มีความพิเศษกว่าบทความทั่วไป คือ จัดทำขึ้นเพื่อให้ติดอันดับแรก ๆ ของ Google โดยในการเขียนบทความจะต้องมีการระบุ Keyword ทั้ง Keyword เป้าหมายและ Keyword ที่เกี่ยวข้อง ให้มีปริมาณและการกระจายตัวที่เหมาะสม เนื้อหาในบทความมีคุณภาพและมีประโยชน์ต่อผู้อ่าน และเพิ่มลิงก์อ้างอิงลงไปในบทความด้วยเพื่อให้ Search Engine Algorithm สามารถเข้าใจประเภทของเนื้อหาในบทความได้อย่างรวดเร็ว